
สู้ภัยแล้งต้องลงลึก
สู้ภัยแล้งต้องลงลึก : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งถ้าถือตามปฏิทินฤดูกาลก็จะนับเป็นวันสิ้นสุดของหน้าฝน มีข่าวสารชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย ส่งผ่านทางสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานมาว่า จะใช้มาตรการให้งดการสูบน้ำเพื่อการเกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ห้ามเกษตรกรกักน้ำหรือปรับระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อนำไปใช้ทางการเกษตร ให้ปิดประตูรับน้ำเข้าคลองซอยต่างๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 20 ประตู สำหรับผู้เลี้ยงปลากระชังตามลำน้ำ ให้เลี้ยงได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่เกินระดับน้ำต่ำสุดตามแผนที่กำหนดไว้ ส่วนสถานีสูบน้ำของประปาท้องถิ่น ให้สูบน้ำตามแผนที่การประปาส่วนภูมิภาคได้ตกลงและยื่นแผนต่อกรมชลประทานไว้ว่า ในแต่ละวัน ในแต่ละเดือนจะสูบน้ำดิบเท่าไร สำหรับน้ำเสีย ขออย่าปล่อยออกมา เพราะกรมชลประทานจะต้องรับภาระใช้น้ำระบายน้ำเสีย
โดยทั่วไป เป็นที่เข้าใจกันว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถือเป็นแหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญที่สุด เพราะความอุดมสมบูรณ์ และกินอาณาบริเวณตั้งแต่ภาคเหนือยาวจรดลงมาถึงภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แต่ในสภาพปัจจุบัน ต้องพึ่งพิงการบริหารน้ำจากอ่างเก็บน้ำในเขื่อนสำคัญ 4 แห่งตลอดลุ่มน้ำ ซึ่งพบว่า ระดับน้ำเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สามารถใช้การได้น้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าแล้งหนักที่สุดปีหนึ่ง กล่าวคือ เขื่อนภูมิพล(ตาก) มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 1,191 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 9% เขื่อนสิริกิติ์(อุตรดิตถ์) 2,058 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 22% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน(พิษณุโลก) 317 ล้านลูกบาศก์เมตร และเชื่อนป่าสักชลสิทธิ์(ลพบุรี) 632 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 66% รวมน้ำใช้การได้สำหรับ 4 เขื่อนนี้เท่ากับ 4,198 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น น้อยกว่าเมื่อปี 2557 ถึงประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาล ก็ได้ตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำขึ้นมาเฝ้าติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน หรือที่เรียกว่า วอร์รูม เพื่อสำรวจตรวจสอบการปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์โดยเฉพาะเพื่อการรักษาระบบนิเวศ และการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงาน อันหมายถึงเฝ้าระวังการใช้น้ำในภาคส่วนอื่นๆ ที่เห็นว่าควรจะชะลอหรืองดเอาไว้ก่อนได้ อย่างเช่น ภาคเกษตรกรรม ตามที่สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ได้คลอดมาตรการออกมา ซึ่งคาดหมายว่าจะต้องเข้มข้นขึ้นค่อนข้างแน่นอน เพราะระยะเวลานับจากปีนี้ต่อไปอีก 8 เดือน จะไม่มีน้ำตามธรรมชาติเติมเข้าระบบหรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ อีกเลย
กล่าวสำหรับแผนรองรับความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งในปีก่อนๆ มักจะถูกห้ามทำนาปรัง แต่ในปีนี้ นอกจากห้ามทำนาปรังแล้ว ยังมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นอีกระดับ นั่นคือ ห้ามสูบน้ำกักเก็บ หรือร่วมมือกันบริหารจัดการกันเองในระดับชุมชน ในสภาพวิกฤตการณ์เช่นนี้ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงการเยียวยาเกษตรกรให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงให้มากที่สุด อย่างเช่น การสนับสนุนให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือทนแล้งนั้น อาจจะไม่เข้ากับวิถีชีวิตหรืออาชีพแม้แต่น้อย บางแห่งปลูกพืชล้มลุกอายุสั้น ก็อาจจะหยุดการเพาะปลูกไปได้ระยะหนึ่ง แต่บางแห่งปลูกไม้ยืนต้นที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงตลอดเวลา แต่ในเมื่อสภาพพื้นที่ไม่ได้เป็นการจัดโซน ภาครัฐจึงต้องสำรวจความต้องการใช้น้ำอย่างลงลึกเหมือนเจาะหาตาน้ำ เพื่อจัดสรรตามจริงและจัดลำดับความจำเป็นก่อนหลัง มิเช่นนั้น ความเสียหายจะมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก็เป็นได้



