ข่าว

‘วิษณุ’เมิน‘พท.’จี้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองจนท.คดีข้าว

‘วิษณุ’เมิน‘พท.’จี้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองจนท.คดีข้าว

04 พ.ย. 2558

‘วิษณุ’ เมิน ‘พท.’ จี้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองจนท.ทำคดีข้าว ระบุแค่รับฟังแต่ไม่ขอตอบโต้ ย้อนอดีตสูตรเลือกตั้งแบบ ‘ด็อง’ ในยุค ‘หม่อมคึกฤทธิ์’ เทียบแนวคิด ‘สมบัติ’

 
       4 พ.ย.58 เมื่อเวลา 12.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เปิดแถลงชี้แจงการดำเนินคดีรับจำนำข้าวว่า ความจริงไม่มีอะไร ตนได้อธิบายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ฟังเหมือนที่พูดกับสื่อทุกวันว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ซึ่งครม.ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันใหญ่ นายกฯ จึงขอให้ตนช่วยชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจด้วย ซึ่งการแถลงนั้นพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กำลังจัดสรรเวลา เดี๋ยวเขาคงแจ้งให้ทราบว่าจะชี้แจงวันไหน ซึ่งตนก็จะพูดรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบกัน แต่ก็คงเหมือนกับที่ชี้แจงกับสื่อไปแล้ว 
 
       เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยเสนออยากให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีรับจำนำข้าวตามอำนาจของมาตรา 44 นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ก็เรียกร้องไป ไม่ว่ากัน เพราะความจริงเจ้าหน้าที่เขาก็มีกฎหมายในการปกป้องอยู่แล้ว ยืนยันว่ากฎหมายไม่ซ้ำซ้อน เพราะการใช้ ม.44 มันมีนัยยะอะไรบางอย่างที่ทำให้เจ้าหน้าที่มีความกล้าในการปฏิบัติงานมากขึ้น เพราะก็มีบางคนที่เขาไม่กล้า ซึ่งวันหนึ่งอาจจะต้องมีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ 
 
       “เรื่องนี้ถ้าเจ้าหน้าที่สุจริตมันก็นิรโทษอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนอะไรเพิ่มเติม แต่ถ้าไม่สุจริตก็ถือว่าซวยไป สามารถเอาจนถึงประหารชีวิตก็ได้ ดังนั้นการที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้อง เราคงไม่ตอบโต้อะไร รับฟังไว้เฉยๆ” นายวิษณุ กล่าว
 
 
‘วิษณุ’ ย้อนอดีตสูตรเลือกตั้งแบบ ‘ด็อง’ ในยุค ‘หม่อมคึกฤทธิ์’ เทียบแนวคิด ‘สมบัติ’
 
 
       4 ต.ค.58 เมื่อเวลา 13.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเสียงวิจารณ์วิธีการเลือกตั้งของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ว่า การโยนหินถามทางเรื่องให้เปลี่ยนจากวิธีการเลือกตั้งแบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ โดยให้คะแนนทุกคะแนนเสียงที่ลงไปนั้นมีผลนำไปใช้ประโยชน์ ตนเห็นด้วยในหลักการข้อนี้และยังไม่เห็นใครค้าน ซึ่งทุกประเทศในโลกเขาก็คิด แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดว่าวิธีที่จะคิดคะแนนเพื่อไม่ให้สูญเปล่าตรงนี้จะเริ่มมีคนค้าน ซึ่งตนเห็นว่ามีหลายวิธีในการคิดแต่ไม่ขอพูดในขณะนี้ โดยกรธ.ต้องการให้มีการพูดคุยเพื่อดูสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป ทั้งนี้จากที่ได้เห็นนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อดีตประธานกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่วิเคราะห์เรื่องการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่มีเสียงตกน้ำ ทำให้มองเห็นข้อดีและข้อเสียได้ชัดเจน การเขียนรัฐธรรมนูญจะเอาความเป็นไทยที่เหมาะสมกับประเทศโดยไม่ทิ้งหลักสากล แต่ปัญหาของเราไม่เหมือนกับประเทศอื่น บางครั้งต้องยอมรับว่าของบางอย่าง ไม่เฉพาะวิธีเลือกตั้ง แต่ยังมีเรื่องอื่นที่มีทั้งข้อดีและเสีย ใครยกข้อเสียขึ้นมาก็เป็นข้อเสียที่เห็นกันทั้งนั้น แต่ต้องมองว่าข้อเสียจะมีน้ำหนักมาทำลายข้อดีจนยกเลิกไปหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดและต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการร่างรัฐธรรมนูญ บางครั้งคิดว่าการเลือกโดยใช้วิธีคิดว่าใครได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ ส่วนคะแนนน้อยให้ตัดทิ้งตามที่เคยชิน โดยคิดว่าดีแต่ยังมีข้อเสียอยู่ แต่เมื่อเทียบข้อดีกับข้อเสียอย่างอื่นที่มีแล้วชั่งน้ำหนักเห็นข้อดีมากกว่าถึงได้ทนกับระบบนี้มา เป็นเวลา 70 - 80 ปี
 
       นายวิษณุ กล่าวว่า วันนี้เราคิดว่าจะไม่ควรทนกับข้อเสียของระบบเก่าเพราะข้อเสียรุนแรง และชัดเจนกว่าข้อดี จึงเกิดสูตรพิสดารที่จะนำคะแนนไปนับรวมกับอย่างอื่น ดังนั้นคนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องชี้ข้อเสียเรื่องนี้ออกมาว่าการนับแบบใหม่มีข้อเสียเกินกว่าที่จะรับได้ ส่วนข้อเสนอให้ใช้ระบบเดิมที่ประชาชนคุ้นเคยแต่ไปแก้ไขเรื่องระบบการตรวจสอบให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้นจะเหมาะสมกว่านั้น สามารถคิดได้ 2-3 แบบคือ ทำในสิ่งที่เคยชินมาแล้ว และคิดใหม่ทำใหม่ และแบบที่เคยชินอาจยังไม่ดีที่สุดจึงนำไปผสมกับแบบอื่นเพื่อลดข้อเสียลง
 
       “ผมได้ฟังคำพูดของนายลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต ในการประชุมราชบัณฑิต ที่พูดในเรื่องซึ่งไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแต่ผมเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว ว่า เมื่อใดที่เราคิดอย่างเดิม ทำอย่างเดิม จะได้ผลอย่างเดิม เมื่อรู้ว่าผลไม่พึงปรารถนา ง่ายนิดเดียวก็อย่าไปคิดอย่าไปทำแบบเดิม เพื่อให้เกิดผลใหม่ จึงควรดูว่าผลที่เกิดขึ้นในวงการเมืองของไทยนั้นเราพอใจหรือไม่ หากพอใจก็คิด ทำ และเขียนอย่างเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าได้ผลไม่ปรารถนา เช่น นำไปซึ่งการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นำมาสู่ความไม่เป็นธรรม ต้องกลับไปคิดอีกแบบ และทำเพื่อให้เกิดผลอีกแบบหนึ่ง”นายวิษณุ กล่าว
 
       รองนายกฯ กล่าวถึงสูตรเลือกตั้งในอดีตว่า หลัง 14 ตุลาคม 2516 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชย์ รณรงค์วิธีการเลือกตั้งแบบ “ด็อง” เป็นอย่างมาก โดยเสนอว่าทำอย่างไรไม่ให้คะแนนเสียงที่แพ้ต้องเสียไป มิเช่นนั้นคนจะหมดกำลังใจเพราะออกจากบ้านมาเลือกแล้วยังแพ้ จนไม่อยากเลือก จึงคิดว่าทำอย่างไรที่จะเอาคะแนนที่แพ้มาคิด เรียกว่าระบบสัดส่วน และตอนนี้มีการดัดแปลงเป็นการจัดสรรปันส่วน ซึ่งมี 10 กว่าวิธี ซึ่งยังไกลจากระบบด็องที่มีการใช้ในยุโรป เช่น เยอรมัน แต่อยู่บนตรรกะเดียวกันทำอย่างไรที่จะเคารพไม่ให้คะแนนเสียไป ของเรานำมาผสมคือเอาคะแนนของคนที่แพ้มาบวกเข้าไปในปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับที่ไหนก็ได้”นายวิษณุ กล่าวและว่า ส่วนที่ห่วงว่าวิธีนี้อาจขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไปลงคะแนน หากใครไม่เห็นด้วยสามารถไปคิดอีกแบบหนึ่งได้ ไม่เป็นไร เมื่อถามว่าแม่น้ำ 5 สาย ต้องการให้มีปรับวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.เคยถามว่าต้องการให้เป็นแบบใหม่หรือไม่ คำตอบคือเมื่อเราจะปฏิรูปคือการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง รัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องคิดอะไรให้ใหม่กว่าเดิมเพราะผลของเดิมก่อนหน้านั้นไม่พึงปรารถนา แต่ไม่ได้เจาะจงทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องหากดีแล้วก็หยุดแล้วไปทำเรื่องอื่นให้ใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งคสช.เคยตอบไปแล้วต้องการเห็นการปฏิรูป และขอให้เขียนรัฐธรรมนูญออกมาใหม่ แต่ไม่ใช่เถรตรงไปเขียนใหม่ทุกมาตรา หากหลักของเดิมดีอยู่แล้วไม่ต้องไปยุ่ง เช่น ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวผู้ใดแบ่งแยกไม่ได้ จะไปเขียนใหม่ เป็นประเทศไทยเป็นหลายรัฐ เป็นต้น ดังนั้นไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธก็ถูกทั้งหมด
 
       เมื่อถามว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะช่วยแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของนักการเมืองได้จริงหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ฟังจากการวิเคราะห์ของนายสมบัติ คิดว่าไม่น่าจะแก้ได้ แต่ได้ประโยชน์ที่เป็นการเคารพเสียงของประชาชนมากกว่า ไม่มีคะแนนตกน้ำ แต่ไม่ตอบโจทย์เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากจะแก้ตรงนั้นต้องมีมาตรการอื่นมาใช้ เช่น การห้ามส.ส.เป็นรัฐมนตรี ใครจะเป็นต้องลาออก เพื่อกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเพื่อมาเป็นส.ส.ต่อไปเป็นรัฐมนตรีแล้วถอนทุนให้คุ้มกับที่ซื้อ เมื่อตัดตรงนี้ถามว่าการซื้อเพื่อมา เป็นส.ส.จะคุ้มหรือ เพราะส.ส.เงินเดือน ประมาณ 1 แสน ปีละ 1.2 ล้านบาท หักภาษีเหลือไม่ถึงล้านบาท แล้วยังเสี่ยงต่อการยุบสภา ฉะนั้นถามว่าจะซื้อไปทำไม 10 -20 ล้านบาท เป็นต้น แต่ยังมีข้อเสียเรื่องอื่นจึงต้องชั่งใจ ต่อข้อถามว่านายสมบัติ ระบุว่าการนำคะแนนคนแพ้มารวมกับปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ใช่การสะท้อนความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมือง รองนายกฯ กล่าวว่า ตนได้อ่านและเห็นว่าวิเคราะห์ได้ดี ยืนยันว่าการนำเสียงมารวมนั้นเป็นการเคารพเสียงประชาชนส่วนหนึ่ง ขณะที่ส่วนหนึ่งอาจไม่ตรง แต่การที่ประชาชนไม่เอาไม่ได้แปลว่าเกลียดแต่เขาเลือกเท่านี้ หากเลือกได้มากกว่านี้อาจจะเลือกก็ได้ จึงพูดยากว่าไปเอาคนที่ประชาชนปฏิเสธเพราะคนที่ชนะเลือกตั้งแล้วบอกว่าประชาชนเขาเลือก
 
       “หากเอาคะแนนคนที่แพ้ลำดับหนึ่ง สอง สาม สี่ มารวม อาจจะมากกว่าหมายเลขหนึ่งก็เป็นได้ แล้วทำไมไม่พูดกลับกันว่าคนที่ได้ที่หนึ่งคือคนที่ประชาชนเขาปฏิเสธ ซึ่งเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เขาเคยให้เหตุผลในลักษณะนี้มาก่อน”นายวิษณุ กล่าวเมื่อถามว่าครม.ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญไปที่กรธ.เพิ่มเติมจากที่เคยส่งไปหรือยัง รองนายกฯ กล่าวว่า ยัง หากพบว่ามีเรื่องใดที่ต้องกรเสนอจะส่งไปอีก และยังไม่มีหน่วยงานใดที่เสนอความเห็นมาที่ครม.เพื่อส่งให้กรธ. เพราะการที่เราให้คิดจากศูนย์เริ่มจากความฝันจะคิดยาก เพราะคนไทยถนัดเป็นฝ่ายค้านให้ทำมาให้ดูก่อนแล้วจะบอกว่าไม่ดีอย่างไร แต่ประเภทที่ให้บอกมาก่อนแล้วเราจะทำให้ก็ไม่บอก ต่อข้อถามถึงข้อเส นอแนะของพรรคเพื่อไทย เสนอให้รัฐบาลใหม่ ตั้งสสร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากการเลือกตั้ง 180 วัน นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในข้อเสนอของเขาที่เรารับฟังไว้ และไม่มีอะไรไปวิจารณ์
 
       เมื่อถามกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้นับคะแนนของผู้ที่ชนะด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า ก็รับฟังและคิดว่าหากเป็นอย่างนั้นน่าจะประนีประนอม เพราะยังไม่เป็นไร เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลที่ไม่ผสมก็เป็นแผด็จการเสียงข้างมาก พอผสมก็บอกว่ายุ่งจนเกินไป เพราะเราเจอมาหมดแล้ว ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันไปต่อข้อถามว่าหากนำระบบการเลือกตั้งใหม่มาใช้จริง ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่แพ้เลือกตั้งจะถูกมองเป็นส.ส.อกหักหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีทั้งคนที่อกหักและไม่อกหักปนกัน และหากจัดดีไม้รู้ว่าใครอกหักหรอก สมมติตนลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ ต่อให้ไม่เอาคะแนนพวกที่สอบตกมารวมตนก็ยังได้จะบอกว่าเป็นส.ส.อกหักได้อย่างไร มิเช่นนั้นพรรคที่ชนะส.ส.เขตจะมีโอกาสมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้อย่างไร
 
       ต่อข้อถามถึงจำนวนส.ส.ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะกำหนดให้มีจำนวน 500 คน อาจจะมากเกินไป รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงร่างฯฉบับนายบวรศักดิ์ และรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น กำหนดไว้ 470 คน ซึ่งตัวเลขไม่สำคัญ ทั้งนี้ร่างแรกจะออกมาในเดือนก.พ.2559 เพื่อส่งให้หน่วยงานต่างๆดูเพื่อวิจารณ์ จากนั้นกรธ.นำกลับไปพิจารณาต่อ โดยขั้นตอนจะอยู่ในกรอบเวลา 6 เดือน