ข่าว

สั่งล่า!‘แฮ็กเกอร์’ถล่มเว็บรัฐไทย

สั่งล่า!‘แฮ็กเกอร์’ถล่มเว็บรัฐไทย

02 พ.ย. 2558

สั่งล่า!‘แฮ็กเกอร์’ ถล่มเว็บรัฐไทย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

            กลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา “คสช.” สั่งให้กระทรวงกลาโหมจัดตั้ง “กองสงครามไซเบอร์” อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย โดยเฉพาะปกป้องข้อมูลลับของกองทัพไทย...

            หลังจากประกาศเพียงไม่กี่วัน เหล่าสาวกแฮ็กเกอร์จากทั่วโลกก็ท้าทายโดยรุมกระหน่ำเว็บรัฐไทยหลายแห่งอย่างไม่ตั้งตัว มีการประกาศสงครามผ่านทางโลกโซเชียลมีเดีย จากกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “แอนโนนิมัส (Anonymous)” เครือข่ายแฮ็กเกอร์ “นิรนาม” หรือผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

            ช่วงคืนวันที่ 22 ตุลาคม 2558 เป็นต้นมา เว็บไซต์รัฐไทยหลายแห่งโดนเข้าไปแทรกแซง รวมถึงปิดไม่ให้เว็บไซต์เข้าถึงได้ หรือแอบเอาข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่ เช่น “เว็บไซต์รัฐบาลไทย” “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” “กรมประชาสัมพันธ์” “ช่อง 11” “สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี” ฯลฯ

            แต่ที่โดนแฮ็กเกอร์จัดหนักและทำได้อย่างแยบยลคือ เว็บไซต์ของ “กระทรวงแรงงาน” ที่ดูเหมือนเข้าได้ตามปกติ แต่กลับมีชื่อของกลุ่มนี้สอดแทรกอยู่ในโดเมนเนมของเว็บไซต์คือ http://www.mol.go.th/th/anonymouse/home

            ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น คือ การขโมยข้อมูลกลุ่มลูกค้าของ บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ “แคท เทเลคอม” ออกมาแพร่เผย โดยอ้างว่าเป็นการคัดค้านนโยบายซิงเกิล เกตเวย์ ของรัฐบาลไทย มีการโชว์ข้อมูลอีเมลและโทรศัพท์ที่ขโมยมาได้ พร้อมประทับตราว่า “F5CyberArmy”

            ทั้งนี้ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม รีบออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลที่เหล่าแฮ็กเกอร์นิรนามโชว์ว่าได้มาจากการเจาะระบบของ กสท นั้น ตรวจสอบแล้วเป็นเพียงข้อมูลบริการโทรศัพท์มือถือที่ให้ลูกค้าเข้ามากรอกข้อมูลไว้ ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด

            ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศวิเคราะห์ให้ฟังว่า ตราบใดที่รัฐบาลไทยไม่ได้รายงานความเสียหาย ก็ยากที่จะรู้ข้อเท็จจริง...

            “แต่ไม่ค่อยรู้สึกเป็นห่วง เพราะข้อมูลในเว็บไซต์รัฐบาลไทยที่ผ่านมา ไม่ได้มีความลับหรือเรื่องอะไรน่าสนใจอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเผยแพร่ทั่วไป ส่วนเรื่องกองทัพไทยจะจัดตั้งกองสงครามไซเบอร์ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหมนั้น เป็นเรื่องที่สมควรทำ ที่ผ่านมาเคยมีการร่วมประชุมกับกองทัพไซเบอร์ของอเมริกา แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรมากนัก”

            ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวเตือนว่า อยากให้ระวังและตั้งเป้าชัดเจนว่า “กองสงครามไซเบอร์” ควรเป็นทีมเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยจากการรุกรานของต่างชาติเท่านั้น อย่าไปยุ่งเรื่องธุรกิจหรือเรื่องเอกชน เพราะปกติกองทัพไซเบอร์ของทุกประเทศทั่วโลก หากตรวจพบอันตรายที่เป็นเรื่องราวภายในประเทศจะส่งต่อให้องค์กรรัฐบาลหรือตำรวจจัดการต่อ พวกเขาไม่เสียเวลาเข้าไปยุ่ง นอกจากเรื่องของกองทัพจริงๆ พร้อมกล่าวเตือนว่า

            “ปัญหาที่ต้องคิดตอนนี้มี 3 ข้อ คือ ข้อ 1 กองทัพทุกประเทศอยากได้ทีมไซเบอร์หรือพวกอดีตแฮ็กเกอร์กลับใจเก่งๆ มาร่วมงานด้วย แต่สู้ค่าจ้างกับเอกชนไม่ไหว เพราะกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญเรื่องระบบความปลอดภัยของเน็ตเวิร์ก เป็นกลุ่มที่ทุกบริษัท ธนาคาร องค์กรใหญ่ๆ อยากได้มาทำงานอยู่แล้ว เงินเดือนหลายหมื่นหรือหลักแสนบาทขึ้นไป อยากรู้ว่ากองทัพจ้างไหวหรือไม่ เงินเดือนมากกว่านายพลด้วยซ้ำไป ปัญหาข้อ 2 คือการฝึกพลทหารขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะกองสงครามไซเบอร์ต้องสู้กับเหล่าแฮ็กเกอร์ที่มีเครือข่ายทั่วโลก สุดท้ายคือข้อ 3 สำคัญสุด สมมุติว่าทหารไทยสามารถจ้างแฮ็กเกอร์หรือสร้างพลทหารไซเบอร์ขึ้นมาได้จริง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเขาจะไม่แอบขโมยหรือเจาะระบบความลับของกองทัพเสียเอง ที่อเมริกาหรือในยุโรปกำลังกังวลใจกับปัญหานี้มาก เหมือนกรณีของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ที่เอาข้อมูลลับของอเมริกามาแฉเอง”

            หากย้อนไปเมื่อต้นปี 2558 รัฐบาล คสช.พยายามเสนอร่างกฎหมาย “ชุดเศรษฐกิจดิจิทัล” เพื่อให้สะดวกกับการทำงานในยุคข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้ว 8 ฉบับที่สำคัญ คือ 1. “ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่...) เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมาแทนกระทรวงเทคโนโลยีฯ 2.“ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” 3.ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” 4.“ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” 5.“ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” 6.“ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...)” 7.“ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่...)” 8.“ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

            ห้วงเวลานั้นเครือข่ายภาคประชาชนออกมาคัดค้าน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะมองว่าเป็นเรื่องลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสาวกอินเทอร์เน็ตอย่างรุนแรง ซึ่งเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันที่รัฐบาลมีนโยบายจะทำ “ซิงเกิล เกตเวย์” หรือการควบคุมช่องทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับเซิร์ฟเวอร์ของต่างประเทศ จาก 10 ช่องทางให้เหลือช่องทางเดียว

            ตอนนี้คำถามคือว่า ชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดูเหมือนคึกคักในช่วงต้นปี 2558 กำลังแผ่วลง แต่กลับเปลี่ยนเป็นนโยบาย “กองสงครามไซเบอร์” ขึ้นมาแทนนั้น รัฐบาล คสช. อาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างออกมา อยู่ที่ใครจะตีความได้หรือไม่ ?!?