
ยอมทบทวน..แต่ต้องรอดู
06 พ.ย. 2558
มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ยอมทบทวน..แต่ต้องรอดู : โดย...สำนักข่าวเนชั่น
หลังจากที่ถูกคัดค้านอย่างหนัก... “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ก็ยอมทบทวนระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” แล้ว
“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงถึงผลการประชุม กรธ. สรุปได้ว่า ที่ประชุมมีมติให้มีส.ส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็นแบบเขตเลือกตั้ง 350 คน โดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คน โดยใช้บัญชีรายชื่อให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
“ขณะที่วิธีการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ดังนั้น การคำนวณเพื่อหาสัดส่วนของผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะใช้คะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองทุกเขตเป็นเกณฑ์คำนวณ โดยจะไม่ตัดคะแนนส.ส.เขตที่ได้รับเลือกตั้งสูงสุด หรือผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ออก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงคะแนน และเกิดความเป็นธรรม”
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ตอนแรก จะมีแต่การนำคะแนนของส.ส.เขตของพรรคการเมือง ที่แพ้การเลือกตั้งไปคำนวณหาคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น แต่ไม่นำคะแนนของ ส.ส.เขตของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งไปให้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
เป็นเหตุให้ก่อนหน้านี้มีแรงค้านอย่างหนักจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ ต่อระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ไม่นำเอาคะแนนของ ส.ส.เขตที่ชนะการเลือกตั้งไปคำนวณหาคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
อย่างล่าสุด “พรรคเพื่อไทย” ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ถึง 8 ข้อ สรุปได้ว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่ใช่ระบบที่เป็นสากล และไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทยและการเมืองไทยแต่อย่างใด เป็นระบบที่จะสร้างปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา ระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั้น ควรใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมตามรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก เนื่องจากเป็นระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน และเปิดโอกาสให้เลือกทั้งคนและพรรคโดยไม่ตัดคะแนนใดๆ ที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่แพ้เลือกตั้งหรือชนะเลือกตั้ง
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค มอบหมายให้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค มายื่นหนังสือต่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. แสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่สำคัญ “ระบบการเลือกตั้ง” ควรออกแบบให้ความสำคัญกับทุกคะแนนเสียง ซึ่ง “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอนั้น พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังมีจุดอ่อน คือการให้ลงคะแนนกาบัตรใบเดียว คือ ส.ส.เขต จะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งเป็นการบังคับให้ประชาชนเลือกคนและพรรคการเมืองในใบเดียว จึงเสนอให้กา 2 ใบ คือเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและเลือกเป็นบัญชีรายชื่อ
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็น 2 พรรคการเมืองใหญ่ เห็นสอดคล้องตรงกัน เมื่อ “นักการเมือง” ซึ่งเป็น “ผู้เล่น” เริ่มมองเห็นเค้าลางความยุ่งยากและไม่เกิดประโยชน์ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ กรธ.เงี่ยหูฟังและเริ่มทบทวน เพราะว่า “นักการเมือง” เหล่านี้ มีผลต่อการชี้ชะตาว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะผ่าน “ประชามติ” หรือไม่ เนื่องจากมี “ฐานเสียงคะแนน” เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การที่ให้เลือก ส.ส.เขต เพียงอย่างเดียวแต่นำคะแนนมาคำนวณให้แก่บัญชีรายชื่อด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องอธิบายต่อไปว่า ทำไมถึงไม่ให้กาบัตรลงคะแนนเป็น 2 ใบ คือ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อย่างที่ผ่านมา อีกทั้งเวลาคนเลือก ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เขามีวัตถุประสงค์ต่างกัน การนำเอาคะแนนในส่วนที่เลือก ส.ส.เขต มาให้บัญชีรายชื่อ ถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์ของคนลงคะแนนหรือไม่ อีกทั้ง กรธ.ยังไม่ได้บอกวิธีการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญจึงต้องรอดูกันต่อไป
--------------------
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ยอมทบทวน..แต่ต้องรอดู : โดย...สำนักข่าวเนชั่น)



