
ผวาไข้หวัด2009กระทบการใช้จ่ายโพลล์หอการค้าห่วงยืดเยื้อฉุดจีดีพีปีนี้ติดลบถึง 5%
โพลล์หอการค้าระบุคนไทยกังวลโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 กระทบการจับจ่ายใช้สอยและความเชื่อมั่น ห่วงสถานการณ์ยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ชี้หากจบแค่ไตรมาส 3 เม็ดเงินหายจากระบบราว 3-6 หมื่นล้านบาท จีดีพีปีนี้ติดลบ 3.8-4.8% แต่หากลามถึงไตรมาส 4 แย่หนัก จีดีพีอาจติดลบถึง 5
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจทัศนะของประชาชนต่อการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชี้ให้เห็นว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ไข้หวัด มีผลทางจิตวิทยาอันดับหนึ่ง จากก่อนหน้านี้ ที่ปัจจัยลบหลัก คือ ราคาน้ำมันและการเมือง ที่ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในที่สุด นอกจากนี้ สถานการณ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ทำให้ไม่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย จะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เชื่อว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปมากกว่า 1 เดือนจากนี้
"สถานการณ์ตอนนี้มีผลต่อความรู้สึกและส่งผลไปถึงการใช้จ่าย ประชาชนพร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหาของรัฐและพร้อมดูแลตัวเอง แต่มาตรการของรัฐยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้" นายธนวรรธน์กล่าว และว่า ในส่วนภาพรวมเศรษฐกิจหากสถานการณ์ยังต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ทำให้เม็ดเงินหายไปจากเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 3-6 หมื่นล้านบาท ทำให้จีดีพีทั้งปีติดลบ 3.8-4.8% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 3.5-4.5% และหากสถานการณ์ดำเนินไปถึงไตรมาส 4 จะทำให้เม็ดเงินหายไป 3-6 หมื่นล้านบาท รวมไตรมาส 3 และ 4 เม็ดเงินหายไปทั้งสิ้น 6 หมื่น-1.2 แสนล้านบาท จีดีพีติดลบอีก 0.5-1.0% ส่งผลให้จีดีพีทั้งปีติดลบ 4-5.5%
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้สถานการณ์กระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น คือ การแก้ปัญหาไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตสูงจนเป็นเป้าของหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ต้องดำเนินการบริหารความเชื่อมั่น ว่าด้วยการดูแลจัดการอย่างดี ที่จะไม่ให้ปัญหากระทบต่อความมั่นใจของประชาชน ผ่านการชี้แจงว่า หากมีการจัดการที่ดีสถานการณ์จะไม่เลวร้าย
นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คิดว่ารัฐบาลควรจะเน้นการป้องกัน และให้ความรู้แก่ประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันการแพร่เชื้อโรคในที่มีความแออัดของผู้คน แม้จะยอมรับว่ารัฐบาลทำไปตามหน้าที่ แต่มองดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ในเรื่องการดูแลโรคไข้หวัดชนิดนี้



