ข่าว

ถึงเวลาปรับปรัชญา?

ถึงเวลาปรับปรัชญา?

07 พ.ย. 2558

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ถึงเวลาปรับปรัชญา?

 
                      หลังเกมดาร์บีแมทช์เมืองแมนเชสเตอร์ครั้งที่ 170 ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่จบลงแบบสกอร์จืดชืด หลังจากนั้น “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถยิงประตูได้อีกรวมเป็น 3 นัดติดต่อกัน จนมายิงได้ในเกมชนะ ซีเอสเคเอ มอสโก 1-0 เมื่อกลางสัปดาห์ เรื่องราวเพียงแค่สองสัปดาห์บางทีอาจจะทำให้ หลุยส์ ฟาน กัล คิดปรับปรัชญาการทำทีมของตัวเองบ้าง
 
                      เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม จะบอกว่าเป็นเพราะ โจ ฮาร์ท นายทวารทีมชาติอังกฤษของทีมเยือนไม่ยอมปล่อยบอลข้ามเส้นประตู ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ 3 แต้มในถิ่นตัวเองเหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็ว่าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวางเกมของแมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถทำได้ดีพอ โดยเฉพาะกับจังหวะในพื้นที่สุดท้าย และหลายต่อหลายครั้งที่ยังเล่นเหมือนเดิมคือเคาะบอลคืนหลัง ซึ่ง “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี เอง ก็พยายามดักพยายามบีบอยู่ตลอด ทำให้บางช่วงเวลา เกมของเจ้าถิ่นขาดความต่อเนื่องไป
 
                      ในเกมดังกล่าวจะว่าไปแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่ามีทุกอย่างที่ได้เปรียบแมนฯ ซิตี น่าจะได้เปรียบกว่าครั้งที่ชนะ 4-2 เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำไป ที่สำคัญที่สุดคือทีมของมานูเอล เปเยกรินี ต้องมาเยือนโดยที่ไม่มี เซร์คิโอ อาเกโร ตัวอันตรายหมายเลข 1 และ ดาวิด ซิลบา ตัวอันตรายหมายเลข 2 ที่ยังเจ็บอยู่ทั้งคู่ ขณะที่ตัวเองมีนักเตะตัวจริงให้เลือกเต็มที่ และมีตัวสำรองที่เป็นตัวตายตัวแทนกันได้ รวมทั้งความได้เปรียบของบรรยากาศในเกมก็มีอีกมากโข
 
                      แมนฯ ซิตี ในฤดูกาลนี้ อาจจะมี ราฮีม สเตอร์ลิง กับ เควิน เดอ บรอยน์ 2 นักเตะใหม่ที่ค่าตัวรวมกันเป็น 100 ล้านปอนด์จริง แต่สำหรับเกมดาร์บีแมทช์แล้ว ยังไงนักเตะที่อยู่กับทีมมาก่อนย่อมจะมีความตั้งใจและอินกับเกมมากกว่า หากว่า ซิตี มีทั้ง อาเกโร และซิลบา อีกสองคน แนวรับของปีศาจแดงอยู่กันไม่เป็นสุขแน่นอน
 
                      เมื่อไม่มีทั้งคู่ทำให้เกมรับของยูไนเต็ดพอจะเบาใจได้ในระดับหนึ่ง และพยายามบุกกดดันตั้งแต่ต้นเกม แต่ด้วยความไม่ต่อเนื่อง เมื่อทีมเยือนพยายามดักบอลจังหวะที่เคาะคืนหลัง ทำให้เกมของยูไนเต็ด ต้องดีเลย์ไป และไม่สามารถเดินเกมรุกได้ตามถนัด
 
 
ถึงเวลาปรับปรัชญา?
 
 
                      เป็นอีกเกมที่ หลุยส์ ฟาน กัล และแมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงความขาดการสร้างสรรค์เกม และจังหวะเข้าทำประตู ที่หาความแน่นอนไม่ได้ ถึงตัว ฟาน กัล จะบอกว่าพอใจกับผลที่ออกมาทั้งเกมที่ไปเสมอ ซีเอสเคเอ มอสโก 1-1 ในเกมแรกที่มอสโก รวมทั้งในเกมดาร์บีแมทช์ แต่กับแฟนบอลนั้นเริ่มจะคิดมากขึ้นทุกที เนื่องจากทีมที่เป็นอยู่ไร้ความดุดัน และยิงประตูอย่างถล่มทลายเหมือนในยุคที่ “เฟอร์กี” เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน ทำทีมมานาน
 
                      ในยุคของเฟอร์กี ในช่วงก่อนที่ทีมจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีช่วงที่ผลงานแย่ แต่การเล่นของทีมไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือมีเกมรุกที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในโรงละครแห่งความฝันมาตลอด ไม่เหมือนยุคนี้ที่ยิงสัก 1 ประตูในแต่ละเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ดูจะยากเย็นแสนเข็ญ
 
                      เมื่อแฟนบอลคิดเช่นนี้ แน่นอนว่าเรื่องก็ต้องไปถึงบอร์ดบริหารบ้างไม่มากก็น้อย และยิ่งมีบอร์ดบริหารอยู่ในเกมช่วงครึ่งแรกแล้ว คงคิดได้เหมือนกันว่าทีมชุดปัจจุบันผิดธรรมชาติไป
 
                      เมื่อการเล่นของทีมผิดธรรมชาติ แต่ผลงานออกมาชนะไปเรื่อยจนลุ้นแชมป์ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กลายเป็นว่าการเล่นไม่มีทั้งความสวยงาม และสนุกตื่นเต้นแล้วผลการแข่งขันยังไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
 
                      รูปแบบการเข้าทำประตูในหลายๆ เกมก่อนหน้านี้ ยังไม่แตกต่างจากเกมที่ชนะ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่งการเล่นกับ “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ทีมบ๊วย ยังดูว่าลำบากกว่าได้ชัยชนะมา ทั้งๆ ที่รูปเกมของคู่ต่อสู้ทั้งสองเกมดังกล่าว น่าจะชนะได้ไม่ยาก และไม่จำเป็นจะต้องลุ้นกันถึงช่วงท้ายเกมแบบนั้น
 
 
ถึงเวลาปรับปรัชญา?
 
 
                      ถึงตอนนี้มีเกมให้แฟนบอลเซ็งอีก ในการไปเสมอ คริสตัล พาเลซ ในลีกแบบไม่มีสกอร์อีกนัด ทำให้ ผลงานของแมนฯ ยูไนเต็ด ยังอยู่อันดับ 4 และมีแต้มตามหลังแมนฯ ซิตี กับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล สองทีมนำ 4 แต้ม ดูผลงานรวมๆ จัดว่าดี และแน่นอนว่าดีมากหากจะเปรียบเทียบกับฤดูกาลที่แล้วที่ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก
 
                      แต่ในเรื่องของฟุตบอลแล้ว การเล่นของทีมยังไม่ได้ใกล้เคียงกับที่ทีมใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด หวังเอาไว้ โดยเฉพาะเป็นฤดูกาลที่คู่แข่งสำคัญอย่าง “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ ชูเซ มูรินโญ หลุดจากวงโคจรการลุ้นแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็ควรจะตั้งหน้าลุ้นแชมป์อย่างจริงจังด้วยเกมรุก
 
                      เรื่องผลงานเรื่องแต้มอาจจะดูดี แต่สำหรับการเล่นในโรงละครแห่งความฝันยังดูห่างไกลจากยุคเก่าๆมากมายนัก ทำให้ ฟาน กัล อาจจะคิดเรื่องการปรับปรัชญาของตัวเอง อย่างเกมนนัดที่ 2 กับ ซีเอสเคเอ เริ่มจะเน้นเกมรุกด้วยการให้ รูนีย์ กับ อองโตนี มาร์กซิยัล เล่นเป็นกองหน้าคู่กันแทนระบบเดิมที่มี รูนีย์ ยืนคนเดียว เพราะรู้ดีว่าถ้ายิงไม่ได้อีก โอกาสตกรอบจะสูงขึ้นอีกเพียบ
 
                      เรื่องที่พลาดถือว่าพลาดไปแล้ว เสียโอกาสกับการลุ้นชนะแมนฯ ซิตี กับ คริสตัล พาเลซ ก็เสียไปแล้ว หาก หลุยส์ ฟาน กัล จะหันกลับไปใช้ปรัชญาแบบเดิมๆ อีก ปีศาจแดง คงมีแต่ทรงกับทรุด
 
                      แต่หากว่ายอมปรับเปลี่ยนบ้างบางทีอาจจะถึงเวลาที่แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาเล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และได้ชื่อว่าเป็นทีมลุ้นแชมป์บ้าง
 
 
 
 
--------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)