ข่าว

'ไส้เดือน'กลางกรุง...แบบฉบับ'ลุงรีย์'

'ไส้เดือน'กลางกรุง...แบบฉบับ'ลุงรีย์'

05 พ.ย. 2558

'ไส้เดือน'กลางกรุง...แบบฉบับ'ลุงรีย์' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย - ธานี กุลแพทย์

          ความคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่งของนักออกแบบหนุ่มฝีมือดี “ชารีย์ บุญญวินิจ” หรือเจ้าของฉายา "ลุงรีย์” เมื่อเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาก็ได้ออกแบบทางเดินชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด 27 ปี พบอุปสรรคมากมาย ทั้งทุกข์ สุข เพื่อค้นคว้าบรรจงต่อจิ๊กซอว์อุดมการณ์ ความฝัน จนนำมาสู่ “ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์" (Uncle Ree Organic Farm) อันมีจุดเริ่มต้นจาก "ขยะ" บนถนนประสบการณ์ชีวิต ที่ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพ (เสริม) คนเมืองได้อย่างน่าสนใจ

          แม้จะจบการศึกษาด้านการออกแบบมา ทว่า “ลุงรีย์” หรือ ชารีย์ บุญญวินิจ เด็กหนุ่มชาวกรุงโดยกำเนิด ก็ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องออกมาประกอบอาชีพตามความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา ตรงกันข้ามกับแนวคิดของเขาที่มีมุมมองว่า ทุกสาขาอาชีพนั้นสามารถออกแบบได้ หากมีความตั้งใจ และลงมือทำอย่างจริงจัง เฉกดั่งการออกแบบศิลปะการเลี้ยงไส้เดือน ที่เขาเริ่มเมื่อปี 2554 ด้วยมุ่งเป็นอาชีพ (เสริม) ให้แก่คนเมืองที่มีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด มีวิถีชีวิตอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน โดยใช้โรงจอดรถพร้อมแบ่งพื้นที่ราว 70-80 ตารางวา จาก 200 ตารางวา บริเวณบ้านพักอาศัยของครอบครัว เลขที่ 19/29 เพชรเกษม 46 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เปิดเป็น “ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์" (Uncle Ree Organic Farm)

          ปี 2551 เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ชารีย์บอกว่า เขาก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วๆ ไป ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวสักระยะหนึ่งก่อนที่จะหางานทำเป็นหลักแหล่ง และรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ก็คือเป้าหมายการแสวงหาประสบการณ์ชีวิตของเด็กหนุ่มอย่างเขา

          “ผมไปทำงานเป็นเชฟร้านอาหารแห่งหนึ่ง ได้พบกับขยะอินทรีย์จำนวนมหาศาลที่ต้องทิ้งทุกวัน นานๆ เข้าเลยฉุกคิดว่า จะทำยังไงกับขยะพวกนี้ดี ตอนนั้นยังไม่เกิดไอเดียว่าจะเอาไปต่อยอดทำอะไรได้บ้าง กระทั่งกลับมาเมืองไทยและได้ไปบวช เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูง ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตรครบวงจร จึงมีความคิดจะออกมาทำเกษตรที่เลี้ยงตัวเองได้ โดยจะนำขยะอินทรีย์มาทำให้คนเห็นถึงคุณค่าและรู้วิธีจัดการอย่างถูกต้อง” ชารีย์ บอกเล่าเรื่องราวก่อนผันชีวิตมาสู่วิถีเกษตร

          ช่วงแรกเขาได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรมากมาย จนมาลงตัวว่า ไส้เดือนสามารถกำจัดขยะอินทรีย์ได้เร็วมากๆ จึงเดินสายเรียนรู้กิจกรรมเกี่ยวกับไส้เดือนทั้งหมด ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่า การเลี้ยงไส้เดือนเป็นฟาร์มนั้นท้าทายความเป็นนักออกแบบของเขา โดยเฉพาะความที่ไส้เดือนเป็นสัตว์ไม่ได้น่ารักน่าเลี้ยง ฉะนั้นการออกแบบวิธีการเลี้ยงให้น่าสนใจของคนเมืองจึงเป็นโจทย์ใหญ่ รวมถึงจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจถึงประโยชน์อันมหาศาลของมัน

          “การเลี้ยงไส้เดือนสำหรับผมคือ การกลับสู่ธรรมชาติ ดินตรงไหนดีตรงนั้นจะมีไส้เดือน เพราะมันมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น โดยมันสามารถชอนไชลงใต้ดินได้ลึกกว่า 20 เมตร ซึ่งเป็นการไถพรวนทางธรรมชาติที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ไส้เดือนเป็นผู้ย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ดีที่สุด ฉายาของมันคือ เครื่องจักรชีวภาพย่อยสลายขยะ” ชารีย์ บอก

          พร้อมเสริมว่า เพียงแค่เปิดใจให้กว้างว่า เราไม่ได้ทำอาชีพเกี่ยวกับขยะ แต่ทำอาชีพที่เกี่ยวกับสุขภาพ กระบวนการกำจัดขยะไส้เดือนเป็นคนจัดการ ซึ่งเขาได้คัดเลือกมาแล้วว่า ปุ๋ยจากมูลไส้เดือนน่าจะเหมาะกับคนเมืองที่สุดในบรรดาปุ๋ยอินทรีย์ด้วยกัน เพราะมีแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืชครบถ้วน ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม

          ถึงวันนี้ “ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์" เกิดมาได้กว่า 4 ปี มีเพื่อนสมาชิกร่วมอุดมการณ์เกือบ 10 คน นอกจากมีกระบวนการเลี้ยงไส้เดือนครบวงจรแล้ว ยังเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ซึ่งชารีย์บอกว่า ในอนาคตอันใกล้โรงจอดรถจะกลายเป็นแปลงผักสวนครัว ซึ่งที่นี่จะไม่ใช่แค่ฟาร์มเท่านั้น แต่จะเป็น ”ศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มลุงรีย์ปลูกผักฝั่งธน“ ในนามสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเขามุ่งมั่นอยากทำให้ทุกคนเห็นว่า เกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องของคนแก่อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของวัยรุ่นที่ร่วมคิดร่วมทำ ภายใต้สโลแกน ”ธรรมชาติออกแบบได้”

          ล่าสุด จากการที่ชารีย์ได้ออกตระเวนแลกเปลี่ยนความรู้ลับคมความคิดกับคนที่เลี้ยงไส้เดือนด้วยกัน จึงได้ก่อตั้งเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไส้เดือน เพื่อกำหนดราคากลางสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย พร้อมกับเดินสายออกไปคุยกับผู้คนที่ถนัดทำการเกษตรด้านต่างๆ กระทั่งเกิดเป็นแรงดึงดูดให้คนที่ชอบในเรื่องเดียวกันมาเจอกัน และกลายเป็น “Thailand Young Farmers” หรือกลุ่มเกษตรกรหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่รักในการนำแก่นความรู้แต่ละด้านมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

          “เป็นเคล็ดลับสำคัญ เพราะการเรียนรู้จากคนอื่น คือการเรียนรู้ที่เร็วที่สุด ถึงขณะนี้มีสมาชิกกว่า 30 คน ที่ร่วมปฏิบัติการในฟาร์ม” ชารีย์ แจง

          ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลักในฟาร์มลุงรีย์ ผลิตและจำหน่ายมูลไส้เดือนดิน (Vermicompost grade A) - น้ำหมักมูลไส้เดือนดิน (Worm-tea) และไส้เดือนดินสายพันธุ์แอฟริกัน (AF) กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่รู้จักของเยาวชนคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนเมือง โดยเฉพาะโหมดการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมในพื้นที่จำกัด หรือแม้กระทั่งเกษตรกร ซึ่งชารีย์บอกว่า นอกจากผลิตผลไส้เดือนจะจำหน่ายที่กิโลกรัมละเกือบพันบาทแล้ว น้ำหมักและมูล ผลพวงของการเลี้ยงยังนำไปใช้กับพืชผลทางการเกษตรปลอดสาร ที่สำคัญอาชีพนี้ได้ช่วยสร้างความงดงาม ความมั่นคง ให้แก่ผืนดินได้อย่างยั่งยืน

          รวมทั้ง หนังสือ “ทำปุ๋ยไส้เดือนใช้เอง” เทคนิคเล็กๆ ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับพ่อบ้าน-แม่บ้าน ซึ่งกำลังมองหาผู้ช่วยในการทำให้งานสวนง่ายขึ้น อันเป็นประสบการณ์ มุมมอง ภูมิรู้ ของชารีย์และผองเพื่อนที่คลุกคลีกับไส้เดือนมาเกือบ 5 ปี จึงถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือในสไตล์อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับทุกคนที่สนใจในเรื่องราวของไส้เดือน

          “เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็เพราะต้องการอยากบอกว่า การจัดการกับขยะกองโตๆ ให้หมดไปอย่างรวดเร็วนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ สามารถช่วยกันจัดการได้ โดยอาศัยไส้เดือนเป็นตัวช่วยหลัก อีกทั้งผลพวงจากมูลไส้เดือนเหล่านี้ก็นำมาทำเป็นปุ๋ยใส่พืชผักได้ดีเป็นเลิศด้วย” ชารีย์แจง

          พร้อมกันนี้ เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ยังฝากถึงทุกๆ คนที่สนใจในเรื่องราวของไส้เดือน เข้าไปดูรายละเอียดได้ใน WWW.UNCLELEE จะมีเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงไส้เดือนแบบฉบับลุงรีย์ไว้อย่างครบถ้วน ครบวงจร ทั้งขั้นตอนการเลี้ยง, ไส้เดือนเลี้ยงอย่างไร, ผลผลิตจากการเลี้ยง, เกร็ดความรู้ไส้เดือนดิน หรือแม้กระทั่งการเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมการเลี้ยง แก่เพื่อนๆ ที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มน้องๆ เยาวชน วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจเกษตร เพื่อร่วมแบ่งปันภูมิรู้ ให้น้องๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เสริม อันจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวของเขาเหล่านั้นได้

          อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว “ลุงรีย์” ชารีย์ บุญญวินิจ ย้ำว่า ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ (Uncle Ree Organic Farm) ของเขานั้น ดำเนินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จุดมุ่งหมายอันแท้จริงคือ การมีบั้นปลายชีวิตที่สวยงาม เรียบง่ายมีความสุข ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งคำว่าพอเพียงในบริบทของเขาคือ “การรู้จักตนเอง ไม่มักน้อยแต่ก็ไม่โลภ”