
จับสาวลักเด็กอุ้มจากรพ.4ปี
05 พ.ย. 2558
รวบสาวขโมยทารกแรกเกิดจาก รพ.เมื่อ 4 ปีก่อนได้แล้ว สารภาพอยากมีลูกแต่แท้ง ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่ด้วย ตร.ส่งเรื่อง คกก.คุ้มครองเด็กฯ พิจารณา ให้อยู่กับใคร
5 พ.ย. 58 ความคืบหน้าคดีคนร้ายขโมยทารกแรกเกิดเพศหญิง อายุ 2 วัน ไปจากเตียงพักหลังคลอด ในโรงพยาบาล ขณะที่ผู้เป็นแม่ของทารกไปเข้าห้องน้ำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้แล้ว
พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 4 นำโดย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัว นางเอ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาขโมยทารกแรกเกิดจากโรงพยาบาล
พล.ต.ท.บุญเลิศ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ได้มีหญิงรูปร่างท้วม สามเสื้อแขนสั้นลายขาวดำทับด้วยเสื้อวอร์มแขนยาวสีขาว กางเกงขาสามส่วนลายขาวดำ รองเท้าแตะ แอบอุ้มเด็กทารกไปจากเตียงพักหลังคลอด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามคนร้ายมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ได้รับแจ้งจากโรงเรียนแห่งหนึ่งว่า มีผู้ปกครองนำเด็กนักเรียนมาสมัครเข้าเรียน ชื่อในใบสูติบัตรระบุชื่อเด็กหญิงวัย 4 ขวบ แต่ใบสูติบัตรมีรอยขูดขีดหลายแห่ง รวมทั้งมีชื่อที่ใช้ปากกาเขียน คาดว่าน่าจะเป็นสูติบัตรปลอม
พล.ต.ท.บุญเลิศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบทะเบียนราษฎร ไปตรงกับเด็กอีกคนอายุ 9 ขวบ แต่มีภูมิลำเนาคนละจังหวัด จึงสงสัยว่า เด็กหญิงวัย 4 ขวบ อาจเป็นเด็กที่ถูกลักพาตัวไปจากโรงพยาบาลเมื่อ 4 ปีก่อน เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามลักษณะพิเศษของเด็กจากผู้ที่คาดว่าจะเป็นแม่ที่แท้จริง ซึ่งพบว่าเด็กมีลักษณะตรงตามที่บอก จากนั้นเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของเด็กมาเปรียบเทียบดีเอ็นเอ ปรากฏว่า มีความสัมพันธ์กันแบบแม่ลูกจริง นางเอ จึงได้สารภาพว่าขโมยเด็กมาจากโรงพยาบาล
นางเอ ให้การว่า เมื่อปี 2554 ได้ตั้งท้อง พออายุครรภ์ได้ 6 เดือน ได้ไปพักอยู่กับพ่อ แม่ และเกิดปวดท้องจนแท้ง ทำให้เศร้าเสียใจและต้องการมีลูก จึงไม่บอกใครว่าแท้งแล้ว เพราะรูปร่างไม่เปลี่ยน ยังอ้วนเหมือนคนท้อง และวางแผนขโมยเด็ก พอระยะที่คิดว่าสมควรอายุครรภ์ใกล้คลอด จึงไปโรงพยาบาลและบอกทุกคนว่าคลอดแล้ว แต่ไม่ต้องไปเยี่ยมจะเดินทางกลับเอง ระหว่างนั้นก็ไปดูลาดเลาที่ห้องพักคลอด โดยทำทีไปพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ และได้ไปอุ้มเด็กคนหนึ่ง รู้สึกถูกชะตาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เห็นเด็กหลับหลังแม่ให้นมลูกเสร็จและแม่ของเด็กไปเข้าห้องน้ำ จึงได้โอกาสอุ้มเด็กเดินหนีออกมาขึ้นรถกระบะที่จอดไว้และขับกลับบ้าน บอกทุกคนว่านมไม่มีเลยต้องให้กินนมชงมาตลอด
"รู้สึกรักและผูกพันเหมือนเป็นลูกแท้ๆ ซึ่งลูกก็เติบโตเป็นเด็กน่ารัก ทุกคนในบ้านต่างก็รักมากเช่นกัน จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน ฉันกับสามีเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ จึงให้ลูกอาศัยอยู่กับปู่ย่า แต่เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวเป็นประจำ แต่กังวลเรื่องเข้าโรงเรียนจนยอมทำสูติบัตรปลอม เมื่อเรื่องถูกเปิดเผยก็ต้องยอมรับ ไม่คิดหนี เพราะทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว รักลูกเป็นที่สุด ยอมทุกอย่างเพื่อจะให้ลูกอยู่กับครอบครัวต่อไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่ทำ แต่ได้ทำแล้วก็ต้องยอมรับ"
พล.ต.ท.บุญเลิศ กล่าวอีกว่า คดีนี้เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ อายุไม่เกิน 15 ปี โทษไม่รุนแรง เพราะไม่ได้ลักขโมยแล้วเอาเด็กไปทารุณ แต่เลี้ยงดูเป็นอย่างดี ฐานะทางบ้านก็ดีไม่เดือดร้อน มีรายได้ปีละเกือบล้านบาทจากการทำไร่
ส่วนจะให้เด็กอยู่กับใครนั้น ได้ให้คณะกรรมการในการคุ้มครองสิทธิเด็กฯ ของจังหวัด ซึ่งมีศาลร่วมด้วยเป็นผู้พิจารณา เพราะเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ต้องนึกถึงความรู้สึกของเด็กที่เติบโตมาและผูกพันกับครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะ ขณะเดียวกันเด็กได้รู้แล้วว่าไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของนางเอ และแม้จะรู้ว่าใครเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ยังคงขออยู่กับครอบครัวของนางเอ ส่วนการดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น นางเอได้บอกว่าทางครอบครัวได้เตรียมประกันตัวและสู้ตามกระบวนของกฎหมาย และยอมที่จะเสียเงินเพื่อให้ลูกอยู่กับตนเองและครอบครัวต่อไป
พ.ต.ท.พิสิฐ หลวงเทพ พงส. เปิดเผยว่า จะต้องฝากขังนางเอ และให้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลในวันพรุ่งนี้ (6 พ.ย.) คาดว่าคงต้องใช้วงเงินประกัน 1 แสนบาท ส่วนความผิดคดีนี้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 - 15 ปี ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล วันนี้นางเอ ต้องถูกควบคุมตัวที่โรงพักไปก่อน



