
โค้งสุดท้ายเลือกตั้งพม่าที่ปลอดผู้สมัครมุสลิม
01 พ.ย. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : โค้งสุดท้ายเลือกตั้งพม่าที่ปลอดผู้สมัครมุสลิม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิรวดีงวดเข้ามาทุกขณะก่อนจะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ หลังจากมีข่าวลือไม่ขาดระยะว่าอาจจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนเนื่องจากเกิดอุทกภัยครั้งรุนแรงเกือบทุกภาค สุดท้าย กำหนดการทุกอย่างก็เหมือนเดิม ยกเว้นหมู่บ้านกว่า 400 แห่งในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่น ทางภาคเหนือ รวมทั้งรัฐมอญและรัฐกะเหรี่ยงทางภาคตะวันออก เนื่องจากมีการปะทะกันในพื้นที่นั้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่มีรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2554 จะเป็นการเลือกตั้ง 3 ระดับ ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 330 ที่นั่ง การเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 168 ที่นั่ง (ไม่นับรวมอีก 29 ที่นั่งที่มาจากการแต่งตั้งผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์) และการเลือกตั้งระดับสภาท้องถิ่นในแต่ละรัฐ อีก 644 ที่นั่ง จากพรรคการเมืองกว่า 90 พรรคที่เข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้
ที่น่าแปลกก็คือ ขณะที่สื่อพม่าพยายามชูประเด็นว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ที่การเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรม ช่วงที่การปฏิรูปประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเริ่มจะเบ่งบาน แทนที่สื่อตะวันตกจะรับมุกนี้ สื่อเหล่านั้นกลับพยายามฉีกแนวนำเสนอแต่ประเด็นความแตกร้าวและความขัดแย้งทั้งภายในพรรคสหสามัคคีเพื่อการพัฒนา (ยูเอสดีพี) อันเป็นพรรครัฐบาล หรือภายในพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี หรือเรื่องที่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีชาวมุสลิมเข้ามามีส่วนร่วมแม้แต่น้อย
ยิ่งสำนักข่าวอัลจาซีราของกาตาร์ด้วยแล้ว ยิ่งจับตามองเป็นพิเศษประเด็นที่มุสลิมในรัฐยะไข่หรือเรียกรวมๆ ว่าโรฮิงญาที่มีอยู่ราว 5 ล้านคน หรือ 4-10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วประเทศ ถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ดังที่ปรากฏในรายงานของผู้แทนพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นมุสลิมกว่า 60 คน ถูกตัดสิทธิไม่ให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติเพราะพ่อแม่ที่เป็นชาวโรฮิงญาถูกจัดเป็นคนไร้สัญชาติหรือถูกจัดเป็นชาวต่างชาติตามรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะที่ชาวโรฮิงญากว่า 760,000 คนไม่มีสิทธินำ “บัตรขาว” หรือ ”บัตรประชาชนชั่วคราว” ไปแสดงสิทธิได้ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2553 สามารถทำเช่นนี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงแรงงานต่างด้าว ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้ลี้ภัย และชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในต่างแดนไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า เฉกเดียวกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่
สรุปง่ายๆ ก็คือการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ปลอดจากมุสลิมเข้าร่วมโดยสิ้นเชิง
อัลจาซีราอ้างแหล่งข่าวอาวุโสในพรรคเอ็นแอลดีที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า ซูจีเล่นบทตีสองหน้า นัยหนึ่งพยายามหาเสียงกับชาวมุสลิม โดยลงทุนตระเวนเดินทางไปยังภูมิลำเนาของมุสลิม แต่อีกนัยหนึ่งกลับสั่ง “ขับ” หรือ ”กีดกัน” มุสลิมภายในพรรค เริ่มตั้งแต่การไม่ส่งตัวแทนชาวมุสลิมลงสมัครรับเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น จากที่ส่งตัวแทนลงสมัครทั้งสิ้น 1,151 คน เหมือนๆ กับที่พรรคยูเอ็นดีพีก็ไม่ส่งตัวแทนมุสลิมลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นกัน
ถึงแม้ว่า ซูจี วัย 70 ปี จะปิดปากเงียบไม่ให้ความเห็นใดๆ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาว่าพรรคนี้จับปลาสองมือ ทั้งๆ ที่ควรจะประกอบด้วยคนทุกประเภทและทุกศาสนา แหล่งข่าวให้ความเห็นเสริมด้วยว่าการที่เอ็นแอลดีไม่ยอมส่งตัวแทนชาวมุสลิมลงสมัครได้จุดชนวนความวุ่นวายขึ้นมา เนื่องจากผู้มีสิทธิออกเสียงเริ่มสับสนไม่รู้ว่าจะออกเสียงให้ใคร ใจหนึ่งไม่อยากออกเสียงให้เอ็นแอลดีเหมือนๆ กับยูเอสดีพี แต่ก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า
แต่แหล่งข่าวเผยกับอัลจาซีราว่าสาเหตุแท้จริงเป็นเพราะ ”สมาคมปกป้องเชื้อชาติและศาสนา” หรือ “มาบาสา" อันเป็นขบวนการพุทธหัวรุนแรงสุดโต่งที่มีสมาชิกกว่า 10 ล้านคน และมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคยูเอสดีพี ซึ่งสมาชิกพรรคจำนวนมากไม่เคยปิดบังเวลาบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้แก่กลุ่มนี้ ซึ่งได้ตราหน้าพรรคเอ็นแอลดีว่าเป็นพรรคของมุสลิม โดยซูจีเองก็ไม่กล้าทำอะไรที่หักหาญหรือแตกหักกับการรณรงค์ของกลุ่มมาบาสา ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมากลุ่มนี้ได้รณรงค์ว่าอัตลักษณ์ของชาวพุทธกำลังถูกมุสลิมคุกคามและได้รณรงค์ร่วมพันครั้งให้บอยคอตธุรกิจของมุสลิม ผลงานชิ้นสำคัญก็คือการผลักดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายเมื่อกลางปีนี้ห้ามแต่งงานข้ามศาสนาระหว่างพุทธกับอิสลาม ห้ามผู้หญิงพุทธ (ไม่ห้ามผู้ชาย)เปลี่ยนศาสนา คุมเข้มกลุ่มเด็กจัดตั้งและบังคับว่าการมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ดี วิน เถ่ง สมาชิกอาวุโสของเอ็นแอลดีและยังเป็นผู้ประสานงานการรณรงค์หาเสียงเผยว่าพรรคจำเป็นต้องทำเช่นนี้หากต้องการจะชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น “ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ เราเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่จะเอาชนะการเลือกตั้งก็คือต้องไม่ส่งตัวแทนชาวมุสลิมลงสมัครรับเลือกตั้ง" วิน เถ่งยังย้ำว่า “สมาชิกพรรคที่เป็นแกนนำมุสลิมต่างเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์นี้”
แม้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นสนามประลองกำลังครั้งใหญ่อีกครั้งของ 2 พรรคใหญ่ในพื้นที่ตอนกลางและภาคใต้ 7 ภาคซึ่งมีชาวพม่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ โดยพรรคเอ็นแอลดีมีโอกาสชนะค่อนข้างมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นบริเวณชายแดนที่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ คงจะเลือกพรรคของชนกลุ่มน้อยมากกว่า เสียดายที่พม่าไม่อนุญาตให้มีการสำรวจความคิดเห็นล่วงหน้าหรือเอ็กซิท โพลล์เลยเดาทางได้ยากว่าชาวพม่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเอ็นแอลดี สมกับที่คุยว่าเป็นพรรคของประชาชนจริงหรือไม่
ด้าน เดวิด มาธีสัน นักวิจัยแห่งกลุ่มฮิวแมนไรท์วอชท์ให้ความเห็นเสริมว่าพรรคยูเอสดีพีที่ทหารหนุนหลังก็พยายามทุกวิถีทางที่จะครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ด้วยการสร้างยุคมืดขึ้นจากการตั้งกลุ่มติดอาวุธประชาชนและกองกำลังรักษาชายแดนไปข่มขู่คุกคามผู้มีสิทธิออกเสียงที่เป็นชนกลุ่มน้อย รวมทั้งขัดขวางไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปหาเสียง จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ที่มีการปะทะกันระหว่างทหารรัฐบาลกับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยที่พยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง
และขณะที่พรรคเอ็นแอลดีถูกโจมตีว่าเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมจนกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ ด้านพรรคยูเอสดีพีก็มีจุดอ่อนใหญ่เช่นกันตรงที่สมาชิกแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อรัฐสภาลงมติขับอดีตนายพลฉ่วย มาน อดีตบุรุษหมายเลข 3 ออกจากการเป็นประธานสภาผู้แทนและประธานพรรค ถือเป็นการลงโทษรุนแรงกรณีแปรพักตร์หันไปจับมือกับซูจีหวังจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายค้านให้มีโอกาสขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ จนทำให้บรรดาขุนทหารต่างไม่พอใจยิ่งยวด
และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้อ่อง มิน รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจายุติความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยและเป็นพวกสายพิราบก็ลาออกจากพรรค เช่นเดียวกับโซ เถ่ง อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรมผู้ทรงอิทธิพลที่ลาออกเพื่อจะสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระ
บีบีซีได้วิเคราะห์ไกลไปถึงขั้นว่าใครจะเข้ามาสวมหัวโขนประธานาธิบดีคนใหม่ คาดว่าสมาชิกรัฐสภาซึ่งมี 3 ประเภทคือ สมาชิกสภาผู้แทนฯ สมาชิกวุฒิสภาและและตัวแทนจากกองทัพที่มาจากการแต่งตั้ง จะสรรหาผู้สมัครจากแต่ละกลุ่ม รวมเป็น 3 คน ก่อนจะลงมติในเดือนมีนาคมปีหน้าว่าจะเลือกใคร คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 คนที่เหลือจะได้เป็นรองประธานาธิบดี ขณะนี้มีข่าวลือสะพัดไปทั่วว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง อาจจะขึ้นมารั้งตำแหน่งเดิมนี้อีกราว 1-2 ปี โดยจะให้สัญญาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปูทางให้ซูจีสามารถลงสมัครเป็นประธานาธิบดีได้ ก่อนจะลาออกด้วยข้ออ้างว่าสุขภาพไม่ดี โดยจะไฟเขียวให้มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารคนปัจจุบันขึ้นมากุมอำนาจแทน
ขณะที่ ซูจีเองเผยเป็นนัยว่ามีคนอยู่ในใจแล้ว คาดว่าอาจเป็นทิน อู อดีตผู้บัญชาการกองทัพบกและผู้ก่อตั้งเอ็นแอลดีวัย 88 ปี หรืออาจจะเป็นวิน เถ่ง วัย 74 ปี อดีตนายทหารและคนสนิทที่ซูจีไว้วางใจ
กระบวนการทั้งหมดนี้ ไม่เปิดช่องให้มุสลิมเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศด้วยแม้แต่น้อย
----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : โค้งสุดท้ายเลือกตั้งพม่าที่ปลอดผู้สมัครมุสลิม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



