
การเยือนไทยของคลินตัน
การเยือนอินเดียและประเทศไทย ของนางฮิลลารี คลินตัน ระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม มีนัยที่น่าสนใจหลายประการ กล่าวสำหรับการเยือนอินเดียนั้น นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อกว่า 1,000 ล้านคนแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจรวมทั้งอุตสาห
แต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐโดยตรงคงไม่พ้นเรื่องความตกลงขั้นตอนสุดท้ายของการขายอาวุธสหรัฐ แก่อินเดียที่เรียกว่า การติดตามผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย (end-user monitoring) ซึ่งจะมีผลประโยชน์มหาศาลแก่บริษัทล็อกฮีท มาร์ติน ของสหรัฐ ในการเข้าไปประมูลงานจัดหาเครื่องบินรบอเนกประสงค์ 126 เครื่องแก่อินเดีย มูลค่า 10,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นโครงการจัดซื้ออาวุธครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอาวุธ มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ของอินเดีย นอกเหนือไปจากนั้นสหรัฐก็ยังจะได้รับสิทธิในการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในอินเดีย ซึ่งมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อีกด้วย
สำหรับการเยือนประเทศไทยนั้น นอกจากได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทยแล้ว นางคลินตัน ยังได้เข้าประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เออาร์เอฟ) ซึ่งมีประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 27 ประเทศเข้าร่วมการประชุม และเข้าร่วมพิธีลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงท่าทีของสหรัฐในยุคของ ประธานาธิบดีโอบามา ที่เปลี่ยนไปจากในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบุช ภายหลังเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ซึ่งสหรัฐดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว และนิยมการแสดงอำนาจทางทหาร รวมทั้งทุ่มเทความสนใจไปที่การปราบปรามผู้ก่อการร้ายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอัฟกานิสถาน จนหลงลืมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเลยทีเดียว
ก่อนการเยือนประเทศไทย นายเคิร์ท แคมพ์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจกรรมเอเชียตะวันออก แถลงว่า สหรัฐมีความรู้สึกเป็นกังวลต่อความมั่นคงของไทย และเห็นว่าไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายอย่างชัดเจนมาก
แม้ว่าสหรัฐจะมีบทบาทในด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเช่น องค์การนาโตในทวีปยุโรป องค์การรัฐอเมริกาในทวีปอเมริกา สำหรับเอเชียหลังจากการยุติบทบาทขององค์การป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโต้ ในปี 1977 แล้ว สหรัฐก็ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกเลย ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาคมในภูมิภาคนี้กับจีน ซึ่งเคยตึงเครียดกันมาก่อนก็ผ่อนคลายลงโดยลำดับ และปัจจุบันได้เพิ่มพูนความใกล้ชิดขึ้นในทุกด้าน จึงทำให้สหรัฐถูกลดบทบาทลงไปด้วยโดยปริยาย
ปัญหาด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้ที่สหรัฐมีความกังวลเป็นอย่างมาก ก็คือการก่อการร้าย และการแพร่ขยายของลัทธิที่นิยมใช้ความรุนแรงทางศาสนาและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยเกรงว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและการเมืองในอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุด ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่แก่สหรัฐ รวมทั้งพันธมิตรของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกไกล อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
สำหรับประเทศไทยของเรานั้น เคยมีข่าวว่า สหรัฐเคยเสนอตัวจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาภาคใต้ทั้งในด้านการข่าว เทคโนโลยี และกำลังทหารในกรณีฉุกเฉิน แต่รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ปฏิเสธไป แต่จากถ้อยแถลงของนายเคิร์ท แคมพ์เบลล์ ก็ไม่ทราบว่านางคลินตันจะยกเรื่องทำนองนี้มาพูดคุยอีกหรือไม่ในการเยือนไทยคราวนี้ ?



