
จับตาประมูล '4จี' ฝ่าด่านกสท-ทีโอที
06 พ.ย. 2558
จับตาประมูล '4จี' ฝ่าด่านกสท-ทีโอที กสทช.สั่งลุยมั่นใจรัฐ-ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด
นับถอยหลังการเปิดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือย่านความถี่ทั้งคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะเปิดประมูลในวันที่ 15 ธันวาคม 2558 แม้ขณะนี้จะยังมีปัญหาการคัดค้านจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม และบมจ.ทีโอที แต่ทางสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจอีกด้านของการก้าวเข้าสู่ยุค 4จีนั้น ประชาชนจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ ซึ่งสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “เหลียวหลังแลหน้า 4จี ยุคสิ้นสุดสัมปทานมือถือใครได้ประโยชน์” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว
นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและประธานคณะอนุกรรมการมาตรฐานวิจัยและพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มองว่า การเปิดใช้ระบบ 4จี จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจ สังคมการศึกษา และทำให้การใช้งานดาต้าหรือข้อมูลมีความเร็วกว่าระบบ 3จี ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะด้านการค้าที่จะหันไปใช้บริการอีคอมเมิร์ซ หรือการค้าออนไลน์กันมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีมูลค่า 1.5-2 แสนล้านบาท อาจจะเพิ่มอีกเท่าตัว หรือ 100% ในระยะเวลาอันใกล้
สำหรับในแง่การเปิดประมูลนั้น มองว่าการฮั้วประมูลของภาคเอกชนน่าจะทำได้ยาก เพราะทุกค่ายล้วนต้องการใบอนุญาตมาไว้ในมือ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างเอไอเอส ที่มีกำไรกว่า 3 หมื่นล้านบาท ต้องมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสในการทำกำไรในอนาคตได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยมีผู้ให้บริการเพียง 3-4 ราย ก็ต้องจับตาดูพฤติกรรมในการเข้าประมูลด้วยเช่นกันว่าจะมีการตุกติกหรือไม่ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากก็ตาม
“แม้ที่ผู้ได้รับประโยชน์จาก 4จี จะมีจำนวนมาก ทั้งภาครัฐ ประชาชนผู้ใช้บริการ แต่แน่นอนว่ามี 2 องค์กรที่น่าจะได้รับผลกระทบคือ ทีโอทีและแคท รัฐบาลและผู้บริหารต้องมานั่งคิดกันว่า จะให้ 2 องค์กรปรับตัวในแง่การดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อไป เพื่อให้อยู่รอดได้หลังจากที่สัญญาสัมปทานของทุกคลื่นสิ้นสุดอายุลง” นายไตรรัตน์ กล่าวและว่า การที่ประเทศไทยมีแค่ 3จี ก็ไม่ได้ทำให้ล้าหลังและมีระบบโครงข่ายที่พร้อม แต่หากเราไม่มี 4จี จะเท่ากับหยุดนิ่ง ทำให้ประเทศอื่นแซงหน้าไทยไปไกล
ด้าน นายชาญไชย ไทยเจียม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ความแตกต่างของคลื่น 1800 และ 900 อยู่ที่ความเร็วในการส่งข้อมูลในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งคลื่น 1800 เหนือกว่า จึงน่าจะเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการมากกว่า แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลับพบว่าคลื่น 900 มีความน่าสนใจกว่า ในแง่การลงทุนน้อยกว่า เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานหรือสถานีฐานมากกว่า จึงถือว่ามีข้อได้เปรียบกันคนละด้าน และน่าจะเป็นที่ต้องการของเอกชนที่สนใจเข้าประมูล ส่วนปัญหาของทีโอทีและแคทนั้น ต้องแก้ไขด้วยการปรับตัวในการทำธุรกิจ ไม่ให้ทับซ้อนกับการให้บริการของเอกชน เพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทาย
“การประมูล 4จี ครั้งนี้น่าจะคึกคัก เพราะเอกชนแต่ละรายคงต้องการคว้าใบอนุญาตป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการให้บริการในอนาคต ซึ่งมองว่ารัฐได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนประชาชนได้ประโยชน์ในแง่ได้รับบริการถูกลงและดีขึ้น เนื่องจากเอกชนที่ได้ใบอนุญาตจะแข่งขันกันด้านราคาและคุณภาพอย่างแน่นอน” นายชาญไชย กล่าวและว่า หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนสู่ยุค 4จีแล้ว คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะก้าวไปสู่ 5จี ซึ่งในกระแสโลกน่าจะมาเร็ว แต่ในไทยน่าจะมาช้ากว่า
ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.มีความพร้อมในการเปิดประมูล 99.99% โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก หลังจากเลื่อนการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ไปเป็นวันที่ 15 ธันวาคม แม้จะมีการฟ้องร้องจากทีโอทีและกสท เพราะมั่นใจว่าการดำเนินการไม่ขัดกับข้อกฎหมาย ซึ่งการประมูลครั้งนี้ กสทช.จะพยายามทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด และจัดการประมูลให้เกิดความยุติธรรมโปร่งใส ดูแลไม่ให้มีการฮั้วประมูลอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การประมูล 4จี ใน 2 ครั้ง จะมีใบอนุญาตรวม 4 ใบ คลื่นความถี่ละ 2 ใบ ทำให้ผู้บริการมือถือ 3 รายเดิม และ 1 รายใหม่ สนใจเข้าร่วมประมูล เพราะหากพิจารณาในแง่ความต้องการของเอกชนจะเห็นว่าทางค่ายเอไอเอส ซึ่งปัจจุบันให้บริการลูกค้ามากสุด 40 ล้านเบอร์นั้น แทบจะเต็มขีดความสามารถแล้ว ทำให้มีข้อจำกัดในการขยายบริการในอนาคตจึงเป็นรายที่ต้องการคลื่น 1800 มากที่สุด เนื่องจากนำไปช่วยเสริมบริการด้านดาต้าได้ดีและอาจต้องการทั้ง 2 ใบ คงจะต้องเคาะราคาหนีคู่แข่งอย่างแน่นอน เพื่อให้มั่นใจว่าจะชนะประมูล ส่วนดีแทคแม้ยังมีคลื่น 1800 บนสัญญาสัมปทานเหลืออยู่จนถึงปี 2561 แต่หลังจากนั้นอาจมีความไม่แน่นอนในการให้บริการลูกค้า จึงต้องเข้าร่วมประมูลชิงใบอนุญาตตุนเอาไว้ก่อนอย่างน้อย 1 ใบ ขณะที่ทรูมูฟน่าจะเป็นค่ายที่มีความจำเป็นใช้คลื่นความถี่น้อยสุด แต่อาจจะต้องการหาพันธมิตรเข้ามาเพื่อขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ขณะที่จัสมินแม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่ดูเหมือนว่าต้องการเข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ด้วย
“เท่าที่ประเมินความต้องการของแต่ละค่ายแล้ว น่าจะมีการเคาะราคาแข่งขันกันเต็มที่ เพราะทุกรายล้วนอยากได้ใบอนุญาต แต่น่าจะมีผู้ผิดหวังอย่างน้อย 1 ราย หรือ 2 ราย รวมทั้งมองว่าจะไม่มีการฮั้วประมูลเกิดขึ้น แต่ กสทช.ก็มีการตั้งคณะกรรมการติดตามการประมูลและดูพฤติกรรมการเคาะราคาของเอกชนที่เข้าประมูลด้วย หากเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่วางไว้ก็จะล้มเลิกการประมูลทันที” นายฐากรกล่าว
ทั้งนี้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 บมจ.กสท โทรคมนาคม จะยื่นหนังสือแจ้งเพื่อทราบต่อสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้ทบทวนการจัดประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่ง กสท มีความประสงค์จะหารือกับ กสทช.เกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับการประมูล โดยเฉพาะประเด็นคดีฟ้องร้องของ กสท ที่เรื่องยังค้างอยู่ในชั้นศาลปกครองตั้งแต่ปี 2556 เรื่องประกาศมาตรการเยียวยา โดย กสท เห็นว่า การประมูลที่จะเกิดขึ้นเสี่ยงอย่างมาก หากศาลพิจารณาคำร้อง และที่ผ่านมา กสทช.ไม่เคยแจ้งต่อผู้ประกอบการเอกชนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเลย อีกทั้ง กสท ยังคงยืนยันในสิทธิของคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีอยู่ทั้งหมดจำนวน 75 เมกะเฮิรตซ์ ไปจนถึงปี 2561 ส่วนการจะฟ้อง กสทช. เพื่อขอให้ยุติการประมูลหรือไม่นั้น วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ น่าจะได้ข้อสรุป



