
4ขวบรู้ความจริงซึมเศร้า
06 พ.ย. 2558
แม่แท้ๆ วอนสังคมเห็นใจ หลังถูกประณาม ลั่นถึงจะจนก็ขอสู้เอาลูกคืน พม.ปรับทัศนคติก่อนพาไปพบลูก 9 พ.ย. ปู่เผย 4 ขวบรู้ความจริงซึมเศร้า ศาลให้ประกันผู้ต้องหาลักเด็ก
6 พ.ย. 58 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 จับกุมหญิงวัย 32 ปี ผู้ต้องหาคดีลักทารกแรกเกิดเพศหญิง อายุ 2 วัน ในโรงพยาบาล ขณะผู้เป็นแม่ไปเข้าห้องน้ำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 แล้วนำไปเลี้ยงดูอย่างดีอยู่นานถึง 4 ปี จึงถูกจับได้นั้น
ล่าสุด พ.ต.อ.พิสิฐ หลวงเทพ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าของคดี เปิดเผยว่า ได้นำผู้ต้องหาส่งฝากขังที่เรือนจำกลาง และรอหลักฐานเพิ่มเติมเล็กน้อย คาดว่าจะสามารถส่งฟ้องได้ภายใน 15 วัน ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่า ญาติผู้ต้องหานำหลักทรัพย์มูลค่าประมาณ 1.8 แสนบาท ยื่นเรื่องขอประกันตัวต่อศาลแล้ว
ด้านแม่ที่แท้จริงของเด็กเปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พยายามติดตามหาลูกมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้ข่าวคราว จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ตำรวจโทรมาหาและบอกว่าน่าจะพบลูกสาวที่หายไปแล้ว จึงเดินทางไปและพบว่าเด็กมีลักษณะพิเศษตรงกับลูกที่หายไป และได้มีการตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาว่า เป็นลูกของตัวเองจริงๆ
แม่ที่แท้จริงของเด็กกล่าวว่า ครั้งนั้นเป็นการเจอหน้ากันครั้งแรก หลังจากลูกหายไปจากอ้อมอก รู้สึกดีใจมากๆ แต่ก็รู้สึกสะท้อนในใจ เพราะลูกไม่มีความคุ้นเคย แต่ความรู้สึกผูกพันของความเป็นแม่ไม่เคยจืดจาง ยอมรับว่า ครอบครัวทางโน้นรักและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเฉพาะปู่กับย่าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
"ที่ผ่านมาแทบจะเสียผู้เสียคน จนต้องพึ่งยาคลายเครียด เพราะคิดมากที่ต้องพลัดพรากจากลูก แถมยังถูกสังคมประณามต่างๆ นานา บ้างก็ว่า ขายลูก บ้างก็ว่ายกลูกให้คนอื่น ซึ่งไม่มีใครเข้าใจหรอกว่า หัวอกคนเป็นแม่จะเจ็บแค่ไหน ตอนนี้อยากให้ลูกกลับมาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็มีรายได้พอเลี้ยงดูแลให้การศึกษาได้ ไม่ต้องการเงินของใคร ลูกทั้งคนไม่เคยคิดจะขาย แมวหมาที่เลี้ยงไว้ยังรักเลย นี่ลูกทั้งคน แต่ก็จะต้องทำตามวิธีการของคณะกรรมการสหวิชาชีพที่เข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของลูก แต่ก็มีความกังวล เพราะคณะกรรมการสหวิชาชีพจะให้ทางเราเทียวไปหาลูกเพื่อทำความคุ้นเคยกับลูกเป็นระยะเวลา 1 - 2 ปี หรือให้ไปพักอาศัยอยู่กับลูกที่บ้านที่เลี้ยงดูมา 1 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ลำบากใจมาก เพราะไม่ใช่ญาติ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน"
ส่วนที่มีข่าวว่า ฝ่ายหญิงที่ลักพาตัวเด็กไปเลี้ยงยอมจ่ายเงินเป็นค่าปลอบขวัญเพื่อขอรับเด็กเป็นลูกบุญธรรมนั้น แม่ที่แท้จริงของเด็กบอกว่า ไม่เคยคิดจะยกให้ เพราะลูกมีแม่ที่แท้จริง ใบเกิดก็แจ้งไว้แล้ว ตั้งแต่วันหลังคลอด ก่อนที่หมอจะอนุญาตให้กลับบ้าน แต่ลูกมาหายไปก่อน ที่สำคัญคิดว่า คนที่ทำผิดก็ควรจะรับผลที่ก่อขึ้น เพราะที่ผ่านมาคนที่เป็นแม่ต้องสูญเสีย ต้องจมอยู่กับความทุกข์มานานกว่า 4 ปี ไม่ใช่แค่ตนเองเท่านั้น ทุกคนในบ้านต่างก็เฝ้ารอให้มีวันนี้
"คิดดู หากความจริงถูกเปิดเผยว่า เด็กไม่ใช่สายเลือด ถ้าให้ลูกกับฝ่ายนั้นเกรงว่าจะไม่รักเหมือนเดิม หรือแม้แต่คนที่ขโมยและอ้างเป็นแม่ก็เกรงว่า เมื่อประกันตัวออกมาแล้ว จะพาลูกหนีไปอยู่ที่อื่น จนตามตัวไม่เจออีก ส่วนที่มีคนคิดว่า เห็นแก่เงินนั้น เพราะเคยยื่นฟ้องค่าเสียหายจากโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นทนายของสภาทนายความมาดำเนินการให้ เพราะเขาเห็นใจ พอพิสูจน์ได้ว่าทางโรงพยาบาลและพยาบาลไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือละเลย ศาลก็ได้สั่งยกฟ้อง และฉันก็ไม่ได้มีการอุทธรณ์แต่อย่างใด"
ทั้งนี้ มีรายงานว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะไปพบผู้เป็นแม่ที่แท้จริง เพื่อทำความเข้าใจและปรับทัศนคติ ก่อนจะเดินทางไปพบลูกพร้อมกับคณะกรรมการสหวิชาชีพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณสุขอำเภอ ได้จัดชุดแพทย์ไปเยียวยาสภาพจิตใจของ ด.ญ.วัย 4 ขวบ ที่ถูกลักตัว หลังทราบว่า เด็กเริ่มซึมเศร้าลง ไม่ร่าเริง เหมือนเดิม หลังทราบเรื่องถูกลักพาตัว จนปู่และย่าต้องพาหลานสาวหนีไปไว้ที่บ้านญาติแห่งหนึ่ง เพื่อไม่อยากให้ใครไปสอบถามเด็ก จนเกิดผลกระทบต่อจิตใจหนักขึ้น
ปู่ของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ เปิดเผยว่า หลังรู้ว่าเด็กที่เลี้ยงมาตลอด 4 ปี ไม่ใช่หลานแท้ๆ ก็ตาม แต่ด้วยความผูกพัน จึงไม่อยากให้หลานต้องมากระทบกระเทือนทางจิตใจ แต่พอหลานสาวมารู้ว่าปู่ ย่า พ่อ แม่ ที่เลี้ยงมาไม่ใช่ตัวจริง ก็มีอาการเงียบผิดปกติ จึงอยากจะหาทางออกช่วยกัน และไม่อยากให้หลานต้องมาเสียความรู้สึกว่า ใครเป็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อีก
"ก็เห็นใจแม่ที่แท้จริง ถ้ายังไม่พร้อม เราพร้อมที่จะรับดูแลเอง รวมทั้งแม่เด็กตัวจริงก็ไม่ต่างอะไรเราคือญาติพี่น้องกัน เวียนไปมาหาสู่กันได้ตลอด และค่อยๆ ให้น้องเกิดความผูกพันเพิ่มขึ้นไปเอง น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ และแต่ละฝ่ายก็ไม่ต้องเสียใครไปด้วย เพื่อที่จะไม่กระทบต่อหลานสาวจนรับไม่ไหวตามมาอีกได้" ปู่ของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ กล่าว



