
'บิ๊กตู่'วอนสื่ออย่าขายขัดแย้ง
03 พ.ย. 2558
นายกฯ ไม่ให้ความสำคัญ 'โหร' ทำนายอยู่ยาวหลังเกิด 'ดาวตก' ย้ำ ก.ค.60 พ้นตำแหน่ง อยู่ไปก็ 'ไลฟ์บอย' วอนสื่ออย่าขายขัดแย้ง ชวน ปชช.ชมโขน 'ศึกอินทรชิต'
3 พ.ย. 58 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเหตุการณ์ดาวตก และมีโหรออกมาทำนายทางโหราศาสตร์ ว่า "ดาวตกก็ตกไปสิ แล้วมีที่ไหนที่จะเป็นดาวขึ้นล่ะ ไม่ต้องสนใจอะไรกันมากหรอกเรื่องนี้ สนใจเรื่องทำความดีกันเถอะว่าทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้าทำความดีไม่ต้องไปกลัวหรอกว่าจะตกหรือขึ้น ผมไม่เคยเชื่อโน่น เชื่อนี่อะไรกับเขาหรอก แต่สื่อก็ชอบไปเขียนว่าทำอะไรแล้วก็คล้อยตามที่เขาพูดกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับผมอะไรที่เขาบอกว่าไม่ดีเตือนมาก็ถือเป็นเรื่องดีจะได้ระมัดระวัง แต่ไม่ใช่ไปสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นไปทั่ว ผมไม่ใช่ไปดูถูกโหรหรือคนที่ออกมาทำนาย ผมไม่เคยไปลบหลู่พวกเขาเหล่านั้น แต่ขอร้องว่าให้มีหลักการกันหน่อย จะเชื่อไสยศาสตร์หรืออะไร สื่อก็มักไปบอกว่าผมเชื่อไสยศาสตร์นี่นั่น ทั้งเรื่องการแต่งตัวก็เขียนกันเป็นตุเป็นตะ"
เมื่อถามว่า แต่ทางนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือ โหร คมช. ทำนายว่า นายกรัฐมนตีจะดวงดีอยู่ยาว ใครก็ทำอะไรไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ท่านก็พูดของท่านก็ให้ท่านพูดไป เกี่ยวอะไรกับผม การที่ท่านบอกว่าผมจะดวงดีก็ดีสิ ดีไป แต่ถ้าเขาบอกว่าดวงไม่ดีก็ไม่ดี ก็ต้องระวังตัว"
เมื่อถามย้ำว่า แต่ โหร คมช.ทำนายว่า นายกฯ จะอยู่ในตำแหน่งยาว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ยาว ไม่สั้นหรอก ก.ค. 60 ก็ไปแล้ว ก็เขาเขียนกฎหมายไว้อย่างนั้น จะไปอะไรอย่างอื่นคงไม่ได้ อยู่ไปก็ไลฟ์บอย"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไลฟ์บอยหมายถึงอะไร พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงแบบมีอารมณ์ขันว่า ไลฟ์บอยคือสบู่อย่างไรเล่า สื่อไม่ใช้สบู่กันหรืออย่างไร
เมื่อผู้สื่อข่าวขอให้อธิบายความหมายที่ นายกฯ ระบุว่า อยู่ไปก็ไลฟ์บอย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อะไรกันวะ ก็หมายความว่า ทำอะไรก็ไม่สำเร็จมันก็ไลฟ์บอยไง อาบน้ำฟรีอย่างไรเล่า ศัพท์โบราณเขาก็เรียกกันอย่างนี้นี่แหละ ก็เลยพูดว่า อยู่ไปก็ไลฟ์บอย จะให้พูดว่าอยู่ไปก็ลักซ์ หรือสบู่ยี่ห้ออื่นหรืออย่างไร ประโยคนี้มันเป็นคำพ้อง ซึ่งก็ไม่โบราณเท่าไหร่เป็นคำที่ใช้ในสมัยผมนี่แหละ สำหรับผมอยู่บ้านจำไม่ได้ว่าใช้สบู่ยี่ห้ออะไร เพราะส่วนใหญ่ที่บ้านเขาเป็นคนจัดให้ ผมไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากมายทำแต่งานและใช้แต่ความคิด คิดแต่เพียงว่าขอให้ทำความดีเท่านั้นก็พอ"
'ปิดประเทศ' ไม่มีใครอยากทำ วอนสื่ออย่าขายขัดแย้ง
พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงถึงคำพูดในการประชุมมอบนโยบาย แม่น้ำ 5 สาย ที่ระบุถึงการปิดประเทศ หากบ้านเมืองไม่สงบว่า "ขอร้องสื่อทุกสื่อว่าอย่าขายความขัดแย้ง เพราะถ้าขายความขัดแย้ง ก็เหมือนกับขายประเทศของท่านเอง ขอบอกเลยไม่ต้องมาว่าผมพูดเสียหาย หรือผมพูดแล้วหุ้นตก หุ้นมันตกมากี่วันแล้ว เขาก็รู้สิ่งที่ผมพูดความหมายคืออะไร ผมอยากจะเป็นอย่างนั้นหรือ ไม่มีใครอยากทำหรอก ผมพูดแต่เพียงว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้น จะต้องไปถึงขั้นนั้นก็ตามใจ ใช่ไหมเล่า ชอบเอาประเด็นเหล่านี้ไปลง แทนที่จะมาสอนคนว่าทำอย่างนี้แล้วมันจะดี ผมจะได้ไม่หงุดหงิด"
"ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 57 มันเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า ผมถามซิเป็นหรือเปล่า การใช้จ่ายงบประมาณทำไม่ได้ มันปิดหรือยังประเทศ มาประท้วงทั้งประเทศปิดหรือยัง นักท่องเที่ยวเขาไม่มาเพราะอะไร มันปิดอยู่แล้ว ผมพูดถึงว่า ถ้ามันไม่ช่วยกันตรงนั้น มันก็จะกลับไปปิดอย่างวันนั้น ไม่ใช่ผมจะไปปิด ผมจะปิดทำไมเล่า เออ ! คือมองต่อต้านทุกเรื่อง แม้กระทั่งพวกกันก็ต่อต้าน แล้วบอกเป็นพวกอย่างนี้เป็นพวกตรงไหนวะเนี่ย อะไรที่ผมพูดนิดๆ หน่อยๆ ผิด เติมขยายเข้าไปเรื่อย ผมก็เป็นมนุษย์นะ ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่งนะ ถ้าผมเป็นคนขี้หมากาไก่ จะด่าผมก็ด่ามาเถอะ ถ้าผมไม่ทำอะไรมาแสวงประโยชน์ก็ด่ามา ผมรับได้ทั้งหมด แต่นี่ผมทุ่มเททุกอย่าง แล้วมาว่าผมทุกวันอย่างนี้ จับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาว่าผมให้คนอื่นมาคอมเม้นท์ด่าผมมันใช่ไหมหล่ะ เออ ! มันน่ารังเกียจ"
นายกฯ กล่าวอีกว่า "วันนี้ผมตอบเคลียร์เรื่องปิดประเทศก็ตอบแล้ว ใครจะไปประกาศปิดวะ ถ้าหุ้นมันตกมันตกเพราะสื่อ ฉันพูดของฉันในสภา บางเรื่องเป็นเรื่องที่พูดได้ข้างใน แต่ก็ชอบแหกเอาไปข้างนอก พูดในสภาเขาพูดได้หมด คุณไม่เคยฟังหรือไง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พูดแย่กว่าผมอีกหลายเรื่องยังฟังได้เลย คนสนใจแต่เรื่องแบบนี้เหรอ ไม่สนใจเรื่องเปิดประเทศเหรอ"
ผู้สื่อข่าวระบุว่า คนตกใจที่ได้ยินคำพูดปิดประเทศ นายกฯ ตอบว่า "จะขี้ตกใจอะไรนักหนา ถ้าประชาชนสงสัยในคำพูด สื่อก็อธิบายไม่ได้เหรอ ถ้าสื่ออธิบายก็จบ" เมื่อถามว่า ประชาชนอยากฟังคำอธิบายจาก นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับตนเห็นว่า ถ้าจะให้เป็นอย่างนี้ต่อไปก็แล้วแต่ อยากจะปิดประเทศก็ปิดไป ก็อยู่กันแบบนี้ กลายเป็นตนอยากอยู่ หรือตนจะปิดประเทศ แล้วมันปิดได้ไหมเล่า สิ่งที่กำลังทำวันนี้กำลังทำให้เปิดประเทศ ซึ่งมันถูกปิดมานานแล้ว ปิดด้วยความรู้สึก ความเกลียดชัง การทุจริต ไม่โปร่งใส อันนี้มันปิดอยู่แล้ว ตนอยากจะเปิดมันอยู่ ก็จะให้มันปิดอีก เพราะการจะเดินหน้าประเทศได้เลือกตั้งได้หรือไม่นั้น ตอนนี้ไม่ใช่ตนแล้ว ซึ่งตนพยายามทำให้เกิดการเลือกตั้งให้ได้
"แต่ท่านก็ไปตรงนู้นค้านตรงนี้ค้าน ทุกคนใช้ความคิดตัวเองหมด แต่ไม่ย้อนกลับมาดูปัญหาของบ้านเมืองว่าอยู่ตรงไหน ถ้าทุกภาคส่วนไม่เข้าใจว่าปัญหาบ้านเราอยู่ตรงไหน ผมทำนายได้เลยไม่มีวันสำเร็จ ผมปรามาสไว้ตั้งแต่วันนี้เลย ไม่มีสำเร็จหรอก เพราะทุกคนก็จะเอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง ไอ้พวกหนึ่งก็จะเอาประชาธิปไตย ไอ้พวกหนึ่งเอาเลือกตั้งอย่างเดียว ผมถามว่าที่กำลังเถียงกันอยู่วันนี้ เคยมีใครสักคนมาพูดแบบผมพูดว่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมอย่างไร ประชานิยมจะทำอีกหรือเปล่า มีแต่บอกจะทำอีก ท่านก็รับกรรมไปแล้วกันถ้าทำอีก จะผิดจะถูกผมไม่รู้ แต่เป็นปัญหาที่ผมแบกรับอยู่ในขณะนี้"
ย้ำ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องให้ทั้งญี่ปุ่น-จีน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในเรื่องการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานก็มีความก้าวหน้าและขอรับรองว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ทำอะไรให้เสียเปรียบ ขณะนี้มีการพูดคุยเรื่องดอกเบี้ยว่าจะลดได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ ในเรื่องการก่อสร้างจะทำในเชิงสัญลักษณ์ไปก่อน ในฐานะที่ปีนี้เป็นปีที่ 40 ของไทยและจีน ในส่วนของเส้นทางประวัติศาสตร์เราก็จะทำเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเราจะมีการดำเนินการร่วมกันต่อไป ส่วนเรื่องอื่นก็จะมีการต่อรองกันไป การลงทุนในด้านตะวันตกและตะวันออกกับญี่ปุ่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้ให้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ หากสนใจก็เข้ามาลงทุนแต่หากไม่สนใจเราก็หาคนอื่นทำ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระทรวงคมนาคมเสนอให้ นายกฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการดำเนินเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ใช้เพื่อให้ดำเนินการได้ง่ายขึ้น ลดเวลาให้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้ไปยกเลิกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าตนจะไปสั่งอะไร เดี๋ยวก็ถูกกล่าวหาในเรื่องของการเอื้อประโยชน์
เหน็บ 'ประชานิยม' ถ้าดีจะมีคดีหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2558 โดยใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ในคดีทุจริตจำนำข้าว ว่า "วันนี้ผมพยายามจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว ทำให้มากที่สุด เว้นแต่บางอันที่มันติดขัดแต่ต้องไม่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างเช่นการลดเวลาขั้นตอนต่างๆ หรือการทำประชาพิจารณ์ กฎหมายเขาเขียนว่าต้องใช้เวลาสองปี แล้วเมื่อไหร่จะได้ทำ จะลดลงมาได้หรือไม่ แต่ไม่ใช่ไม่ทำ แต่ก็มีบางคนไปสร้างความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลจะบังคับโน่นนี่ ทำให้คนจนเดือดร้อน ถูกไล่ที่ดิน ใครเขาอยากจะไปทำ เว้นแต่คนที่มันบุกรุกอยู่ มันมีแผนงานที่ต้องเดินหน้า ไม่ใช่ทำคนเดียวพร้อมกันหมด มันไม่ได้"
วันนี้กับดักเราติดอยู่ที่คำว่าประชาธิปไตย การเลือกตั้งก็กำหนดไว้แล้วว่าจะเลือกตั้งปี 60 ก็เลือกกันไปสิ แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วกลับมาเป็นแบบเก่าใครจะเป็นคนสัญญากับตนว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก นักการเมืองสัญญาหรือไม่ ตนยังไม่เห็นนักการเมืองคนใดออกมาพูดเลยว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีแต่พูดถึงว่า จะเข้ามาอย่างไร พรรคใหญ่พรรคเล็กทำให้ไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เห็นจะพูดว่าจะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไร หรือต้องเก็บไว้เป็นนโยบายหาเสียง
"เวลาหาเสียงก็ต้องพูดด้วยว่า จะทำอะไร ใช้เงินที่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะการให้คำสัญญากับประชาชน ต้องทำตามนั้น และต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียหายกับการเงินการคลังของประเทศ ผมจะไม่พูดว่าประชานิยมดีหรือไม่ดี พูดแล้วขัดแย้งเปล่าๆ แต่ถ้ามันดีก็ต้องไม่มีคดีเข้ากระบวนการยุติธรรม ไม่มีผลกระทบกับเรื่องอื่นๆ เพราะผมไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับท่านอยู่แล้ว หลายอย่างที่รัฐบาลนี้ทำ ผมทำใหม่ การใช้เงินก็ต้องมีเหตุมีผล เอาไปทำอะไร เกิดอะไรขึ้นตามมา ไม่ใช่เอาไปบรรเทาความเดือดร้อนแล้วก็จบ แล้วก็ให้ใหม่อีก มันจะเอาเงินจากที่ไหนมาให้"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากประเทศเรายังทำการค้าขาย ลงทุน เกษตรกรรม แบบเดิมคงอยู่ไม่ได้ วันหน้าต้องคิดว่าถ้ามีน้ำไม่พอในการทำการเกษตรจะทำอย่างไร รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนให้ท่าน ท่านต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงนี้ไปทำอะไรอย่างอื่นที่เหมาะสมโยรัฐบาลเริ่มต้นให้
"แล้วก็เอาไปพ่วงกับคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ ไปลากปนกันได้อย่างไร ถ้ทำไอ้นี่ ตรงโน้นผิด ตรงนี้ไม่ผิด การเชื่อมโยงแบบนี้ทำให้ประเทศเสียหาย ต้องไปสอนคนว่าอะไรคือสุจริตอะไรคือทุจริต ถ้าไม่รู้ตรงนี้ก็ไม่ต้องทำอย่างอื่น กะอีแค่เขียนว่าถ้าการกระทำโดยสุจริต กรรมการเขาก็ไปตรวจสอบโดยสุจริต ไม่ได้ไปเอนเอียง เข้าข้าง ให้ร้าย ทั้งหมดเป็นไปตามหลักฐานทั้งสิ้น ที่คุ้มครองเขาเพราะเขากลัวอำนาจมืด ผมก็เอาอำนาจสว่างไปช่วยเขาแค่นั้นเอง ไม่ใช้ว่าไปตรวจสอบให้มันผิดให้ได้ ถึงคณะกรรมการทำออกมาแล้ว เขาก็ยังมีสิทธิ์ไปสู้ในศาลปกครองอีก มีที่ไหนเขาให้บ้าง อำนาจแบบที่ผมมี ทำไมไม่เขียนแบบนี้ เขียนกันอยู่ได้จนประชาชนลุกขึ้นมาใหม่ หาว่าผมไปรังแกเขา ผมจะไปรังแกได้อย่างไร ถ้าไม่มีมูลก็ไม่ต้องถูกฟ้อง จะไปโทษใครก็ไม่ได้ แต่มันมีมูลก็ต้องไปสู้คดีเอา ถ้าสู้ชนะมันก็จบ เขาอยู่กันอย่างนี้ไม่ใช่หรือประเทศไทย"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า "ที่ใช้ ม.44เพื่อให้มันง่ายขึ้น ลดเวลาให้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้ยกเลิกกฎหมาย ไม่ใช่จะไปสั่ง เดี๋ยวผมก็โดนหาว่าเอื้อประโยชน์อีก ไม่ใช่คุ้มครองคนทุจริต แต่คุ้มครองกรรมการที่เขาไปตรวจสอบทั้ง 2 คณะ ซึ่งตามกฎหมายมันต้องตั้ง เมื่อตั้งเสร็จเขาก็รายงานกลับเข้ามา จากนั้นก็ไปหาวิธีว่าทำยังไงให้ไม่หมดอายุความ เพราะศาลแพ่งอายุความปีเดียวก็หมดแล้ว มันไม่ทัน แล้วคณะกรรมการเขาจะกล้ารายงานหรือไม่ ต้องเรียกฝ่ายถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่ม เอาพยานมา แล้วพยานแต่ละคนเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาเขาทั้งนั้น ทางคณะกรรมการเขาจะได้สบายใจ ว่าทำหน้าที่ ถ้าเขาทำแล้วไม่สุจริตเขาก็ผิด แต่ถ้าทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไปสู่กระบวนการ เนี่ยเขาเรียกว่าสุจริต"
แนวคิดลดเวลาเรียนเสริมกิจกรรม ไม่ใช่ความคิดห่วยๆ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงมาตรการการลดเวลาเรียน ว่า ทุกคนเป็นกังวลแต่ทุกคนไม่เอาข้อมูลทั้งหมดไปลง นำเอาจุดอ่อนไปตีเป็นประเด็น การลดเวลาเรียนไม่ใช่ให้เด็กกลับบ้าน แต่ใช้เวลาช่วง 14.00น. ไปแล้วมาจัดระเบียบใหม่ ซึ่งหลักวิชาการสอนเวลาตามนี้อยู่แล้ว ซึ่งเด็กสามารถสอบได้อย่างนี้ทุกวันนี้ก็เท่าเดิม หรือแย่กว่าเดิมก็ไม่รู้ เราจึงต้องจัดระเบียบช่วงบ่ายว่าจะทำอะไร ไม่ใช่ว่าสั่งให้ไปลดเวลาเรียนแล้วจะไปทำอะไรก็ทำ อย่างที่หลายคนเรียกร้องเข้ามา ครูบางคนเขียนหนังสือร้องเรียนมาที่หนังสือพิมพ์ ว่า "สั่งมาแบบนี้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีความรู้" ก็เพราะไม่ฟังกัน สื่อก็ไม่ช่วย เขามีเมนูกิจกรรมไปให้เลือก 4 กลุ่ม และวันนี้สมัครไป 4 พันกว่าโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เลือกกลุ่มกิจกรรมที่สามารถสอนได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มการเรียนรู้แก่นักเรียน ส่วนด้านวิชาการไม่ต้องกลัว เพราะเวลาเรียนของเดิมก็ได้เวลา 14.00 น. ไม่ใช่ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คะแนนตก มีแต่คะแนนจะเพิ่มขึ้นเพราะว่าคิดเป็น ไม่ใช่เป็นแต่ท่องอย่างเดียวแล้วไปสอบ เป็นการสอนให้รู้จักการทำงาน วิธีนำวิชาการมาปฏิบัติ ไม่ใช่สอนค่านิยม 12 ประการของตน 2 ชั่วโมง อันนั้นเป็นเรื่องของจิตสำนึกไม่ต้องไปสอน แค่เขียนให้อ่านแล้วเขาทำตอบตัวเองก็ได้แล้ว ไม่ต้องบังคับ แต่คนเดือดร้อนคือสังคม ในเมื่อเขาไม่ทำก็เดือดร้อนต่อสังคม คิดสอนคนแบบนี้บ้าง ถ้าท่านไม่ช่วยตนก็ไปไม่ได้หมด
นายกฯ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้จะมีการประเมิน จัดชุดประเมิน 300 ชุด จัดครูนำร่อง วิทยากรนำร่องว่าการสอนตามเมนูสอนอย่างไร ตำราก็ร่างไว้ให้ คู่มือก็มี เขาไม่ได้คิดห่วยๆ ออกมาแล้วก็สั่ง หรือดีที่สุดคือไม่ต้องสั่งอะไรปล่อยอยู่เฉยๆ มันถึงเป็นอย่างนี้ระบบการศึกษาที่ผ่านมา เพราะคนนำมันไม่ได้คิดแบบนี้ ตนไม่อยากโทษข้าราชการเขาทำตามที่นโยบายมา ถ้านโยบายไม่ดีเขาก็ทำแบบของเขาตามหน้าที่ พ.ร.บ.ของทุกหน่วยงานมีหมด วันนี้ตนต้องไปบูรณาการรวบมาให้ได้ ให้คิดด้วยกัน เมื่อก่อนทำเป็นแท่งหมด ถ้าไม่สั่งก็จะเป็นแบบเดิมอย่าไปหวังว่าจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นจะต้องเอาหัวข้อการประเมินของต่างประเทศที่เขาประเมินไว้ท้ายๆ ในอาเซียนก็เกือบท้าย ในโลกก็เกือบท้ายของ 60 ประเทศ ไม่ได้ต้องเอามาดูว่าเราผิดตรงไหน เราไม่ดีตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ไม่ใช่แก้เพื่อเขา แต่แก้เพื่อการศึกษาของเรา
นายกฯ กล่าวต่อว่า การเรียนในห้องยังเหมือนเดิม เพียงแต่ครูต้องสอนให้แน่นขึ้น หากในเวลาเรียนไม่พอ หลัง 14.00 น. เอามาติวอีกก็ได้ โดยเฉพาะเด็กสอบตกจะได้ไม่ต้องไปติวข้างนอก ไม่ใช่สักแต่ลดเวลาเรียนกลับบ้าน แล้วครูไปหาประโยชน์ข้างนอก ถ้าสั่งแบบนั้นคงไม่ใช่ตน ไม่ใช่รัฐบาลนี้ ที่จะสั่งชุ่ยๆ เราต้องเร่งรัดจากนี้ไปถึง ก.ค. 60 มันจะทำให้สำเร็จไปได้บ้าง
"ให้ช่วยกันคิดไม่ใช่ติตั้งแต่ต้น ที่กำลังคิดจะทำก็ไม่ได้ทำ จะส่งต่อก็ไม่อยากส่งแล้วเบื่อ เพราะไม่รู้ว่าจะทำให้ใคร ทุกคนไม่ได้ต้องการ ทุกคนต้องการแต่ความขัดแย้ง ผมก็ทำแบบนั้นดีกว่ามั้ง ทำส่งๆ ไปเดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะฝากให้ทุกคนคิดแบบที่ผมคิดว่าปัญหาประเทศอยู่ที่ไหน แล้วจะให้ประเทศเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกสักกี่ปี ลูกหลายจำบากหรือไม่"
ขอเกษตรกรร่วมมือโครงการเปลี่ยนปลูกพืช หวั่นน้ำแล้งสร้างความเสียหาย
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันว่า ได้เตือนกันมาตลอด ถึงวันนี้มีน้ำ 4,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่วันหนึ่งสามารถจ่ายได้ไม่เกิน 20 - 30 ล้านในเรื่องการผลักดันน้ำเค็ม การอุปโภคบริโภค แต่ตัวเลขที่มีจะใช้ได้ถึงสักกี่วันก็ไม่รู้ ต้องขอร้องอีกครั้งการปลูกพืชในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำ หากฝนมตกแล้วและเกิดความเสียหายจะทำอย่างไร จึงอยากให้ไปฟังที่ฝ่ายข้าราชการพูด ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะไม่ค่อยรับฟัง จะบอกว่าเคยชินกับการทำแบบนี้และจะทำต่อไปให้เป็นหนี้เป็นสินอีกหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ แต่หากเชื่อฟังคำแนะของส่วนราชการก็จะดีขึ้น
นายกฯ กล่าวต่อว่า โครงการใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรจะทำในลอตที่ 2 คือ เรื่องกาปรับเปลี่ยนการปลูกพืชโดยความสมัครใจ ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนตั้งแต่เมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ปุ๋ย เพื่อให้เห็นผลว่าทำแล้วจะได้แบบนี้ เพราะถ้าหากไม่ให้อะไรเลยเกษตรกรจะไม่มีทุนในการทำ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดูว่า ผลผลิตที่ทำจากความสมัครใจทั้งหมดทั้งประเทศมีเท่าไหร่ ตลาดจะพอเพียงหรือไม่ โดยจะเป็นการดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นกระบวนการจนถึงการขาย มิเช่นนั้นจะเดินไปไม่ได้เพราะบังคับก็ไม่ได้ สมัครใจก็ไม่มา
"ส่วนประเด็นหากเกษตรกรเปลี่ยนการปลูกพืชแล้วจะกินอะไรนั้น ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็กินอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะการปลูกพืชต้องใช้ระยะเวลาในการออกผล แต่ถ้าถามผมว่าจะอยู่กันได้อย่างไร ก็อยู่กันอย่างเก่าเคยอยู่กันยังไงก็อยู่อย่างนั้น แต่สิ่งที่ผมทำให้พวกท่านอยู่ดีขึ้นคือการส่งเสริมทุกภูมิภาคให้มีเกษตรอุตสาหกรรม ให้เงินจากภาคอุตสาหกรรมช่วยเลี้ยงดูพัฒนาโครงสร้างชีวิต ในระหว่างที่พืชเหล่านั้นยังไม่ออกผลิตผล เนื่องจากรัฐบาลไม่สามรถที่จะแจกจ่ายเงินให้กับท่านได้ ขอทำความเข้าใจและอย่าได้ไปขัดขวางการทำเขตเศรษฐกิจต่างๆ เพราะเรามุ่งหวังให้ทุกคนมีรายได้ใช้เท่านั้น แต่ต้องไม่สร้างภาระกับสิ่งแวดล้อม หรือทำให้คนเดือดร้อน และไม่เคยคิดให้ใครเอื้อประโยชน์ใครทั้งสิ้น ผมหวังให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์"
เผย ครม.อนุมัติงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ชดเชยต้นทุนการผลิตเกษตรกรชาวสวนยาง โดยแบ่งให้เจ้าของสวนยาง 900 บาท คนกรีดยาง 600 บาท คิดเป็นสัดส่วน 60 ต่อ 40 โดยจะชดเชยให้เฉพาะเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ คณะกรรมการนโยบายยางธรามชาติ เข้าไปดูแลเพื่อหามาตรการช่วยเหลือต่อไป ขณะเดียวกันเกษตรกรปลูกข้าวโพด ที่มีการบุกรุกที่ดินโดยกลุ่มนายทุน และมีปัญหาผลผลิตล้นตลาด จะให้ลดพื้นที่การปลูกรวมถึงชาวนา ที่ขอความร่วมมือให้ปลูกพืชทดแทนชนิดอื่น เช่น ถั่วเหลือง แต่หากฝ่าฝืนรัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้ ทั้งนี้ควรชั่งน้ำหนักความสมดุลว่าควรปลูกพืชอะไรที่เหมาะสม
ปมประมูลคลื่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน - อย่าเห็นแก่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง การประมูลคลื่น 900 เมกกะเฮิร์ตซ์ ว่า ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ตนได้ขอไปยังภาคเอกชนและภาคธุรกิจให้ช่วยเดินหน้าประเทศ อะไรที่ไปด้วยกันได้ก็ไปเถอะ ถ้าขัดแย้งกันต่างคนจะเอาประโยชน์มากที่สุด ถ้า 4จี เกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ต้องมาโทษตน ไม่ต้องมาโยนกลับมาให้ตนใช้อำนาจ อำนาจเป็นของประชาชน ต้องให้มันเดินหน้าไปให้ได้ก่อนโดยที่ไม่ทำให้องค์กรต่างๆ เสียหาย ทีโอที แคท สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ใช่ทุกคนจะเอาหมดทุกอย่าง แล้วใครจะแก้ให้ได้ เพราะฉะนั้นอย่ามาประท้วง
"ผมประกาศไปแล้วว่ารัฐบาลนี้จะไม่ยอมตามการประท้วง แต่ถ้ามาคุยกันก็หาเหตุหาผล หาข้อยุติที่รัฐบาลสามารถหาทางออกให้ได้ ผมก็บอกว่า ถ้าประท้วงบนถนนเมื่อไหร่ มีเรื่องเมื่อนั้น เพราะมันผิด พ.ร.บ.ชุมนุม ผมไม่อยากทำร้ายประชาชนอยู่แล้ว จนก็จน หนี้สินก็เยอะ ยังต้องติดคุกอีก นั่นคือความห่วงใยของผม"
ถามว่าเลื่อนวันประมูลเพียงแค่คลื่น 900 เมกกะเฮิร์ตซ์คลื่นเดียวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แค่คลื่นเดียว คลื่นอื่นไม่มีปัญหาก็ประมูลไป ทางรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็มีการพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร ให้ ทีโอที อยู่ได้ในวันหน้า ตนไม่จำเป็นต้องไปสั่งคนนี้ คนโน้น แต่อะไรที่เป็นประเด็นก็ขยับซักหน่อย จะได้เลิกพูดกัน เขาทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
"ผมต้องการให้คนไทยและผู้ประกอบการต่างๆ เคลื่อนไหว มี 4จี มันก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่อย่าเอามาใช้ สร้างคำพูดที่สร้างความเกลียดชังมากนักแล้วกัน ไม่งั้นก็เสียเปล่า"
บ่นกำจัดคราบน้ำมัน บอกไม่มีอุปกรณ์พอ
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีตรวจพบคราบน้ำมันบริเวณหาดหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า "เรามีเครื่องมือเพียงพอหรือไม่ แบบที่ต่างชาติมี เช่น เรือขจัดคราบน้ำมัน อุปกรณ์กำจัดนำมัน มันก็มีแค่มือกับกระบวยตักนั่นแหละ เอาได้ก็เอา ถ้าทุกคนต้องการแบบนี้แล้วเงินไปหมดกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ อุดหนุนนี่อุดหนุนโน่น มันก็ไม่มีเงินทำเรื่องพวกนี้หรอก เข้าใจไหม คิดแบบนี้ถ้าจะดูแลทั้งคนด้วย ประเทศด้วยมันต้องหาเงินเข้าประเทศเยอะๆ และใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ ไม่มีทุจริตผิดกฎหมาย โจทย์มันก็มีอยู่แค่นี้ ประชาชนก็ต้องเคารพกฎหมาย เคารพกติกาของบ้านเมือง แต่ทุกคนไม่เคารพสักอย่าง แล้วมันจะไปอย่างไร ผมก็นึกไม่ออก เพราะทุกประเทศที่มาคุยกับผมกฎหมายเขาแรงหมดทุกประเทศ เขาถึงเดินหน้าได้ ตัวเลขเศรษฐกิจเขาถึงขึ้นไป 6 - 7 เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาเข้มงวดทางกฎหมาย เข้าใจผมไหม แต่นี้ผมแตะนิดก็ไม่ได้แล้ว แค่นี้ยังบอกว่าเดือดร้อนเลย ถ้าเจอแบบเขาก็จะรู้สึก เขาถึงมีรายได้มาพัฒนาประเทศ วันหน้าเราก็แพ้เขา กินของเก่าอยู่นี่แหละ แล้ววันหน้าสถานการณ์มันมีปัญหามากขึ้น ความมั่นคงมากขึ้น ทะเลต่างๆ มีปัญหากันหมด จะทำอย่างไร กองทัพเรือพร้อมหรือยัง สถานภาพทางบกว่าอย่างไร วันนี้เขาไปสมัยใหม่แล้ว มีไว้เพื่อไม่ให้เกิดการทำสงครามเป็นศักยภาพทัดเทียมกันมันก็ไม่ทะเลาะกัน เพราะทุกคนก็เกรงใจกันหมด แต่ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ หรือไม่มีอะไรเลยอันนั้นแหละเดือดร้อนจะบอกให้ นี่ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจฝ่ายความมั่นคงนะ แต่เพราะฝ่ายความมั่นคงจะเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ของประเทศ ถ้าประเทศมั่นคงมีเสถียรภาพการเมือง การทหาร เศรษฐกิจก็เดินไปข้างหน้าโลด แล้วก็เดินมีระเบียบวินัย การรักษากฎหมายมันไปได้หมด วันนี้ไปหาคำตอบสิว่ามันทำได้สักกี่อย่างที่ผมพูด"
สั่ง กพร.ปรับระบบทหารใช้ประเมินผลงาน ขรก.
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า ในสัปดาห์จะเดินทางลงพื้นที่ตรวจงานประเมินผลการทำงานที่ จ.อุบลราชธานี สั่งลงไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาหรือไม่ ที่ผ่านมาให้ส่งมาเป็นเอกสารรายงาน แต่จะไปดูข้อเท็จจริงถามประชาชนว่ามันจริงไหม พอใจหรือเปล่าไปประเมินผลความพึงพอใจ เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดตนสั่งการไปแล้ว และอยากขอร้องทุกคนว่าช่วยกันปรับอย่าไปมุ่งว่าการประเมินเพื่อคุณวุฒิ หรือวิทยฐานะ ตนสั่งไปว่าให้ประเมินผลงานของคนๆ คนนี้ และผลงานของหน่วย อย่างทหารทำอย่างไรให้ครอบครัวทหาร 2 ล้านคนมีความสุขไม่มาโวยวายบนถนน ครอบครัวทหารไม่มีเว้นแต่ชักชวนไปอยู่กับขบวนการอื่นๆ ซึ่งเราต้องดูแลอย่างนี้ข้าราชการจะได้มีความเป็นเอกภาพ รวมถึงประเมินความประพฤติส่วนตัวไม่ดีก็เป็นอะไรไม่ได้ ต้องกลั่นกรองกันก่อนจะขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาข้างบน โดยแนวทางนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) จะได้นำไปคิดมา
ชมตัวอย่างโขน 'ศึกอินทรชิต' พร้อมเชิญชวน ปชช.ร่วมรับชม
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการผลิตการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นำทีมคณะนักแสดงโขนฯ ชุด "ศึกอินทรชิต ตอน พรหมาศ" ประจำปี 2558 เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเชิญชวนร่วมชมการแสดง ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 พ.ย. - 5 ธ.ค. ทั้งหมด 54 รอบ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมมอบของที่ระลึกพระจันทร์ทรงรถให้แก่นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสอดคล้องกับนามสกุล "จันทร์โอชา" ของนายกฯ และพระจันทร์นี้ถืออยู่ในบทการแสดงช่วงสุดท้ายของโขนชุดดังกล่าว ที่พระรามจะยิงศรไปที่พระจันทร์เพื่อช่วยพระลักษณ์
นายกฯ ระบุด้วยว่า การแสดงโขนเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอนุรักษ์ให้การแสดงโขนเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ มีเรื่องราวที่น่าสนใจ อยากเชิญชวนให้ประชาชนร่วมรับชมการแสดงดังกล่าว จากนั้น นายกฯ ได้อธิบายถึงตัวละครต่างๆ ให้สื่อมวลชนฟัง อาทิ พระรามสีเขียว พระลักษณ์สีเหลือง อินทรชิต หนุมาน พร้อมให้หนุมานแสดงท่าทางต่างๆ เช่น หิวข้าว ตีลังกา หัวเราะ ฟัง โดย นายกฯ ได้พูดหยอกล้อด้วยว่า "ท่านี้เป็นท่าอย่าพูดมากให้ฟังซะบ้าง" อย่างไรก็ตาม วันนี้ นายกฯ ได้สวมเสื้อผ้าไทยทรงพระราชทานแขนยาวสีฟ้า ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถาม นายกฯ ว่า ทำไมวันนี้ นายกฯ ใส่เสื้อสีฟ้า นายกฯ กล่าวว่า การแสดงโขนวันนี้ เป็นโขนในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทั้งนี้ นายกฯ พร้อมคณะรัฐมนตรี จะเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการรับชมการแสดงโขนชุดดังกล่าว วันที่ 5 พ.ย.นี้
'นายกฯ-อนุพงษ์'เปิดตลาดโอทอปเลียบคลองผดุงฯ
เมื่อเวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเปิดงาน Atop to AEC (โอทอปทูเออีซี) มรดกของแผ่นดินจากท้องถิ่นสู่สากล โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ ร่วมงานทั้งนี้ภายหลังการเปิดงานนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมโอทอปตามบูธต่างๆ และให้กำลังใจ กับผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาเปิดงานอีกครั้ง และดีใจที่ทุกคนได้นำแนวทางตามกระแสพระราชดำริมาสานต่อ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ทรงมีพระเมตตาต้องการให้สร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถต่อสู้กับความยากจนได้ ซึ่งตนมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเปิดตลาดเพราะได้เห็นรอยยิ้มของผู้ประกอบการหรือเกษตรกรที่ได้มีที่ค้าขายซึ่งจะทำให้มีรายได้ในการเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมต่างเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ใช้พื้นที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาลจัดเป็นตลาดค้าขายเพื่อสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าและเป็นการเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงซึ่งมีการดำเนินงานมาแล้ว 8 ครั้งสำหรับในเดือนพฤศจิกายนนี้รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานโดยใช้ชื่องานว่า Otop to AEC ... มรดกของแผ่นดินจากท้องถิ่นสู่สากล ระหว่างวันที่ 3 -25 พฤศจิกายนนี้โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแสดง



