
ปธ.กรธ.แย้ม!ส.ส.ไม่เกิน500คน
03 พ.ย. 2558
มีชัย แย้มระบบเลือกตั้งใหม่กำหนดให้มี ส.ส.ไม่เกิน 500 คน ระบุ ครม.-คสช. ยังไม่ส่งความเห็นร่างรธน. ย้ำเปิดกว้างรับฟังความเห็นทุกฝ่าย
3 พ.ย.58 เมื่อเวลา 11.30 น. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (ปธ.กรธ.) เปิดเผยว่า กรธ.ได้พิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยที่มา ส.ส.จบแล้ว แต่ยังขาดรายละเอียดบางส่วน อาทิ จำนวนของ ส.ส. โดยเบื้องต้นจำนวน ส.ส.จะมีไม่เกิน 500 คน เหตุผลที่จะใช้จำนวนดังกล่าวเพราะเป็นหลักที่คุ้นเคยมาแล้ว ส่วนจะจัดสัดส่วนระหว่าง ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ เท่าใดนั้น ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนกรณีของการพิจารณาเรื่องระบบเลือกตั้งและการกำกับไม่ให้พรรคใหญ่ส่งพรรคนอมินีลงเลือกตั้งเพื่อหวังได้คะแนนจำนวนมากนั้น ยังอยู่ระหว่างพิจารณา อาทิ กรณีที่พรรคการเมืองบอกว่าจะตั้งพรรคนอมินี จะตั้งได้อย่างไร จะแตกต่างจากเดิมที่ตั้งไว้อยู่แล้วหรือไม่ ส่วนข้อวิตกกรณีการส่งพรรคเล็กลงสมัครในเขตเลือกตั้งในเขตกับพรรคใหญ่ที่ไม่มีคู่แข่งนั้น เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผู้สมัครของพรรคจะได้รับเลือกตั้ง บางทีประชาชนอาจจะเลือกพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคนิมินีก็ได้ แต่ประเด็นดังกล่าวอาจทำได้หากให้ประชาชนมาเข้าแถวแล้วตัดตอนเสียงว่าพอแค่นี้ หากจับไม่ได้ ก็ต้องยกคะแนนให้เขา
“ต้องคิดล่วงหน้า จะทำกันอีท่าไหน เพราะเราไม่สามาถเอารูปแบบสากลที่ไหนมาได้ เพราะสากลไม่มี ดังนั้นเวลาคิดต้องคิดถึงบริบทไทยเสมอว่าเกิดอะไร ต้องแก้ปัญหาได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ปฏิรูปอะไร ส่วนการกำหนดให้แข่งขันการเลือกตั้งที่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมืองจะไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกเพราะรัฐธรรมนูญจะไปเขียนไม่ได้ เนื่องจากสามารถพลิกแพลงไปเรื่อย” นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองทยอยส่งความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญให้ กรธ.แล้วว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด หากได้รับแล้วจะต้องนำมาพิจารณา ส่วนกรณีที่บางความเห็นขัดแย้งต่อระบบเลือกตั้งที่ กรธ.พิจารณานั้น ต้องนำมาพิจารณาด้วย เพราะหากจุดใดที่นำมาคิดต่อ ก็จะนำมาพิจารณา แต่หากประเด็นใดที่ยังไม่เข้าใจต้องอธิบายให้เข้าใจ ส่วนความเห็นของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนี้ยังไม่มีเข้ามา ทั้งนี้การรับฟังความเห็นจะเปิดกว้างอย่างเท่ากัน จะไม่ถามเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขวว่าเสนอเรื่องอื่นไม่ได้
‘มีชัย’ คงเจตนารมณ์กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เล็งแก้ก.ม.เพื่อกระจายอำนาจสำเร็จ
3 พ.ย.58 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (ปธ.กรธ.) กล่าวถึงการพิจารณาบทบัญญัติว่าด้วยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ว่าจะคงเจตนารมณ์เดิม คือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ส่วนกรณีที่มีการกระจายอำนาจไปแล้วมีปัญหาต้องหาวิธีแก้ไข เช่น การกระจายอำนาจที่ลงไปทุกพื้นที่เหมือนกัน แต่ความพร้อมของท้องถิ่นมีไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดกระบวนการที่เดินหน้า โดยรายละเอียดจะเขียนไว้ในกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จะไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นการผูกมัด ส่วนกรณีที่อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยเสนอให้ควบรวม อบต. ที่ไม่มีความพร้อมนั้น ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ต้องพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะคิดแก้กฎหมายหรือไม่นั้น พ้นวิสัยที่ตนจะรู้
เมื่อถามถึงกลไกแก้ปัญหาทุจริตในท้องถิ่น นายมีชัย กล่าวว่า ต้องเข้มขึ้นเหมือนกับระดับชาติ ตอนนี้สำนักงานกฤษฎีกากำลังแก้กฎหมายของท้องถิ่นอยู่ ซึ่งต้องใช้มาตรฐานใกล้เคียงกับระดับชาติที่คนทุจริตต้องถูกตัดสิทธิ
‘เพื่อไทย’ ส่งข้อคิดเห็น-ข้อเสนอแนะร่างรธน. ให้ ‘ปธ.กรธ.’ แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ส่งหนังสือของพรรคถึงประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งแบบฉบับเต็มและฉบับย่อ โดยสรุปใจความได้ว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ขอความอนุเคราะห์จากพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักการที่สมควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้นำไปประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญต่อไปนั้น พรรคเพื่อไทยขอเรียนว่า
ตั้งแต่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญสมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2557 ก็เคยขอให้พรรคเพื่อไทยแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ได้ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ทั้งในการส่งเอกสารและเชิญสมาชิกที่มีความสนใจด้านนี้ไปให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ หลายครั้ง แต่ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ต้องการให้สังคมไทยได้รัฐธรรมนูญที่ดี มีความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล เคารพในสิทธิมนุษยชน ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม สร้างดุลยภาพ ระบบตรวจสอบที่เหมาะสม และความรับผิดชอบของทุกองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ให้การเคารพในอำนาจตัดสินใจของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการของรัฐของประชาชน เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และผลักดันการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม แทบไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ร่างรัฐธรรมนูญกลับออกมาแบบตรงกันข้าม ในที่สุด สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ได้มีมติไม่เห็นชอบจนเกิดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันนี้ขึ้น
การที่คณะกรรมการร่างฯ ได้แสดงเจตนาจะขอความคิดเห็นจากพรรคเพื่อไทยอีกครั้งนั้น พรรคเพื่อไทยขอแจ้งว่า ยังคงยืนยันในจุดยืนและหลักการเดิมที่ได้รวบรวมจากสมาชิกของพรรคเพื่อไทย และมีการนำเสนอต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด พรรคเพื่อไทยหวังว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่อย่างไม่มีอคติ ยึดหลักการที่เป็นสากลและวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยที่ตกผลึกแล้วโดยสอดคล้องกับหลักสากล และพรรคเพื่อไทยจะให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเมื่อมีความคืบหน้าในการดำเนินการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นระยะๆ ต่อไป เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสมสำหรับสังคมไทย
สปท.ถกปฏิรูปสื่อชูแก้ปัญหาสื่อสังคมออนไลน์
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีวาระอภิปรายเพื่อหาแนวทางปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งมี น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสปท. คนที่สอง เป็นประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ก่อนที่สมาชิกจะเริ่มการอภิปราย ที่ประชุมได้เชิญนายจุมพล รอดคำดี อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ และอดีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชี้แจงถึงผลสรุปการทำงานของกมธ. ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่ากมธ. ได้มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานก็คือ ต้องการให้สื่อมวลชนของไทยมีมาตรฐานและคุณภาพ เพื่อประโยชน์สาธารณะ บนพื้นฐานสิทธิและเสรีภาพที่มีความรับผิดชอบ และจะต้องมีความน่าเชื่อถือ
นายจุมพล กล่าวอีกว่า เป้าหมายของการปฏิรูปที่ กมธ. ได้วางเอาไว้คือ ยกระดับมาตรฐานของสื่อให้มีคุณภาพ สื่อจะต้องได้รับความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และสวัสดิภาพในการทำหน้าที่ มุ่งเน้นให้มีการเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย ปลอดภัยและสร้างสรรค์ส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก เพิ่มพื้นที่สาธารณระบบสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชนมีความรับผิดชอบ มุ่งแสวงหาข้อมูลและนำเสนอข่าวสารอย่างถูกต้อง รวมถึงทำให้สื่อมีความเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำและแทรกแซงจากอำนาจรัฐ เร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกำกับดูแลสื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การดูแลกันเองด้านจริยธรรม การกำกับดูแลโดยภาคประชาชน และการกำกับดูแลโดยผู้มีอำนาจทางกฎหมาย
ในส่วนของการอภิปรายของสมาชิกสปท. นั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กล่าวว่า ตนมองว่าสื่อสังคมออนไลน์มีปัญหามากที่สุด หากได้เห็นสถิติการใช้โซเชี่ยลมีเดียจะพบว่าคนไทยติดอันดับ Top Ten ทั้งด้านการใช้เฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น หากสปท. ไม่มีการปฏิรูปในเรื่องนี้อย่างลงลึก ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังได้ เพราะที่ผ่านมามีการใช้สื่อช่องทางนี้ ทำในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยปัญหาแรกที่เราจะต้องมองก็คือตัวผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ ซึ่งจะต้องให้มีการเรียนรู้ วิธีใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และเรื่องดังกล่าวสามารถดำเนินการได้เลย นอกจากนี้ยังจะต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกาศใช้มาแล้ว 8 ปี ในขณะที่เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะตามไม่ทัน
ด้านนายวรวิทย์ ศรีอนันรักษา กล่าวว่า โจทย์หนึ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขคือ ที่ผ่านมาสื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความขัดแย้ง โดยทางกมธ.ชุดเก่า ก็ได้หาแนวทางแก้ไขไว้บ้างแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้สื่อมีช่องทางการสื่อสารที่มากขึ้น ประชาชนเองก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ประชาชนบางคนอาจจะไม่ได้มีเป้าหมายเหมือนอย่างสื่อที่นำเสนอข่าวสาร แต่จะใช้เครื่องมือนี้สร้างความเกลียดชังในสังคมเป็นต้น ดังนั้นการปฏิรูปที่ถูกต้องไม่ใช่ไปเพ่งเล็งที่สื่อมวลชนอย่างเดียว แต่จะต้องดูที่เนื้อหาของการนำเสนอ หากนำเสนอเนื้อหาที่ผิด ก็จะต้องมีการลงโทษอย่างจริงจัง
ภายหลังจากที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. คนที่ 1 ได้แจ้งวาระการประชุมครั้งต่อไปให้สมาชิกทราบ โดยในวันที่ 10 พ.ย. จะเป็นวาระแทรก คือการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่นายมีชัย ได้ประสานงานมาเพื่อจะนำข้อเสนอแนะของ สปท. ไปร่วมพิจารณาในการร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นนายอลงกรณ์ ได้สั่งปิดการประชถุมในเวลา 15.25 น.



