ข่าว

โคมไฟไฮเอนด์ธุรกิจไม่มีวันดับ'โบว์'จุฬารัตน์อรรถสารประสิทธิ์

โคมไฟไฮเอนด์ธุรกิจไม่มีวันดับ'โบว์'จุฬารัตน์อรรถสารประสิทธิ์

04 พ.ย. 2558

โคมไฟไฮเอนด์ธุรกิจไม่มีวันดับ'โบว์'จุฬารัตน์ อรรถสารประสิทธิ์ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง/ชาญยุทธ ปะวะขัง ภาพ/อดิศร ฉาบสูงเนิน

            ค้าขายโคมไฟและไลท์ติ้งไม่ใช่เรื่องใหม่ บางเจ้าเริ่มต้นจากรุ่นพ่อแม่ตกทอดมาถึงรุ่นหลาน บุกเบิกเองก็มาก หากว่าส่วนใหญ่ใช้องค์ความรู้เดิมๆ รูปแบบสินค้าและการบริการที่ดูเหมือนจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก “โบว์” จุฬารัตน์ อรรถสารประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบลลีแทส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของโคมไฟและไลท์ติ้งจากการออกแบบและติดตั้งด้วยฝีมือล้วนๆ แบรนด์ “เบลลีแทส (Bellitas)” ต้องการสร้างความต่างด้วยการนำเข้าวัสดุแปลกใหม่จากแหล่งขึ้นชื่อเรื่องงานดีไซน์ระดับโลก ก่อนจะเติมส่วนผสมที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ และความสนใจใคร่รู้ลงไป จนชั่วโมงนี้ก้าวขึ้นมาอยู่หัวแถวบนถนนสายแสงสว่างอย่างสมภาคภูมิ

            แต่กว่าจะกดสวิตช์ไฟให้ธุรกิจเรืองรองอย่างไม่มีวันดับมืดมาถึงวันนี้ เมื่อ 15 ปีก่อนเธอและสามี (“ป๋อง” กิตติศักดิ์ อรรถสารประสิทธิ์) ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจและหุ้นส่วนชีวิต ต้องช่วยกันปลุกปั้นความฝันจากสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนให้เป็นงานที่คุ้นเคย ด้วยทั้งคู่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายการออกแบบโดยตรง ดังนั้น ความท้าทายสุดๆ คงหนีไม่พ้นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าพร้อมกับก้าวข้ามคำว่า “เป็นไปไม่ได้” 

            “ค่านิยมสมัยก่อนเน้นให้ลูกๆ เรียนวิชาการ ไม่ว่าจะการเงิน บัญชี หรือวิศวะ แต่ลึกๆ ตัวเองชอบงานฝีมือเย็บปักถักร้อยตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว พอจบมัธยมที่มาแตร์เดอีแล้วก็เข้ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ  ซึ่งที่บ้านแฮปปี้มาก ขณะเดียวกันก็เรียนบริหารธุรกิจที่เอแบคไปด้วย  เช้าอยู่จุฬาฯ บ่ายก็ไปเอแบค ทำแบบนี้อยู่ปีกว่ารู้สึกไม่ไหวไม่ชอบรัฐศาสตร์ก็เลยเลือกเอแบคอย่างเดียว แล้วไปต่อโทเอ็มบีเอที่อเมริกา ระหว่างนั้นก็ท่องเที่ยวเห็นของสวยๆ งามๆ ก็ซึมซับมา พอจบโทเข้าทำงานที่บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย ด้านวิจัยการตลาด มีแต่ตัวเลขรู้สึกไม่ใช่เรา ไม่มีของสวยงามมาเกี่ยวข้องเลย จึงเปลี่ยนมาทำที่ลอรีอัลอยู่ 3-4 ปี เป็นแบรนด์เมเนเจอร์ จริงๆ เจอกับแฟนตั้งแต่อยู่เมืองนอก จนช่วงจะแต่งงานก็ช่วยกันสร้างบ้าน หาของแต่งบ้านมาเรื่อยๆ จนมาถึงของชิ้นสุดท้ายคือไฟ สมัยก่อนเมืองไทยเฟอร์นิเจอร์พอจะทำได้ แต่เรื่องไฟหาสวยๆ ยากมาก ถ้ามีก็จะเป็นโคมไฟประเภททองวาวๆ  คริสตัลวิ้งๆ ก็เลยตัดสินใจไปเอาของที่เราไปเจอมาอย่าง อิตาลี ฝรั่งเศส ซื้อยกลอตมาเป็นตู้คอนเทนเนอร์เลยเพราะราคาจะถูกกว่า สรุปเหลือใช้อื้อ เลยตัดสินใจเอาออกมาขายโดยปรับบ้านเช่าในซอยสุขุมวิท 38 เปิดโชว์รูมเล็กๆ นั่งร้อยกันเองกับสามีก่อนจะยกขึ้นไปติดตั้งบนเพดาน ขับรถกระบะไปส่งของลูกค้าด้วยตัวเองก็มี ทุกอย่างเกิดจากการศึกษาด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก เหนื่อยแต่สนุกดี” ผู้บริหารไอเดียกระฉูดวัยหลัก 4 ต้นๆ เล่าที่มาของการค้นพบธุรกิจเกี่ยวกับไฟ

             ความต่างของโคมไฟที่สาวคิดนอกกรอบรายนี้นำเสนอในช่วงแรกๆ นั้น เน้นวัสดุที่เมืองไทยไม่มี โดยเฉพาะแก้วเป่าหลากสีที่เรียกว่า “เวเนเชียน” อีกทั้งคริสตัลดีไซน์แปลกตา ทว่าไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูปพร้อมติดตั้ง แต่แยกชิ้นมาเป็นช่อๆ แล้วมาประกอบเป็นโคม ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก เมื่อเห็นช่องทางไปได้สวยจึงแตกไลน์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นทั้งนำเข้าโคมสำเร็จรูปที่เป็นแบรนด์เนมระดับโลกเปิดเป็นโชว์รูมซื้อมาขายไปกับธุรกิจลักษณะ คัสตอมไมซ์ (Costomize) คือผลิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งอย่างหลังพบว่าความต้องการของลูกค้าไม่มีที่สิ้นสุดแล้วเทรนด์ก็ขายได้เรื่อยๆ กลุ่มลูกค้ามีตั้งแต่บ้านเรือนไฮเอนด์ โรงแรม รีสอร์ท วัด ไปจนถึงวัง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการโคมไฟมาสเตอร์พีซ มีชิ้นเดียวในโลก

            เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เหนืออื่นใดคือลูกค้าที่ต้องการผลงานอย่างมืออาชีพ เธอบอกว่าต้องลงมือทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขายหน้าร้าน ออกแบบ ศึกษากลไกต่างๆ ประกอบชิ้นส่วน การสรรหาวัสดุจากทั่วโลกมาร้อยเรียงเป็นโคมไฟทำมือสานฝันให้แก่ลูกค้า ซึ่งแต่ละชิ้นกว่าจะเสร็จใช้เวลาพอสมควร เพราะเป็นโคมไฟแฮนด์เมดล้วนๆ

            "เริ่มจากลูกค้ามาติดต่อเรามาคุยกันเพื่อเก็บคอนเซ็ปต์ว่าอยากได้แบบไหน แล้วจึงสเก็ตช์ภาพให้ดูว่าที่คุยกันนั้นตรงตามภาพที่ออกมาไหม จากนั้นจึงให้ดูประกอบกับวัสดุจริงที่มีไว้เป็นตัวอย่างให้เลือก วัสดุโอเคมั้ยในทุกๆ ชิ้นที่จะประกอบเป็นโคมไฟ จากนั้นมีทีมร่างแบบเพื่อสั่งผลิตชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กต่างๆ แล้วค่อยเอาส่วนประกอบปลีกย่อยมาห้อย ก่อนจะนำไปติดตั้งที่หน้างาน ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนต่อชิ้น” ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ แบรนด์โคมไฟไฮเอนด์ทำมืออธิบายพร้อมเผยด้วยว่าวัสดุหลักๆ ส่วนใหญ่เป็นของนำเข้า อาทิ แก้วเป่ามาจากโมราโนกลาส อิตาลี, ไฟทองเหลืองจากโมร็อกโก, แก้วคริสตัลจากฝรั่งเศส เป็นต้น

            สินค้าลักชัวรี่ลงทุนสูงราคาจึงค่อนข้างสูงเป็นเงาตามตัว แน่นอนว่าย่อมมีช่องทางการทำตลาดและการขายที่ชัดเจน เจ้าของแบรนด์เบลลีแทสแจกแจงวิธีทำตลาดว่า เริ่มจากการบอกปากต่อปาก เป็นโคมไฟทำมือดีไซน์สวยแปลกตา ดูแลลูกค้าตั้งแต่การออกแบบ ผลิต และบริการหลังการขาย เมื่อลูกค้ารับรู้ระดับหนึ่งจึงเริ่มลงโฆษณาทางแม็กกาซีนจำพวกหนังสือแต่งบ้าน ประกอบกับเวลามีการติดต่อขอใช้สถานที่ถ่ายแบบก็จะมีการลงชื่อสถานที่ให้ ถือเป็นการโฆษณาไปในตัว

            เจ้าของโคมไฟมีสไตล์บอกว่า เดี๋ยวนี้ลูกค้าบ้านระดับไฮเอนด์เวลาจัดงานแทนที่จะนัดแขกไปห้องอาหารหรือโรงแรมหรูก็เชิญมาที่บ้าน จึงต้องมีของไว้โชว์เมื่อก่อนอาจจะเป็นประติมากรรมแต่ตอนนี้นิยมสั่งโคมไฟทำมือสวยๆ ติดตั้ง 2 ตำแหน่งหลักๆ คือ โถงรับแขก หรือโถงบันไดที่เพดานสูง บางบ้านอยากโชว์แชนเดอร์เลียร์ระย้าอลังการ ส่วนในห้องนอนห้องนั่งเล่นรวมถึงห้องน้ำจะเป็นจำพวกไฟช่อเล็กๆ ขณะที่ลูกค้าโรงแรม รีสอร์ท ก็เป็นลักษณะเดียวกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งการติดตั้ง ราคาค่างวดต่อชิ้นขึ้นอยู่กับขนาด วัสดุ ความยากง่าย เริ่มตั้งแต่ชิ้นละไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลายสิบล้านบาท

            "เคยร่วมออกแบบและผลิตให้กับวังสุลต่านรัฐกลันตัน มาเลเซียด้วย เพราะเราเป็นตัวแทนของสวารอฟสกี้ เขาเห็นผลงานเราแล้วติดต่อเข้ามา เราก็เลยส่งพอร์ตโฟลิิโอไปให้พิจารณา มีการมาเยี่ยมที่ร้านดูความเป็นไปได้ พอมั่นใจแล้วจึงสั่งเราทำทั้งวังเลย ทำธุรกิจนี้มา 15 กว่าปี ถ้านับไฟที่เป็นช่อๆ สีๆ ถือว่าคู่แข่งไม่เยอะเลย แต่ถ้าเป็นแบบสีทองๆ หรือคริสตัลที่มีอยู่แล้วในตลาดค่อนข้างมีหลายเจ้า เราเป็นเจ้าแรกที่ทำให้ตลาดแชนเดอร์เลียร์มีสีสันขึ้นมา นำชื่อเสียงมาให้เราในระยะแรก  จนทุกวันนี้เท่าที่รู้มีคนนำเข้าไฟช่อสีๆ เยอะมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไฟ บริการ ความน่าเชื่อถือของบริษัท และบริการหลังการขายที่ลูกค้าให้ความไว้ใจ สำคัญคือการทำตามออเดอร์ของลูกค้าซึ่งไม่ได้ทำได้ทุกเจ้า ถึงทำได้ก็อาจจะทำตามที่ดีไซเนอร์ออกแบบให้แต่เราช่วยออกแบบให้จนรู้ความต้องการของลูกค้าสูงสุด ภาพรวมถือว่าแข่งกันไม่เดือดมากเพราะขึ้นอยู่กับความถนัดของและจุดแข็งของแต่ละราย" ผู้ให้บริการโคมไฟดีไซน์อลังการระดับแถวหน้าของประเทศ เผย

            ขณะที่โอกาสเติบโตนั้น นักธุรกิจสาวมองว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักเรื่องเทรนด์สินค้า ยกตัวอย่างเทรนด์สมัยก่อนนิยมจำพวกคริสตัล แต่ตอนนี้อาจจะชอบน้อยลง และมาวันนี้เทรนด์ทองเหลืองกลับมาฮิตอีกครั้ง เรื่องภาวะเศรษฐกิจมีส่วนน้อยมากเนื่องจากเป็นสินค้าไฮเอนด์มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน จะมีบ้างในส่วนของลูกค้าโปรเจกท์โรงแรมถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีแขกเข้าพัก รายได้ลด งบอะไรสูงๆ ก็อาจถูกตัดไป แต่หากพูดคุยกันแล้วก็อาจจะไม่ยกเลิกเพียงแต่ยืดระยะเวลาการติดตั้งออกไปก่อน

            “ก่อนหน้านี้เรามีโชว์รูมบนพารากอน แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงต้องปิดตัวลงแล้วย้ายไปซีดีซี เลียบด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ สินค้าไฮเอนด์อยู่ที่ไหนลูกค้าอยากได้ก็ตามไปอยู่ดี คิดว่าในอนาคตโคมไฟจะยังเติบโตได้อีกเยอะ เพราะตอนนี้เราขยายตลาดไปต่างประเทศด้วย มีกัมพูชา พม่า มาเลเซีย เขามาสั่งกับเราเพราะที่บ้านเขาทำได้ไม่สวยเท่า  ออกแบบแล้วเราก็ส่งทีมของเราไปติดตั้งที่โน่นเลย ต่างประเทศเท่าที่สังเกตเทรนด์จะฟู่ฟ่ากว่าบ้านเรานะ อย่างกัมพูชามีโครงการโรงแรม 4-6 ดาวผุดขึ้นทุกปี  และมีขนาดใหญ่ว่าเมืองไทย ยังมีในส่วนของบ้านผู้บริหารหรือรัฐมนตรีที่สร้างกันเยอะแล้วก็ต้องการโคมไฟแบบนี้  บ้านเรามีเชื่อเสียงเรื่องอิินทีเรียดีไซน์อยู่แล้ว และได้รับการยอมรับ" นักธุรกิจมองการไกลกล่าวและเสริมว่า ในส่วนตัวก็ไม่หยุดคิด มักเติมเต็มความรู้ในการทำงานอยู่เสมอด้วยการเดินทางไปชมงานแสดงสินค้าทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องงานออกแบบปีละหลายครั้ง มีโอกาสเข้าไปชมกระบวนการผลิตถึงโรงงานด้วย

            เพียงมีหัวคิดที่จะสร้างสรรค์ความต่างบวกกับฝีมือไม่เหมือนใคร เพียงแค่นี้ธุรกิจก็จะสว่างไสวอย่างไม่มีวันดับมืด...

            ลุยธุรกิจอย่างมืออาชีพและกำลังไปได้สวย “โบว์” จุฬารัตน์ เผยคีย์เวิร์ดไขสู่ความสำเร็จสั้นๆ ว่าคือ “แพสชั่นเนส (Passionate)” หรือความหลงใหลงานสิงที่ทำ ทำแล้วสนุก ยิ่งอยากทำยิ่งอยากอยู่ด้วย กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน จริงๆ ทำงานก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ทำแล้วรักสิ่งที่ทำแล้วก็มีกำลังใจในการทำงานต่อไป และถึงแม้ว่าจะต้องยึดมาตรฐานที่สูงไว้ ก็ไม่กดดันแต่คิดเชิงบวกว่าทำให้มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เวลาเห็นของสวยๆ จะคิดเสมอว่าสามารถนำมาปรับใช้กับสินค้าได้อย่างไร เหมือนมีแรงขับเคลื่อนในการทำงานมากกว่า...