
เปิดใจทายาทตระกูลดัง รับไม้ต่อจากครอบครัว
02 พ.ย. 2558
เปิดใจทายาทตระกูลดัง รับไม้ต่อจากครอบครัว : ไลฟ์สไตล์
ในวันที่อาณาจักรธุรกิจแผ่ขยายเต็มใบ และได้เวลาที่จะส่งมอบธุรกิจให้คนรุ่นต่อไปของครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การผ่องถ่ายการบริหารจัดการธุรกิจ ทรัพย์สินต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความรับผิดชอบ แรงกดดัน ความคาดหวัง ให้แก่ผู้ที่จะถือไม้ต่อ เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง ธนาคารกสิกรไทย จึงได้เปิดหลักสูตร “KBank Private Banking Academy: Private Wealth Management Program” เพื่อเป็นพื้นฐานให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเป็นคนสืบทอดกิจการของครอบครัวในการนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการบริหารกิจการของครอบครัวให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งนอกจากจะมีบทบาทการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยใช้กีฬามาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว บทบาทสำคัญก่อนหน้านี้คือ หญิงแกร่งผู้รับไม้ต่อจาก ดร.กร และท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ในฐานะทายาทผู้กุมบังเหียนโตชิบาประเทศไทย
“คุณพ่อคุณแม่มีคำสอนสอนลูกตลอด “นามสกุล” “ก้อนอิฐแดงตึกโตชิบา” “นิทาน” “ประวัติบุคคลสำคัญ” ท่านก็นำมาสอน และทันสมัยเป็นประโยชน์เสมอ จึงเป็นคนที่ยึดคำสอนของคุณพ่อคุณแม่มาประยุกต์ใช้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องคน การไปสู่จุดหมายได้ต้องเก่งคน เราต้องรู้ว่าไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ยอมรับความหลากหลายและให้โอกาสทีมงานของเรา ต้องผูกคนทุกรุ่นด้วยหัวใจแล้วจะดำเนินธุรกิจไปได้ในทุกวิกฤติ และต้องมีความฝันและจินตนาการคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้จะทำให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาได้ ที่สำคัญการเรียนจะเรียนอะไรก็ได้เพราะมีความรู้เกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ ตำราเปลี่ยนได้ทุกวัน ขอให้คิดเป็น” หญิงเก่งในคณะรัฐมนตรีเล่า
ส่วน กฤษฎา ล่ำซำ รองประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในทายาทตระกูลล่ำซำ ให้แง่คิดว่า การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเข้าใจทุกมิติที่เกี่ยวข้อง ต้องหาความรู้และศึกษาให้รอบคอบ และคิดแบบโทเทิล โซลูชั่น ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มองทั้งมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจึงจะเกิดการบริหารธุรกิจที่เกิดความยั่งยืนขึ้นได้ ที่สำคัญคือ การคิดให้แตกต่าง คิดสิ่งใหม่ๆ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในแวดวงต่างๆ เพื่อช่วยเปิดทางในการทำธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น
ในขณะที่ “ป้อง” สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต เล่าว่า เข้ามารับช่วงสืบทอดกิจการเมืองไทยประกันชีวิต ต่อจากผู้เป็นพ่อ คือ โพธิพงษ์ ล่ำซำ ในช่วงวิกฤติ สถานการณ์บริษัทในขณะนั้นไม่สู้ดีเท่าไหร่ ต้องใช้เวลา และความพยายามในการพลิกฟื้นสถานการณ์ของบริษัท และทุ่มเทอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับบุคลากรอาวุโส
“ตอนนั้นเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในช่วงที่ผมมารับช่วงต่อ จากที่เมืองไทยประกันชีวิตเคยอยู่อันดับ 4 ในยุคคุณพ่อ ดิ่งไปอยู่อันดับ 9 ตอนนั้นหาทางสู้ไม่ออก คุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวถือเป็นที่ปรึกษาที่ดีมาก และเราต้องเตรียมตัวเราและองค์กรให้พร้อมเมื่อโอกาสมาถึงจะได้พร้อมเดินลุยไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ ความพร้อมของเราทำให้เราได้พาร์ทเนอร์ที่ดีนำองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มาทำงานร่วมกัน ปรับโครงสร้างองค์กร สร้างความแตกต่างให้บริษัทเราต่างจากคู่แข่ง นำมาสู่การสร้างแบรนด์ การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทำจนคนรุ่นเก่ายอมรับ และผลักดันจนบริษัทขึ้นมายืนอยู่ในอันดับ 2 ของธุรกิจประกันชีวิต” บอสใหญ่เมืองไทยประกันชีวิตเล่าประสบการณ์ปิดท้าย



