นายกฯมอบรางวัลประกวดสื่อสารคดี
05 พ.ย. 2558
นายกฯ มอบรางวัลประกวดสื่อสารคดี แนะย้อนดูสิ่งที่สถาบันทำในอดีต วอนอย่าเชื่อคำบิดเบือน ขอคนไทยร่วมต่อเลโก้ประเทศ หลังกระจัดกระจายด้วยการเมือง-ความขัดแย้ง
5 พ.ย.58 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดสื่อสารคดี ในโครงการจัดนิทรรศการและสื่อสารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้อยากให้มีการสรุปให้ได้ว่าสถาบันได้ทำอะไรให้เราบ้าง ไม่เช่นนั้นวันหน้าก็จะไม่เข้าใจกัน เพราะหลายคนอาจจะเกิดไม่ทัน ทำให้ไม่มีการรับรู้ จึงขอให้ไปคิดว่าจะทำอย่างไรในการเชื่อมต่อคนในรุ่นอดีต ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งอยากให้ย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่สถาบันทำในพื้นที่ต่างๆ ในอดีตและปัจจุบันต่างกันอย่างไร ไม่เช่นนั้นหากดูแต่ปัจจุบัน ก็เห็นว่าบ้านเมืองดีขึ้นและเจริญแล้วจึงไม่ทำอะไร เอาแต่ประชาธิปไตย เรียกร้องสิทธิมนุษยชน จึงขอร้องอย่าเชื่อคำบิดเบือนเหล่านั้น ซึ่งทุกพระองค์ทำเพื่อประชาชน และได้วางพื้นฐานไว้ทั้งสิ้น และยืนยันว่าสถาบันไม่เคยให้ใครมารักพระองค์ท่าน แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยหัวใจ และที่ผ่านมาเรามีประวัติศาสตร์ สถาบันได้ทำให้คนไทยมาตั้งแต่สมัยการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเมื่อเป็นประชาธิปไตยก็ยังทำต่อ ไม่ใช่ว่าพระองค์จะมาแย่งความนิยมและความรักจากรัฐบาล แต่ได้ทำมาก่อนรัฐบาลถึงมาต่อ ซึ่งเชื่อว่าคนไทยมีความกตัญญูรู้คุณอยู่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการนำหลักคิดที่พระองค์ท่านทรงสอนมาขับเคลื่อนประเทศ และเขียนในแผนพัฒนาประเทศมา 2-3 แผนแล้ว แต่ก็ไม่มีการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงต้องแก้ไขปัญหา โดยตอนนี้มีนโยบายประชารัฐ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาก็ใช้งบประมาณในเรื่องไม่เป็นเรื่อง รวมถึงการศึกษาที่ต้องแก้แนวคิด ให้มีอิสระได้แต่ต้องมีจุดร่วมบ้างไม่ใช่เพียงแสวงหาจุดต่าง ไม่เช่นนั้นก็ปรองดองกันไม่ได้ จะให้ใช้กฎหมายหรืออำนาจในการปรองดองเป็นไปไม่ได้ จึงต้องปลูกจิตสำนึกไม่ใช่ปล่อยให้มีฝั่งซ้าย ฝั่งขวา และคนตรงกลางที่เพิกเฉย แต่ต้องการให้ประเทศแข็งแรงซึ่งขึ้นอยู่คนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียง ครม.อย่างเดียว และวันนี้เรื่องการศึกษาก็ติดที่ว่าเรียนเพื่อปริญญาเท่านั้น แต่ไม่มีจุดหมายในชีวิตจึงต้องปรับในส่วนนี้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เสนอให้มีสถาบันศึกษารองรับกับสิ่งที่ประเทศต้องการในอนาคต และขณะนี้ขาดแรงงานระดับบนกว่า 6 หมื่นคน และจะเพิ่มเป็น 1 แสนคนในปีหน้า หากมีนักเรียนสายอาชีวะก็จะสามารถรองรับในส่วนนี้ได้ และควรเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษรองรับการเข้าสู่ประขาคมอาเซียน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาในประเทศวันนี้ยังไม่จบ แต่ก็เป็นไปด้วยดีในระดับที่ 1 ซึ่งระดับที่ 2 จะต้องดีกว่านี้ ในเวลาที่เหลืออยู่ 18 เดือน จากนั้นก็ต้องพึ่งคนไทยทุกคนที่ต้องเลือกตั้งให้ประเทศเดินหน้าด้วยประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ โดยมีรัฐบาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน และพูดได้อย่างที่ตนพูด แต่เขาคงไม่ค่อยพูด เพราะจะเป็นการบล็อคตัวเอง ถ้าเขาไม่พูดแบบตน ทุกคนก็จะคิดถึงตนที่พูดอยู่ทุกวัน ซึ่งวันนี้เริ่มเห็นทางสว่างไปในอนาคตว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปด้วยดี และยืนยันว่าวันนี้ที่เข้ามา ไม่ได้เข้ามาเพื่อรังแกใคร แต่เข้ามาเดินหน้ากระบวนการยุติธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่ได้อยากอยู่ให้เสียไปเรื่อยๆ ทำไมไม่มีใครสงสารตนเลย มัวแต่สงสารนางเอกในละคร แต่ตนและครม. เข้ามาทำเพื่อทุกคน เพราะเห็นอันตรายของบ้านเมือง ถ้าประเทศไม่เข้มแข็งในวันนี้ อีก 2-3 ปี เราก็จะตกไปอยู่อันดับท้ายสุดในอาเซียน เพราะไทยเอาแต่เรื่องเลือกตั้งเพื่อจะเข้ามาใหม่ แต่จะทำสิ่งที่ผิดพลาดเหมือนเดินอีกหรือไม่ก็ไม่รู้
“วันนี้เราต้องต่อเลโก้ประเทศไทย เหมือนเอาตัวต่อที่เคยเป็นภาพของความเข้มแข็งตระหง่านเป็นที่หนึ่งในอาเซียน แต่ตัวต่อเหล่านั้นถูกทำให้กระจัดกระจายด้วยการเมือง ความขัดแย้งและวาทกรรมต่างๆ เราจึงต้องค่อยๆ เก็บรวมรวมมาต่อใหม่ แต่งเติมสีสัน เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายออกไปอีก ตอนนี้รัฐบาลมีเวลา 18 เดือน มีรัฐบาลใหม่ บอกว่าเป็นประชาธิปไตย 100% ผมไม่เถียง แต่ต้องบอกให้เขาทำแบบที่ผมทำ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องมีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งและทำงานควบคู่ไปด้วย พอพูดแบบนี้ก็หาว่าผมอยากอยู่ต่อ ใครอยากเป็นนายกฯก็มาเลย ดูเหมือนดี แต่มันก็คงดี ทำไมคนอยากมาเป็นกันนักไม่เข้าใจ เงินก็น้อย คนด่าก็เยอะ ทำไมยังทนอยู่ได้ ผมไม่ค่อยทน เพราะความอดทนมีขีดจำกัด”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ไม่สบายใจเรื่องปัญหาสังคมเกี่ยวกับข่าวเรื่องจี้ ปล้น ทำร้ายและยิงกัน สังคมเมืองพุทธทำไมทำกันเช่นนี้ คนไทยติดกับดักความคิดตัวเอง ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน รู้แต่ปัญหาแต่ไม่รู้วิธีการ ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเสียหายอย่างไร โยนให้รัฐบาลและตนทำ ซึ่งตนไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน
‘นายกฯ’ รับย้าย ‘นายอำเภอ’ อาจมีบางส่วนโยงทุจริต
5 พ.ย.58 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการโยกย้ายนายอำเภอของกระทรวงมหาดไทย ที่มีกระแสข่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ว่า มีบางส่วนที่เป็นการโยกย้ายไม่ปกติ ไม่ใช่ทุกคน การทุจริตอาจมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่บอกว่าเป็นการย้ายเพราะการทุจริต เพราะถ้าทุจริตต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งทั้งหมดต้องมาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่เช่นนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรัฐมนตรีจะรู้ได้อย่างไร ตนยิ่งไม่รู้ใหญ่เพราะอยู่ข้างบนรับผิดชอบนโยบาย อันนี้แสดงว่าผู้ว่าฯเขาไปสอบมาจากเรื่องร้องเรียน ซึ่งครั้งนี้ก็ถือเป็นการปรับย้ายตามวาระ ไม่ใช่ทั้งหมดเป็นการย้ายแบบไม่ปกติ คงมีไม่กี่คน และตนได้กำชับทุกกระทรวงในเรื่องการป้องกันทุจริต ซึ่งก็ได้ย้ำให้ผู้ตรวจราชการ รวมถึง คสช. ลงเข้าไปดูว่ามีการทุจริตตรงไหน การขับเคลื่อนเป็นอย่างไร จะไปถามประชาชนว่าพอใจหรือไม่ ข้าราชการทำตามนโยบายที่มอบไปหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็พิจารณากันใหม่ แต่งานต้องเดินหน้ากันต่อ
‘นายกฯ’ โยงจำนำข้าวต้นเหตุภัยแล้ง แฉมีกลุ่มยุชาวนาปลูกข้าวนาปรัง
5 พ.ย.58 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาภัยแล้ง ว่า เรื่องน้ำแต่ละเขื่อน ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขกับตนตลอด ส่วนบางพื้นที่ที่ชาวนายังปลูกข้าวนาปรัง ทั้งๆที่ภาครัฐขอความร่วมมือไม่ให้ปลูกนั้นจะให้ตนทำอย่างไร จะให้ไปจับชาวนาติดคุกเอาไหม ตรงนี้จะให้ทำอย่างไร ซึ่งตนบอกไปแล้วว่าพยายามอย่าทำนาปรัง ก็แค่นั้นใช้น้ำให้ประหยัด หันไปปลูกพืชชนิดอื่น ก็มีการแนะนำตลอด สื่อก็ต้องบอกชาวนาแบบนี้ ไม่ใช่มาบอกว่าน้ำไม่มีแล้วรัฐบาลต้องรับผิดชอบต้องหาวิธีการหาเงินชดเชย
“เรื่องทำข้าวนาปรัง ผมห้ามก็ไม่เชื่อ ผมก็บอกว่าถ้าทำแล้วเสียหาย ไม่มีน้ำผมก็ไม่ดูแล ดูแลไม่ได้ เพราะเตือนแล้ว ก็เห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี 4 เขื่อนมีน้ำ 4 พันกว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบรายงานตัวเลขผมอยู่ทุกวัน ซึ่งมีการรายงานทั้งน้ำในเขื่อนนอกเขื่อน ปีที่แล้วคาดการณ์ก่อนฝนเข้ามีปริมาณน้ำ 3,600 แต่หลังจากพายุเข้า ปริมาณน้ำ เป็น 4,1000 แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำนาปรังได้ ซึ่งน้ำที่มีถ้าหารแล้วจะอยู่ได้ไม่กี่เดือน น้ำก็จะหมดจากเขื่อน ก็จะไม่มีน้ำประปากิน ดังนั้นอยากให้ชาวนาเชื่อภาครัฐที่แนะนำให้ปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน และอยากให้สื่อช่วยตรงนี้ด้วยทั้งชาวนาและชาวสวนยาง พูดจนปากจะฉีกอยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อสื่อลงไปทำข่าวก็ควรจะไปแนะนำชาวนา ให้ไปหาผู้ว่าฯ แต่ไปถามข้อมูลจากชาวนาเขาก็ไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็เป็นเหยื่อเขา ที่เรียกร้องเรื่องการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งมาแล้วจะดีกว่านี้ จะขายข้าวได้ราคามากกว่านี้
“น้ำวันนี้มันพร่องเพราะอะไร ลองตอบมาสิ น้ำในเขื่อนน้อยเพราะอะไร ซึ่งต้องไปดูว่าน้ำรองเขื่อนมีเท่าไหร่ น้ำรองเขื่อนต่ำมาตั้งแต่ปี 2555 เพราะปล่อยน้ำมาทำนาจนเหลือเฟือ เพราะมันจำนำข้าวไงเล่า ก็ปลูกให้มากเข้าไปสิ เอาน้ำไปใช้ให้หมด น้ำที่ควรจะอยู่รองก้นเขื่อน พอฝนตกมาก็จะเติมน้ำในเขื่อน แต่วันนี้น้ำในเขื่อนต่ำลงกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ปี 2555 ทั้งกลัวเรื่องน้ำท่วมและปล่อยน้ำมาปลูกข้าว เมื่อฝนตกมาน้อย น้ำรองเขื่อนก็เตี้ยอยู่อย่างนี้ แล้วน้ำรองเขื่อนมันจะไปไหนได้คิดให้เป็นบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ เปิดเผยด้วยว่า วันนี้มีบางกลุ่มไปบอกชาวนา ให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว ปลูกข้าวไปก่อนเดี๋ยวกลับมาจะทำแบบเดิมให้ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีพื้นที่ไหนบ้าง นายกฯ ตอบว่า ไปหามาสิ เขียนให้ดีนะ อารมณ์ไม่ได้เสียนะ
‘นายกฯ’ โอดปัญหาสลากไม่จบ บอกเก็บเงินประกันเพื่อกันท่า ‘ยี่ปั๊ว’
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาการสั่งจองสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ว่า เรื่องล็อตเตอรี่ มีเรื่องอีกแล้ว ดีอยู่ สอง สามอาทิตย์ แล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อเรื่องจิตสำนึกของคน เรื่องเงิน ทอง รายได้ จะเอาให้ได้มากที่สุด แล้วจะต้องตามแก้ไปถึงไหน เสร็จก็บอกว่ารัฐบาลทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วทุกคนมันรักษากติกาอยู่มันก็ทำได้ นี่ทำได้อยู่สามอาทิตย์ เดือดร้อนอีกแล้ว
เมื่อถามถึงเรื่องการขอให้ลดเงินค่าประกันสลากฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาเก็บเพื่ออะไรรู้หรือไม่ เพื่อป้องกันคนที่ไม่มีเงินเข้ามาจองแล้วไปขายต่อ ไม่ต้องขายเอง เขากันเรื่องนี้ ให้คนที่มีศักยภาพจริงๆเข้ามา ตนได้สั่งแก้ไปแล้ว ว่าต้องดูทุกมิติไม่ว่าในช่องทางออนไลน์ที่มีคนจองเยอะ ไอ้คนที่จะขายจริงๆก็ไม่ได้ แต่ตรงนี้มันมีศักยภาพเพราะการจองไปแล้วจะคืนไม่ได้
“ถ้ารับคืน จะมานั่งรับคืนไหวหรือไม่ กี่ร้อยล้านฉบับ ทุกประเทศเขาก็ทำแบบนี้ รัฐบาลขายขาดมา ก็ต้องรับผิดชอบไป ถ้ายิ่งให้ทั้งหมดยิ่งป่วนกว่านี้อีก แค่นี้ยังคุมไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นก็เลิกขายเสีย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
‘ประยุทธ์’ ชี้นักการเมืองรับกติกาใหม่ๆไม่ได้ เพราะยากสู่การมีอำนาจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ได้ติดตามอยู่เพราะตนก็เป็นผู้ที่ตีกรอบไปเอง ส่วนข้อเสนอในวิธีการการเลือกตั้งแบบใหม่นั้นตนเคยบอกแล้วว่าถ้ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไฮไลท์ของทั้งหมดประเทศไทยก็กลับไปที่เดิมเท่านั้นเอง มันไปอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องคุยกันว่าทำอย่างไรประเทศชาติจะปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติยอมรับได้ด้วย ทุกวันนี้เขาก็คิดกันหัวจะผุอยู่แล้ว
“คนที่จะไม่รับกติกาใหม่ๆ อะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น ยอมรับไม่ได้เพราะทุกอย่างจะทำให้ยากในการเข้าสู่กระบวนการ สู่การมีอำนาจ หรือการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างเขาเลยต้องการเหมือนเดิมเพราะต้องการที่จะได้คะแนนนิยมจำนวนมากๆ เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ผมบอกมาหลายครั้งแล้วว่าสังคมและประเทศมันเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดมันคงไม่ได้แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นักการเมือง ผม หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันต้องแก้ด้วยจิตสำนึกของทุกคนว่าจะช่วยให้ประเทศชาติปลอดภัยอย่างไร ผมบอกมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าความจริงไม่ต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มาให้ยากหรอก ถ้าทุกคนยอมรับกติกาว่าจะให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ง่ายที่สุดคือรัฐธรรมนูญเก่าเลยก็ได้ อันนี้ผมสมมตินะ แต่จะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4 ปีแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นถ้าไม่คิด 4 ปีข้างหน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิมหมด ไม่อย่างงั้นไม่ต้องรอถึง 4 ปี ปีเดียวก็กลับมาหมดแล้ว ใช่หรือไม่ สื่อเองก็ไม่มีคำตอบตรงนี้เพราะอ้างแต่ว่าจะเสนอข่าวตรงกลางเพียงอย่างเดียว ใครมันจะเสนอซ้ายเสนอขวาก็ไม่สนใจ จะเสนอแต่ตรงกลางอย่างเดียว แล้วมันก็กัดกันเป็นหมาอยู่ทุกวันนี้ ชอบให้ผมพูดแบบนี้ใช่หรือไม่แล้วเดี๋ยวถ้าใครเอาคำของผมไปพาดหัว ไม่ต้องมาพูดกับผมแล้วนะ ชอบแบบนี้ ชอบสร้างความขัดแย้งให้กับผม ทำอย่างไรสังคมมันจะสงบ ไม่ใช่อะไรก็จะทำให้ผมอารมณ์เสีย แล้วก็มาบอกว่าเป็นนายกฯ ต้องอดทนแล้วผมจะอดทนไปทำไมเล่า จะอดทนไปทำไม อดทนแล้วให้ทุกคนขัดแย้งกันแบบนี้หรือ ผมไม่อดทนหรอก ทุกวันนี้ทำแทบตายไม่ต้องมาบอกผมก็ทำให้อยู่แล้ว แต่ยังมาทำกับผมเหมือนกับคนอื่นทั่วๆไป มันไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น คิดทุกวันทำทุกนาทียังไม่ช่วยกันเลย” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญจะออกอะไรออกมาถามว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร เมื่อเดินไปตามขั้นตอนอีกสักพักก็จะมีการทำประชามติ แต่ถ้าประชาชนออกมาประชามติแล้วเสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป จะเลือกตั้งกันให้ได้อย่างนั้นหรือ วันนี้ก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นเช่นนี้ เหตุผลของการคัดสรรในเรื่องต่างๆ เข้ามาเพราะอะไรถ้าชี้แจงแบบนี้ประชาชนก็น่าจะเข้าใจ แต่ถ้ามัวไปชี้แจงว่าคัดสรรเข้ามาเพื่อการมีอำนาจ พูดแต่เรื่องของอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่เห็นพูดกันว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง ที่เถียงกันอยู่ทั้งหมดสื่อก็ขยายความออกไปเรื่อยๆ ประเทศไทยก็กลับที่เดิมคือการเลือกตั้งส่วนจะได้ใครกลับมาก็ไม่รู้ ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ สื่อทำกันแบบนี้แล้วก็มากล่าวหาว่าตนโทษแต่สื่อ
“สื่อรู้กันทั้งหมดแต่ไม่ยอมเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ถ้าเผื่อประเทศต้องมีปัญหา ต้องล่มลงไปเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง เกิดการจราจลกันทั้งเมือง ใครจะมารับผิดชอบร่วมกับผม แต่ก็ยังเขียนทุกเรื่องที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวในสนามผมถือว่าโอเค ผมรู้เพราะอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ผมรังเกียจไอ้เจ้าของสำนักพิมพ์บางสำนักพิมพ์จะว่าผมแรงก็ต้องแรงนะจะบอกให้ ไม่มีเลิกตอนที่มีเรื่องมันอยู่ไหน เขียนเชียร์เขาอยู่นั้นแหละทุกวันนี้ก็ยังเชียร์อยู่ คนบังคับใช้กฎหมาย คนทำงานเดือดร้อน รู้อยู่แล้วนะว่าใครไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ได้ขู่ด้วย ผมสามารถชี้แจงกับคนอื่นได้ว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ ถ้าผมจะต้องทำกับไอ้บางคนซึ่งจะทำตามกฎหมาย อย่าหาว่าผมไปรังแกสื่ออะไรทั้งสิ้น แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าสื่อ สร้างความแตกแยก” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่านายกฯ กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมพูดให้ฟังทำไมหรือจะไปเขียนกันว่า นายกฯ จะเริ่มควบคุมสื่อละเมิดจรรยาบรรณสื่อ โถ่ ไอ้ห่วยแบบนี้เขาไม่เรียกสื่อหรอก พวกท่านก็ค้านเขาไม่ได้เพราะทุกคนทุกสำนักพิมพ์ต้องการรายได้ ไม่สนใจว่าประเทศมันจะเสียหายตรงไหน ไม่สนใจเลย แข่งกันสิ แข่งกันขายกันเท่านั้นเล่มเท่านี้เล่ม เอาเงินที่ขายเอามากิน ก็ใช่มันเป็นความจำเป็น แต่มันทำลายประเทศไปด้วย ผมอยากจะบอกคำนี้ บางคอลัมน์ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น พอผมถามกลับไปก็ตอบกลับมาว่าคุมไม่ได้ครับ พอเรียกมาก็เป็นอย่างนี้หมด เชิญมาพบไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เรียกมาคุยตั้งโต๊ะคุยดีๆ ในห้องแอร์ถามว่าเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรก็บอกว่า อ๋อ เดี๋ยวผมจะแก้ไข ผมจะปรับปรุงครั้งหน้า รับรองไม่มีครับ มันก็มีอีก เรียกมาครั้งที่ 2 ก็ขอโทษครับมันเป็นแบบนี้ครับ ผมยังคุมคนเหล่านี้ไม่ได้ เดี๋ยววันหน้าผมจะแก้ไขพูดอย่างนี้มา 7-8 ครั้งแล้ว ไอ้คนแบบนี้ถ้าประเทศนี้มันล่มสลายจะขึ้นชื่อให้ดูทั้งหมดว่าใครบ้าง ไม่รู้จักอับอายคนเขาบ้าง หากินบนความเดือดร้อน บนความสูญเสียของคนอื่นบ่อนทำลายชาติ ความจริงตั้งใจจะพูดแต่สิ่งดีๆ ไปซะแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
‘นายกฯ’ พร้อมลงอีสานพบปชช. ลั่นคนไทยด้วยกันไปได้ทุกที่ ไม่มีแบ่งสี
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ว่า เป็นการไปดูงาน ติดตามความก้าวหน้าของงาน ไปเยี่ยมเยือนประชาชน และไปถ่ายทอดสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ไปตอบคำถามที่ประชาชนมีข้อสงสัย และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศ
เมื่อถามว่า จะมีการติดตามเรื่องกองทุนหมู่บ้านด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาจะมาสรุปให้ฟังเอง ว่ากองทุนหมู่บ้านมีกี่กองทุน ได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ พบทุจริตหรือไม่จะมีการรายงานมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงเลือกลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไปดูอุทกภัยอีสานไง ทำไม หรือไปดูพื้นที่เสื้อแดง ก็มองอยู่แค่นี้ แล้วเมื่อไหร่จะเลิกสีกันเล่า ก็ถามให้มันเป็นเรื่องไง ผมก็รู้คำถามคุณอยู่แล้ว ก็ไปทุกที่ จะสีอะไรผมไม่สนใจ เขาเป็นคนไทยหรือเปล่าล่ะ เป็นประชาชนหรือเปล่า เขารู้รึเปล่า ใครพูดจาอะไรยังไง แล้วมันน่าเชื่อถือกันแค่ไหน ยังไง วันหน้ามันจะได้เข้าใจกันสักที ผมก็จะไปทำให้เขานั่นแหละ”
เมื่อถามว่า หลังจากลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว เตรียมไปจังหวัดไหนอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ เดี๋ยวทีมงานจะวางแผนไว้ว่าจะไปไหน ก็อาจจะหมุนไปภาคใต้บ้างหรือเปล่า ฝ่ายมั่นคงก็ต้องไปดูว่าตรงไหนไปได้ ตรงไหนไปไม่ได้ มันพร้อมหรือไม่ กิจกรรมมีการขับเคลื่อนไปบ้างหรือยัง ตอนนี้เขากำลังไปไล่ทุกจังหวัด เราก็ต้องจัดเป็นกลุ่ม เป็นภูมิภาค ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก เขากำลังตามลำดับความเร่งด่วนและความจำเป็น ทุกคนเขาทำงานอยู่แล้ว ไม่ใช่นายกฯไป เขาถึงจะทำงานเมื่อไหร่เล่า เขาทำมาตลอด ตนไม่เห็นด้วยตา แต่เขาก็มีการรายงานเป็นเอกสาร มีการถ่ายรูปมา ตนก็อ่านทุกวัน ทุกงานเขารายงานตนหมด เว้นแต่ว่าอะไรที่มันยังไม่ถึงก็อย่ามาถามตน แต่ส่วนใหญ่ตนก็ตอบได้หมดอยู่แล้ว
‘นายกฯ’ ขอสื่อฯถามปม ม.112 สร้างสรรค์ ลั่นไม่มีหลักฐานอย่าบอกว่าใครผิด
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเทียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวระบุมีทหารกว่า 50 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ว่าเมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) ตนเห็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ออกมาพูดแล้ว ว่าทหารกี่นาย ก็พูดกันไปพูดกันมา แต่ละคนก็มีลูกน้องกี่คนละ แต่มันมีหลักฐานว่าทุจริตหรือละเมิด ม.112 หรือยัง ถ้ายังไม่มีการฟ้อง ก็เป็นเพียงคำพูดออกมาแค่นั้นเอง อย่าไปขุดคุ้ยให้มันมากมาย มันก็เสียไปทุกเรื่อง ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ตนบอกไปแล้วว่าอะไรที่ยังไม่ชัดเจนก็อย่าพูดออกมา
“บางครั้งเป็นเพราะพวกท่านถามไง ถามละเอียดไปซะทุกเรื่อง ไอ้คนตอบบางทีก็เป็นแบบผมนี่แหละ ตอบไปเรื่อย บางทีมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นคำถามขอให้มันสร้างสรรค์หน่อยแล้วกัน พอบอกว่า 50 คน ก็เอาละ ใครบ้าง ขอชื่อมา ลงโทษเมื่อไหร่ มันไม่ใช่นะ ถ้าจะถามเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง คนมันรู้จักกันหมดนั่นแหละ ลูกน้องทุกคนก็มีหมด เอาหลักฐานมาสิ ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าไปว่าเขาว่าเขาผิด เอาแค่คำถามของท่านก็จบแค่นั้น จบได้แล้ว มันไม่ดีเลย ไม่ดีต่อม.112 ด้วย เพราะม.112 มีไว้ถวายให้ท่าน ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว



