
คสช.จับตากลุ่มไม่แต่งแดงให้กำลังใจปู
คสช.จับตากลุ่มไม่แต่งแดงให้กำลังใจปู โฆษกรบ.เผยนายกฯให้ความสำคัญพัฒนาการศึกษา ขณะที่แม่น้ำ3สายลุยพื้นที่ยโสธรฟังความเห็น
31ต.ค.58 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการนัดใส่เสื้อแดงเพื่อให้กำลังใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ย.58) ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการสั่งการใดๆในการดำเนินการกับกรณีดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ยังคงพยายามปฏิบัติหน้าที่ดูแลเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยมากที่สุดในงานทุกๆด้าน โดยเฉพาะการป้องกันหลีกเลี่ยงการใดๆ ที่จะส่งผลให้เกิดประเด็นหรือเงื่อนไขใหม่ๆ จนส่งผลทำให้สังคมเกิดความไม่เรียบร้อยได้
"แม้ที่ผ่านมา จะมีหลายคนออกมาแสดงความเห็นว่า การใส่เสื้อสีอะไรก็ตามก็สามารถให้กำลังใจได้ เพราะไม่ใช่การแสดงออกเชิงสัญญาลักษณ์ของสีเสื้อ จึงเป็นไปได้สูงที่ความพยายามครั้งนี้อาจทำให้หลายๆ คนมองว่าอาจจะมีนัยยะอื่นๆ แฝงผสมเข้ามาด้วยได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามคงเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในบริเวณพื้นที่นั้นๆ เพราะการแสดงแสดงออกใดๆ" โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวและว่า
ช่วงนี้ยังคงต้องระมัดระวังคำนึงถึงความเหมาะสมของช่วงเวลา และผลกระทบในเชิงความรู้สึกในมุมต่างๆ ของบุคคลอื่นๆ หรือส่วนรวมด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีการแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือในการเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเดินหน้าประเทศ ภายใต้ช่วงเวลาพิเศษนี้ ซึ่งในหลายๆกลุ่มก็เข้าใจ และให้ความร่วมมือ คสช.มาเป็นอย่างดี
โฆษกรบ.เผยนายกฯให้ความสำคัญพัฒนาการศึกษา
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือซุปเปอร์บอร์ดการศึกษาวานนี้ นายกรัฐมนตรีไเน้นย้ำว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลชัดเจนต่อเด็กไทยทุกระดับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ "คุณภาพการศึกษาดี ลดความเหลื่อมล้ำ และตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน" โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ เร่งรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลสภาพการจ้างงานในปัจจุบันและแนวโน้มความต้องการของตลาดแรงงาน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อใช้ในการจัดทำแผนผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง สามารถรองรับตลาดแรงงานในประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการเปิดประชาคมอาเซียนปลายปีนี้
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ในการบริหารจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยการให้สถานศึกษาปรับลดเวลาเรียนในห้องเรียนลง และเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ เพิ่มเติมความรู้ และฝึกทักษะต่างๆ ให้แก่เด็กมากขึ้น ทำให้เขามีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา มีความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต
ส่วนด้านอาชีวศึกษา เน้นจัดการเรียนรู้ที่ได้ปฏิบัติจริงหรือการศึกษาแบบทวิภาคี โดยสถานประกอบการเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้นตั้งแต่การวางแผนผลิตกำลังคน มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้เรียนมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีทักษะฝีมือที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ และทำงานได้จริงในสถานประกอบการทันทีที่สำเร็จการศึกษา
สำหรับระดับอุดมศึกษา ได้เน้นผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ โดยบัณฑิตของแต่ละสถาบันจะต้องมีความเป็นเลิศตามภารกิจที่สถาบันกำหนดเป้าหมายไว้
“นายกฯ ต้องการให้ปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้มีโอกาสรับการศึกษาที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ได้รับการพัฒนาครบทั้ง 4H คือ Head, Heart, Hand, Health และเน้นว่าการพัฒนาต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ปลูกฝังให้เด็กมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย พึ่งพาตนเองได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทำงานอย่างมีความสุข รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และรัฐเป็นผู้สนับสนุนตามแนวทางประชารัฐ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
แม่น้ำ3สายลุยพื้นที่ยโสธรฟังความเห็น
ที่จังหวัดยโสธร นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 นำคณะสนช. อาทิ นายกล้าณรงค์ จันทิก นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง พล.อ.องอาจ พงษ์ศักดิ์ นางเสาวณี สุวรรณชีพ ลงพื้นที่พบประชาชน โดยมีตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 2 คนคือ พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ และนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีนายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ตัวแทนจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมคณะ เพื่อรับฟังความเห็นประชาชนเป็นครั้งแรก ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้แม่น้ำ 5 สายทำงานไปพร้อมๆกัน รวมทั้งรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่
จากนั้นคณะสนช. เข้าหารือกับส่วนราชการต่างๆของจังหวัดยโสธร ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ คมนาคม และการเกษตร โดยมีนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผวจ.ยโสธร บรรยายสรุป ทั้งนี้ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นการลงพื้นที่เป็นองค์คณะครบถ้วนในการรับฟังปัญหาของประชาชน มีทั้ง สปท. กรธ. อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตส.ว. เพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาของจังหวัด อย่างไรก็ตามโครงการสนช.พบประชาชนจะมีการปรับรูปแบบการทำงานให้ใกล้ชิดแต่ละจังหวัดมากขึ้น ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรธ. และสปท. จัดตั้งกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ประกอบด้วย สมาชิกสนช. 6 คน สมาชิกสปท. 2 คน ตัวแทนจากผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนจากผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตาม อำนวยความสะดวก ประสานงานแต่ละกลุ่มจังหวัด รวมทั้งแนะนำการจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี
ด้าน นพ.เจตน์ กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปที่สปช.ทำไว้ 37 วาระจะไม่สูญเปล่า เพราะสปท.จะทำหน้าที่เป็นฟันเฟื่องสานงานต่อ ซึ่งขณะนี้มีกฎหมายปฏิรูปที่เตรียมจะผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมสนช.จำนวน 4 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.สมัชชาคุณธรรม พ.ร.บ.องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
ขณะที่นายชาติชาย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างของประชาชน หากรัฐธรรมนูญไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของทุกฝ่าย และไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะไม่ผ่านประชามติ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะมาแก้ไข ล้มล้าง จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเสียเวลา เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆเป็นเรื่องสำคัญมาก กรธ.ไม่มีโอกาสออกมารับฟังความเห็นว่าต้องเขียนอย่างนั้น อย่างนี้ แต่จะนำความเห็นของทุกฝ่ายมาประมวลหาทางออกที่เป็นกลางให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่จะเขียนตรงใจทุกคน จึงอยากให้มองภาพรวม เพื่อนำพาบ้านเมืองให้มีเสถียรภาพมากกว่าเลือกมองเฉพาะบางเรื่องที่ไม่ตรงใจ และไม่มีผลประโยชน์กับตนเองเท่านั้น จนนำมาซึ่งการลงมติไม่เห็นชอบ ไม่เอา ถ้าเป็นแบบนี้การร่างรัฐธรรมนูญร่างเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน
“ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกจะเสร็จประมาณต้นเดือนม.ค. จากนั้นจะส่งให้พรรคการเมือง ประชาชนให้ความเห็น ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นร่างแรกจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 1 เม.ย.59 จากนั้นจะส่งห้รัฐบาลเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ทำประชามติต่อไป” นายชาติชาย กล่าว
‘เสรี’ตั้งกมธ.วิสามัญปราบคอร์รัปชั่น
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สปท. เปิดเผยว่า ข้อบังคับการประชุมสปท. นั้นจะมีส่วนแตกต่างจากของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เนื่องจากจะเป็นข้อบังคับที่ทำให้มีกระบวนการปฏิรูปชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น ระบุว่าให้ทำแผนปฏิรูป กำหนดวิธีการดำเนินการ และต้องกำหนดกรอบระยะเวลาของการดำเนินงานด้วย นอกจากนั้นยังจะให้มีคณะกรรมการที่คอยประสายงานร่วมกับแม่น้ำสายอื่นทั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยจำนวนคณะกรรมการชุดนี้จะต้องอยู่ที่ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. เป็นผู้กำหนด ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกับฝ่ายอื่นด้วย ว่าจะกำหนดให้คณะกรรมการชุดนี้มีจำนวนเท่าใด
นายเสรี กล่าวอีกว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) นั้น จะมี 11 กลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามที่ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 27 ได้ระบุด้านวาระการปฏิรูปไว้ 11 ด้าน ทั้งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาอีกคณะ คือด้านการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นและการประพฤติมิชอบ โดยจะมีสมาชิก 21 คน ซึ่ง 11 คนจะเป็นตัวแทนจาก กมธ. แต่ละด้านเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้ทุกคณะมีส่วนร่วมในการปราบปรามคอรัปชั่น ส่วนเรื่องของการปรองดองนั้นไม่ได้มีการจัดตั้งเป็น กมธ. แยกต่างหาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของ กมธ.การเมือง
มาร์คเสนอตั้งองค์คณะเฉพาะกิจคดีสำคัญ
ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมกิจกรรม วิ่งสาดสีสุดมันส์ เดอะ คัลเลอร์ รัน พรีเซนต์ บาบ เฟรเกรนท์ กรุ๊ป ประเทศไทย “ห้ากิโลเมตรที่พิเศษที่สุดในโลก” จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงอันดับ 2 ในการเลือกตั้งว่า ในวันพุธที่ 4 พ.ย.นี้ตนมอบหมายให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน นำข้อเสนอในรายละเอียดและหลักการต่างๆของรัฐธรรมนูญไปส่งให้กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในนามส่วนตัวซึ่งจะส่งความเห็นในเชิงหลักการในทุกๆด้านที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ หลักการแต่ละด้านควรมีรายละเอียดใดบ้างก็จะเสนอไปพร้อมๆ กัน รวมถึงระบบเลือกตั้งทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าหลักการที่คณะกรรมการพูดถึงระบบเลือกตั้งเป็นหลักการที่ดี พยายามคิดค้นระบบเลือกตั้งที่แก้ปัญหาในหลายๆ ด้าน เช่น พยายามไม่ทิ้งคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์ ความพยายามหาวิธีการกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิ์ แต่ส่วนตัวคิดว่ายังคงมีจุดอ่อนบ้าง ซึ่งถ้าเอาหลักการเป็นตัวตั้งน่าจะปรับปรุงให้เป็นระบบที่ดีกว่านี้ได้
“ข้อเสนอดังกล่าวผมทำในนามส่วนตัวหลักการใหญคือเรื่องของตัวระบบ ซึ่งรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพ ก็อยากให้ยืนยันสิทธิเสรีภาพต่างๆไม่ให้น้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และมีบทบัญญัติในการเสริมความเข้มแข็งของพลเมืองก็ควรจะเติมเข้าไป นอกจากนี้ในส่วนของระบบสภาจะต้องเป็นระบบรัฐสภา ที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีทั้งข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรวมทั้งกลไกต่างๆที่จะสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเสนอในส่วนขององค์กรอิสระต่างๆอย่างไรบ้างหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีหลายส่วนหากพูดไปเดี๋ยวอาจเกิดความเข้าใจผิดเพราะไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่ขอยกตัวอย่างในเรื่องการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็มีการเสนอไปในหลายประเด็นเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ มีความโปร่งใสมากขึ้น ในบางเรื่องที่เป็นคดีการเมือง เราเห็นว่าลักษณะขององค์คณะเฉพาะกิจน่าจะช่วยแก้ปัญหาการเข้าไปแทรกแซง ข่มขู่จากฝ่ายบริหารได้เป็นต้น ซึ่งหมายความว่าบางครั้งองค์คณะหรือองค์กรที่จะเข้ามาพิจารณาแทนที่จะรู้ตัวกันล่วงหน้า ควรมีระบบสรรหาเฉพาะแต่ละคดีกันไปเพื่อที่จะไม่ให้มีตัวบุคคลที่อาจอยู่ในตำแหน่งนานแล้วกลายเป็นเป้าในการแทรกแซง ข่มขู่ เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงรูปแบบขององค์คณะเฉพาะกิจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงปัจจุบันในส่วนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยมีการเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นคดีๆไปก็อาจใช้แนวคิดแบบนี้ก็ได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเสนอของทุกองค์กรอิสระ แต่องค์กรใดที่ยังมีจุดอ่อนในการแทรกแซง สามารถนำมาปรับใช้ได้ ซึ่งในต่างประเทศบางประเทศก็มีการทำในลักษณะเช่นนี้
ส่วนแนวคิดข้อเสนอการเพิ่มจำนวนคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิ่มเป็น 7 หรือ 9 คนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราสนับสนุนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานได้อย่างรวดเร็ว หัวใจคือการทำงานจะต้องทำให้ได้ก่อนการเลือกตั้งจะดีที่สุดถ้าหลังการเลือกตั้งไปแล้วก็จะต้องทำให้ได้ก่อนที่จะมีการรับรอง
เมื่อถามว่า แต่มีหลายฝ่ายมองว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งบางครั้งไม่กล้าใช้อำนาจแล้วจะส่งผลต่อการเลือกตั้งได้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มันมีผลสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมาพอผลการเลือกตั้งออกมาแล้วคนที่ชนะการเลือกตั้งก็มีสถานะอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะหากเป็นพรรคการเมืองที่ชนะ ก็มีสถานะเป็นรัฐบาลมีอำนาจรัฐขึ้นมา ก็จะทำให้ กกต.เริ่มมีปัญหากว่าที่จะได้พยานหลักฐานข้อมูลมายืนยันการกระทำผิด แต่ถ้าทำงานได้เร็ว มีการสืบสวนสอบสวนที่ดี มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่โปร่งใส จะช่วยได้มาก ซึ่งก็เป็นข้อเสนอ ที่ได้เสนอไปยังนายมีชัย ส่วนการเพิ่มจำนวน กกต.นั้น ตนไม่ติดใจ แต่ไม่ทราบเหตุผลที่จะเพิ่มเพราะอะไร อาจเป็นไปได้ว่าทำให้การแทรกแซงเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ถึงอย่างไรอย่าให้การพิจารณาล่าช้าก็แล้วกัน



