
คลังประกาศอุ้มเอสเอ็มอีเต็มที่ยอมแบกหนี้เสียจากโครงการรัฐ
คลังประกาศรับผิดชอบหนี้เสียที่เกิดจากการร่วมโครงการรัฐ หวังกระตุ้นแบงก์รัฐปล่อยกู้เอสเอ็มอีเต็มสูบ ขีดเส้นส่งหลักเกณฑ์ 1 สิงหาคมนี้ คาดปล่อยเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกลางเดือนหน้า
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา "SME Surviva l : ฟื้นเศรษฐกิจชาติด้วยพลังเอสเอ็มอี" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยที่มีประมาณ 2.5 ล้านราย กำลังประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และกว่า 50% ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบ ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีให้เดินหน้าต่อไปได้
ส่วนความคืบหน้าการเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ขณะนี้ได้เพิ่มเป้าหมายสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจในปี 2552 เป็น 9 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับแบงก์พาณิชย์ยอดสินเชื่อรวมในปีนี้จะอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านบาท โดยภายในวันที่ 1 สิงหาคม ได้กำหนดให้แบงก์รัฐทั้งหมดรวมทั้งแบงก์กรุงไทย ส่งแนวทางในการปฏิบัติทั้งในส่วนของกระบวนการปล่อยสินเชื่อ และเงื่อนไขต่างๆ ตลอดจนหลักเกณฑ์การพิจารณาและการผ่อนผัน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะนำเรื่องส่งให้คณะกรรมการเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจเพื่อสรุปเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และคาดว่าตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม เป็นต้นไป เม็ดเงินสินเชื่อสำหรับโครงกานนี้จะเข้าสู่ระบบ
นายประดิษฐ์กล่าวอีกว่า ในส่วนเอ็นพีแอลที่อาจจะเกิดจากนโยบายในการขยายสินเชื่อครั้งนี้ รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด แต่เพื่อความโปร่งใสจะให้ธนาคารพิจารณาสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ โดยไม่มีการอิงพวกพ้อง ซึ่งธนาคารต้องแยกบัญชีระหว่างบัญชีการปล่อยสินเชื่อปกติ และบัญชีที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงในความเสียหายที่เกิดจากการเป็นเอ็นพีแอลของลูกหนี้ได้
นายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่าโครงการของรัฐที่ให้แบงก์รัฐเพิ่มวงเงินให้สินเชื่อเอสเอ็มอีนั้น ถือว่าช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มากพอสมควร เพราะเดิมแบงก์กลัวว่าเมื่อปล่อยสินเชื่อไปแล้วจะกลายเป็นเอ็นพีแอล ซึ่งเรื่องนี้ บสย.จะเข้ามาช่วยเหลือแต่ในเบื้องต้นคาดว่าเอสเอ็มอีคงไม่ทำให้เกิดเอ็นพีแอลมากนักเพราะเอสเอ็มอีมีความอยู่รอดมาได้แล้ว



