
วิสัยทัศน์รัฐบาลโตเกียวสร้างสังคมไฮโดรเจน
07 พ.ย. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : วิสัยทัศน์รัฐบาลโตเกียว สร้างสังคมไฮโดรเจน
ต้องยอมรับกันเลยทีเดียวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีการระดมความคิดของประชาชน หน่วยงานเอกชน ทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างผสมกลมเกลียว ก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาจากภาวะติดลบในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างน่ายกย่อง ภายในเวลาไม่เกินครึ่งศตวรรษ
แต่ญี่ปุ่นยังไม่หยุดยั้งอยู่เพียงเท่านั้น ยังมีการวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสังคมที่ดีอยู่ต่อไป ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน และภาคเอกชนของญี่ปุ่นที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้เองรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ก็เริ่มแนะนำคำว่า “สังคมไฮโดรเจน” ให้ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกได้รู้จัก ในฐานะวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในระดับย่อยที่สุดของสังคม นั่นคือตามบ้านเรือน และเป็นการใช้พลังงานไฮโดรเจนสำหรับพาหนะแทบทุกชนิดที่แล่นอยู่บนผืนแผ่นดินอันสวยงามบนเกาะญี่ปุ่น
แผนการสร้างสังคมไฮโดรเจนของรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติกัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เมื่อปี 2554 จากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงและคลื่นสึนามิถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เสียยับเยิน จนทำให้กัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สองในประวัติศาสตร์โลกต่อจากยูเครนที่เผชิญกับพิบัติภัยกัมมันตรังสี
กำหนดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป และวางเป้าหมายแห่งความสำเร็จหลังจากปี 2583 โดยในช่วงแรกเป็นการขยายโครงการเซลล์เชื้อเพลิงที่มีอยู่ในปัจจุบันออกไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในกลุ่มภาคเอกชนที่จะทำให้ราคาทั้งไฮโดรเจนและอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กันลดลง ช่วงที่สองจะเป็นการสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนขนาดใหญ่และวางโครงข่ายการกระจายก๊าซไฮโดรเจน ขณะที่ช่วงที่สามจะเป็นการสร้างโรงผลิตไฮโดรเจนที่ใช้พลังงานสะอาด ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลตลอดกระบวนการผลิตและนำส่ง
รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายในวิสัยทัศน์ไว้ว่า รถยนต์ รถโดยสาร และอาคารต่างๆ จะใช้พลังงานสะอาดจากไฮโดรเจนภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และยังจะเปิดโครงการสร้างทางหลวงไฮโดรเจน ที่เพียบพร้อมไปด้วยสถานีบริการเติมก๊าซไฮโดรเจนบนทางหลวงสายนี้ไว้รองรับยวดยานพิเศษที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงที่ผลิตไฟฟ้าออกมาป้อนมอเตอร์ขับเคลื่อนรถยนต์ รถโดยสาร โดยอาศัยเพียงก๊าซไฮโดรเจนกับออกซิเจนเท่านั้น
ทางหลวงไฮโดรเจนนั้นจะเป็นการเปิดตัววิสัยทัศน์การใช้พลังงานสะอาด และการสร้างสังคมไฮโดรเจนอย่างเป็นทางการต่อสายตาชาวโลกภายในไม่เกินปี 2563 เมื่อกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ที่จะมีบรรดาแขกเหรื่อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้ามาเยือนดินแดนแห่งดอกซากุระกันเนืองแน่น
แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรถยนต์ที่จะนำมาแล่นบนทางหลวงไฮโดรเจนบนเกาะญี่ปุ่น เพราะในเวลานี้มีรถยนต์โตโยต้า มิราอิ (Mirai) ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2557 ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนเต็มรูปแบบ เป็นตัวชูโรงอยู่แล้ว
คำว่า “มิราอิ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “อนาคต” ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของการใช้พลังงานสะอาดโดยพึ่งพาไฮโดรเจนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นรายนี้ได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ผู้บริหารของโตโยต้า อย่างนายฮิซาชิ นากาอิ ที่ทำงานด้านการวางแผนกลยุทธ์การผลิตของบริษัท ยอมรับว่า โตโยต้า มิราอิ นั้น เป็นรถปลอดมลภาวะในฝันตัวจริงเสียงจริง และให้คำยืนยันว่า การใช้รถประเภทนี้ของโตโยต้านั้นปลอดภัย แม้ว่าก๊าซไฮโดรเจนจะติดไฟง่ายและเสี่ยงต่อการระเบิด แต่ด้วยการออกแบบถังเก็บก๊าซที่รับมือได้กับแรงกระแทกทุกรูปแบบนั้น ทำให้รถคันนี้ปลอดภัยในการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม นายนากาอิ ยอมรับว่า ราคาของรถยนต์คันนี้ค่อนข้างสูง (6.7 ล้านเยน หรือประมาณ 1.9 ล้านบาท) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
เชื่อว่าราคารถยนต์พลังไฮโดรเจนในญี่ปุ่นน่าจะถูกลงอีกเมื่อมีผู้เล่นเข้ามาในตลาดมากขึ้น รวมทั้งฮอนด้า ที่มีแผนการเปิดตลาดรถยนต์พลังงานสะอาดประเภทนี้อย่างจริงจังเช่นกัน
เช่นเดียวกับโครงการสร้างสังคมไฮโดรเจนของรัฐบาลนายชินโซ อาเบะ ที่ต้องการการลงทุนมหาศาล เพียงแค่การสร้างสถานีเติมก๊าซไฮโดรเจนแต่ละแห่ง ก็ต้องใช้เงินถึง 395 ล้านเยน (ประมาณ 112 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการสร้างสถานีแบบนี้มากถึง 76 แห่ง ให้ได้ภายในช่วงต้นปี 2559
วิสัยทัศน์ของรัฐบาลนายอาเบะยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น ยังมีความต้องการสร้างตลาดอุตสาหกรรมก๊าซไฮโดรเจนให้มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านเยนต่อปี (ประมาณ 290,500 ล้านบาท) ภายในปี 2573 ส่วนหนึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายตั้งโรงงานผลิตก๊าซไฮโดรเจนขนาดย่อมภายในบ้านเรือน 1.4 ล้านหลังภายในปี 2563 และอีก 5.3 ล้านหลังในอีก 10 ปีถัดจากนั้น
แต่ด้วยต้นทุนที่สูงถึง 2 ล้านเยนต่อบ้านหนึ่งหลัง ทำให้เป็นอุปสรรคอีกประการของรัฐบาลญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามรัฐบาลแดนซามูไรหวังว่า เมื่อมีการบุกเบิกตลาดรองรับอุตสาหกรรมไฮโดรเจนในประเทศได้แล้ว ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขันแย่งชิงตลาดลูกค้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับก๊าซไฮโดรเจน และด้วยกลไกการแข่งขันของเอกชนเช่นนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาจำหน่ายต่ำลงจนผู้คนทั่วไปยินดีที่จะลงทุนซื้อมาใช้
เป็นการทำลายอุปสรรคและสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมไฮโดรเจนอย่างมีวิสัยทัศน์จริงๆ



