
6เดือนล้างบางมาเฟียอีกงานใหญ่คสช.
6เดือนล้างบางมาเฟียอีกงานใหญ่คสช. : รายงานโดย วัฒนา ค้ำชู (@wat_nna) สำนักข่าวเนชั่น
วันจันทร์นี้ (2 พ.ย.) จับตาการประชุมร่วมคณะกรรมการปราบปราม “ผู้มีอิทธิพล” ของ “บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุววรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง เตรียมระดมพลหารือกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังหารือร่วมน่าจะเห็นความชัดเจนทิศทางกรอบนโยบายการลงไปสแกน “เอกซเรย์” พื้นที่ทั่วประเทศควานหาตัวผู้มีอิทธิพล
ในอดีตที่ผ่านมาผู้ที่กว้างขวางมักได้รับการเรียกขาใหญ่ หรือ “นักเลง” มีรูปแบบลักษณะโดนใจชาวบ้านคือ ต้อง “ใจถึงพึ่งได้” ขณะที่ชาวฝรั่งต่างประเทศมักคุ้นเรียกกันเป็นกลุ่ม “มาเฟีย” ล้วนเป็นผู้ที่กว้างขวางในแวดวงของสังคมในด้านมืด ขณะเดียวกันบุคคลเหล่านี้มีมากมายหลายอาชีพแล้วเป็นคนที่สังคมรู้จักในด้านลบด้วย
นโยบายกวาดล้าง “ผู้มีอิทธิพล” ในอดีตถูกนำเข้ามาใช้เป็นช่วงๆ แล้วมีการกวาดล้างกันไปเป็นระยะๆ แม้แต่ในสมัยของผู้นำอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลคุมอำนาจบริหารประเทศ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีอิทธิพลเข้าไปยุ่งเกี่ยวสิ่งผิดกฎหมาย เอาไว้ 15 กลุ่ม ดังนี้ 1.ยาเสพติด 2.ฮั้วประมูลงาน 3.การเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและสถานบริการ 4.คิวมอเตอร์ไซค์ รถรับจ้างที่ผิดกฎหมาย 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน 6.บ่อนการพนัน หวยใต้ดิน 7.ลักลอบค้าหญิงและเด็ก 8.หลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ 9.ลักลอบนำเข้า-ออกประเทศ 10.หลอกลวงต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง 12.ทวงหนี้ ข่มขู่ 13.ค้าอาวุธ 14.บุกรุกที่ดินสาธารณะ 15.เรียกค่าคุ้มครองในที่สาธารณะ เส้นทางหลวงหรือเก็บส่วย
แต่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอันดับต้นๆ ยังถูกกลุ่มนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน เรียกขานยกให้เป็นเผด็จการ คือการเข้าไปให้ตำรวจปราบปรามใช้อำนาจเกินกรอบกฎหมาย กระทั่งถูกประณามเป็นรัฐตำรวจ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด ทำให้มีการอุ้มฆ่าล้มตายไปเป็นจำนวนกว่า 2,500 ศพ
เทศกาลการล้างผู้มีอิทธิพลถูกปลุกขึ้นมาใช้ในยุครัฐบาลเขียวเข้ม “คสช.” ตั้งแต่แรกเริ่มยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินมาจากรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในรูปแบบของการจัดระเบียบสังคม ทั้งระบบขนส่งมวลชน ระบบสลากกินแบ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้เข้ารูปเข้ารอย ถือเป็นการตีกรอบให้ง่ายต่อการปกครอง ผลออกมาในระยะแรกอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุดของคำว่า “กวาดล้าง” อย่างแท้จริง
ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มขึ้นในแล้วในช่วงนี้ “รัฐบาล-คสช.” มีความพยายามผลักดันให้เห็นขึ้นมาเป็นรูปธรรมชัดเจนอีกครั้ง โดยมีการตั้งเป้าปราบผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียให้หมดไปภายใน 6 เดือนต่อจากนี้ “บัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์” ที่อยู่ในโหมด ถือเป็นวาระเร่งด่วนได้ถูกจัดกลุ่มที่เข้าข่าย มีกลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มฮั้วประมูล คิวมอเตอร์ไซค์รถยนต์ผิดกฎหมาย กลุ่มค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก โสเภณี กลุ่มเรียกรับผลประโยชน์จากสถานประกอบการต่างๆ กลุ่มลักลอบขนสินค้าหนีภาษี น้ำมัน บุหรี่ สุราเถื่อน กลุ่มบ่อนการพนัน โต๊ะพนันบอล หวยใต้ดิน จับยี่กี ตู้ม้า กลุ่มลักลอบนำเข้า-ออกคนผิดกฎหมาย กลุ่มหลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ ต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว กลุ่มมือปืนรับจ้าง และรับจ้างทวงหนี้ กลุ่มค้าอาวุธ สะสมอาวุธปืนระเบิด กลุ่มบุกรุกที่สาธารณะ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และกลุ่มเรียกค่าคุ้มครองการกระทำผิดบนทางหลวงหรือสาธารณะ เข้าข่าย “ผู้มีอิทธิพล” ทั้งหมด
ล่าสุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นเค้าลางมากขึ้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สะบัดปากกาตั้งคณะกรรมการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ให้พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม นั่งเป็นประธานในการเดินหน้าลุยรุกชำระล้างกลุ่มบุคคลที่ทำตัวใหญ่คับบ้านคับเมือง โดยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐในระดับบิ๊กๆ อย่าง คสช. กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในรูปแบบโครงสร้างคณะทำงานแบบบูรณาการร่วมลุยเร่งชำระให้หมดสิ้นไปจากประเทศ ขีดเส้นภายใน 6 เดือน
หากมองกันลงไปจริงๆ แล้ว คณะปราบมาเฟียชุดนี้ของรัฐบาล มีความพยายามพุ่งตรงไปที่ประเด็นของความขัดแย้งของคนในชาติที่ผ่านมา นับย้อนหลังไปสักช่วง 5-6 ปี ในประเด็นการใช้อาวุธสงคราม ปืน ระเบิด เข้าทำร้ายคนในประเทศเดียวกันเอง จนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย แล้วมีการยึดอาวุธสงครามจากเจ้าหน้าที่ไปครอบครองด้วย
นาทีนี้ “บิ๊กป้อม” ในฐานะที่ลงมากำกับดูแลงานนี้ ออกตัวขออย่าให้เรียกว่าเป็นการปราบมาเฟีย การดำเนินการครั้งนี้ให้ถือเป็นการควบคุมบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ทุกพื้นที่ไม่เรียบร้อย ใช้อิทธิพลทำให้เกิดความเกรงกลัว ให้เข้ามาอยู่ในกรอบกติกาของกฎหมาย
“ที่สำคัญที่สุดคือ เราจะลงไปดูในเรื่องของอาวุธสงคราม ตั้งแต่ปี 2553 ปืนทาโว่ของกองทัพบกหายไป ยังไม่ได้คืนเลย เราจะลงไปดูในทุกพื้นที่ โดยความร่วมมือจากระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม คสช. และ สตช. บูรณาการในด้านความมั่นคงเพื่อร่วมกันในทุกๆ พื้นที่” พล.อ.ประวิตร เกริ่นนำก่อนนำคณะเข้าสู่โหมดหารือแนวทางกวาดล้างผู้มีอิทธิพล
ในความ “ความเบ็ดเสร็จ” กลุ่มบุคคลเหล่านี้ เป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์มาแล้วว่า ก่อให้เกิดระบบ “อุปถัมภ์” ขึ้นในสังคมไทย ที่ยากจะสลัดพ้นไปได้โดยง่าย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะมั่งคั่งด้วยเงินอำนาจ สร้างเครือข่ายโยงใยเข้าสู่ระบบการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ
“คำว่า “ผู้มีอิทธิพล” มีคำจำกัดความอยู่แล้ว หมายความถึง บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมาย รวมความไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด แสวงประโยชน์ กดขี่ ข่มเหง พี่น้องชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีทางสู้ ซึ่งผู้มีอิทธิพลดังกล่าวมักมีเครือข่ายอาชญากร ซุ้มมือปืน เป็นองค์ประกอบสำคัญ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา และย้ำว่า “นโยบายนี้ไม่ได้เป็นการไล่ล่าฆ่าฟันใคร เพียงแต่กำชับให้มีมาตรการที่เหมาะสมทางกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ อย่าไปปล่อยปละละเลย เราไม่จำเป็นต้องไปออกกฎหมายอะไรใหม่อีกแล้ว กฎหมายเดิมก็เพียงพออยู่แล้ว”
เทศกาลล้างบาง “ผู้มีอิทธิพล” เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กฎหมาย มีความเท่าเทียมกัน กำลังเริ่มขึ้น จะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตาม!



