
อภิสิทธิ์เชื่อเศรษฐกิจไทยเป็นบวกในสามปีข้างหน้า
หลังจากงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งกระจายไปช่วยด้านผลผลิตทางการเกษตร ระบบน้ำ ระบบขนส่ง ระบบพลังงาน การดูแลประชาชนในด้านต่าง ยังมองการทุจริตทางการเมืองยังเป็นอุปสรรคของการพัฒนา ยังระบุหากยังมีการปิดถนนเพื่อข่มขู่รัฐบาลโดยพร้อมใช้ความรุนแรงรวมทั้งอาวุธนั้น ป
เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 23 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังห้องจามจุรี บอลรูม โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ถนนพญาไท เพื่อมาปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ วิกฤตประเทศไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ : ของจริงหรือสิ่งลวงตา ” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศไทย มีรายละเอียดว่า หัวข้อวันนี้มีความเหมาะสมเพราะเป็นความกังวลใจของประชาชนต่อสภาพของบ้านเมืองในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ตนต้องเดินสายทำความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม บางคนมองว่านำประเด็นการเมืองมาโต้แย้ง แต่ในยามปกตินั้นไม่มีสังคมใดที่รัฐบาลจะบริหารแล้วประสบความสำเร็จหากไม่มีการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจและเจตนาร่วมกันเพื่อหลอมรวมพลังเป็นความร่วมมือในการแก้ไข และในภาวะวิกฤตที่เกิดความสับสนยิ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจ บางครั้งก็โดนมองข้ามไป และความล้มเหลวทางการสื่อสารของผู้รับผิดชอบในหลายปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองมีวิกฤต แต่แนวทางการสื่อสารของตนไม่ใช่การสื่อสารด้านเดียว เพราะตนจะไปสื่อสารกับกลุ่มต่างๆที่หลากหลายให้มากที่สุด เพื่อสื่อสารทิศทางในภาพรวมและรับฟังเสียงสะท้อนในการพบปะกัน เพราะมันเป็นประโยชน์ในการเดินหน้าแก้ปัญหาบ้านเมือง
คำว่าแสงสว่างปลายอุโมงค์นั้นตนไม่ชอบคำ ๆ นี้ เพราะการ์ตูนที่ตนอ่านมานั้น แสงสว่างปลายอุโมงค์ที่วิ่งไปนั้นคือแสงไฟจากหัวรถจักร ตนขอให้ทบทวนว่า หลายครั้งที่พบแสงสว่างแล้ววิ่งเข้าหาจนบาดเจ็บครั้งเล้วครั้งเล่า นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช บอกว่าไทยไม่ใช่เดม็อกเครซี่แต่เป็นเดมาก๊อก ตนเคยใช้คำนี้เมื่อปี 2544 เพราะตอนนั้นหลายคนบอกว่าประชาธิปไตยพัฒนาไปอีกจุดหนึ่งแล้ว แต่ตนไม่แน่ใจมันไม่ใช่เดโมเครซี่แต่เป็นเดมาก๊อกมากกว่า แต่หลายปีต่อมาพิสูจน์แล้ว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยดั่งที่หลายคนหวังไว้
ยอมรับว่าช่วงเวลานั้นประชาธิปไตยมีความก้าวหน้า และมีหลายสิ่งดีๆเกิดขึ้น เต่หลายสิ่งที่เกิดในตอนนั้นมันทำลายสังคม เศรษฐกิจของไทยเช่นกัน เหตุการณ์บานปลายจนเกิดการรัฐประหารที่บางคนบอกว่ามันคือแสงสว่าง แต่ตนไม่ได้คิดว่ารัฐประหารคือคำตอบ แต่มันเป็นเพียงทำให้คนไทยหายใจสะดวกเพราะไม่มีการฆ่าฟันกัน เมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา เรามีนายกฯสามคน บางคนคิดว่ามีแสงสว่างแล้วแต่บ้านเมืองยังหาจุดกลงตัวที่แท้จริงไม่ได้
ตนเข้ามาทำงานหลายอย่างมีเสถียรภาพขึ้นบ้าง ตนไม่คิดกว่าพัฒนาการจะมีจุดมืดแล้วจะไปพบจุดสว่างทันทีทันใด เพราะมันยากมากและนาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง การปฏิวัติต่าง ๆ ในโลกมันคือการพลิกสภาพการณ์ของโลกแต่มันใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะหาจุดลงตัวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่เราจะพ้นจากจุดนี้ได้ก็อยู่ที่ตัวเรา หากคนไทยไม่ตื่นตัวว่าเราถล้ำลึกมาในวิกฤต และหากไม่ร่วมมือกันก็จะไม่พ้นจากปัญหาที่ดำรงอยู่ หากรวมพลังและมีทิศทางเดินร่วมกัน แม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาและหลายปัจจัยที่กระทบกับไทย แต่เราก็เดินได้แม้จะไม่สะดวกก็ตาม แต่สิ่งสำคัญสุดในวันนี้ที่ต้องถามกันคือตัวของเราเองจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้น การเมืองสงบ สังคมดีขึ้น
มุมมองของรัฐบาลนั้น นักเศรษฐศาสตร์ไม่ตื่นตัวกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ เพราะเดี๋ยวจะผ่านไป หลายประเทศใช้ตำราแก้ไขวิกฤตเศษรษฐกิจเดียวกัน การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ตนมั่นใจว่าจะเป็นบวก งบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งนั้นจะช่วยด้านผลผลิตทางการเกษตร ระบบน้ำ ระบบขนส่ง ระบบพลังงาน การดูแลประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข
ส่วนโครงการของรัฐบาลในปลายปีนี้ ตนจะดำเนินการระบบโฉนดชุมชนที่จะแก้ปัญหาของประชาชน ภาษีที่ดินและทรัพย์สินเพื่อตั้งธนาคารที่ดิน มันเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่อาศัยการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นตัวนำ ทุกเรื่องที่รัฐบาลจะกระทำนั้นมีเป้าหมายไกลไปกว่าจะนำเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกในสามปีข้างหน้า หากแสงสว่างในเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นเมื่อใด ไทยจะมีความเข้มแข็งในการแข่งขันทันที เรื่องนี้มันอยู่ที่ว่าเราจะร่วมกันเดินกันอย่างไร สิ่งใดที่เห็นร่วมกันมันก็ง่าย มันจะมีบททดสอบหลายเรื่อง ที่อาจมีเรื่องผิดและต้องปรับตัว เพราะในช่วงการเดินนั้นจะมีการสะดุดและสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ้าง หากจะวิตกกังวลนั้นมันไม่จบ เพราะปัญหามีตลอด แต่เราต้องไม่วอกแวก
หลายเรื่องที่ตนกระทำนั้นมันยากเพราะมีเรื่องจุกจิกทางการเมืองหลายเรื่องที่ตนต้องเดินหน้าไป เรื่องนี้ต้องอดทนและเดินไปเพราะบางช่วงการเมืองเป็นปัญหาจริง ๆ แต่ต้องก้าวพ้นให้ได้ ภาวะความขัดแย้งที่รุนแรงหากพยายามมองด้านดีของทุกฝ่ายนั้นก็กระทำได้ ฝ่ายตรงข้ามตนนั้นตนพยายามมองสิ่งที่ดี เช่นการให้สิทธิประชาชนในชนบท สิ่งที่ไม่ดีในรัฐธรรมนูญก็ต้องดู ข้อเรียกร้องการเมืองใหม่ตนก็รับฟัง หากไม่สวนทางกับประชาธิปไตย เราไม่สามารถตัดสินผิดถูกโดยเสียงข้างมากได้ การจะอ้างว่าศาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น มันอ้างไม่ได้
หากใครมาจากเสียงข้างมากโดยไม่คำนึงถึงสิ่งถูกและผิดนั้น บ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ ตนไม่เคยจองเวรใคร หากทำกฎหมายไม่เป็นกฎหมายนั้น บ้านเมืองจะเดินได้ยาก ค่านิยมที่ไม่ต้องเคารพกฎหมายมันกำลังระบาด ที่ทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น ปิดถนนเพื่อข่มขู่รัฐบาลโดยพร้อมใช้ความรุนแรงรวมทั้งอาวุธนั้น หากเป็นแบบนี้มันป่วยการที่จะคิดวิสัยทัศน์ที่เลิศเลอ ฉะนั้นตนตั้งใจจะหยุดสภาพนี้ให้ได้เพราะการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยนั้น แสดงออกได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย
ขอเรียกร้องว่าสังคมจะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ไหม หากมั่นใจที่จะเดินหน้า ตนก็มั่นใจกับคนไทย แต่หลายเรื่องต้องปลูกฝังทัศนคติกับสิ่งที่หลงทางมาในหลายปีที่ผ่านมา โดยพวกเราต้องอดทนว่า มันเป็นเส้นทางที่ยาวและยาก ตนต้องการวางทิศทางและรากฐานให้คนต่อมาเดินไปได้ภายใต้ฉันทามติให้ประเทศไทยเดินผ่านช่วงเวลาที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมามีการเปิดโอกาสให้ตั้งคำถามกับนายกฯ เช่น วิธีการแก้การทุจริต นายกฯตอบว่า การทุจริตทั่วไปในระบบราชการที่ต้องเปลี่ยนกฎการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่มีการใช้เงิน ประเทศต่าง ๆ มีปัญหานี้มากในการควบคุมระบบเงินในการเมืองอย่างไร หากนักการเมืองส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายทางการเมืองที่มากกว่าเงินเดือนนั้น ตนมองไม่เห็นว่าทุจริตจะหยุดได้อย่างไร เพราะตรงนี้ยังแก้ไม่ตก เรื่องนี้ต้องมองทั้งระบบในการควบคุมและการระดมทุนในการเลือกตั้งให้ได้ รวมทั้งการปลูกฝังทัศนคติให้เยาวชนที่ต้องช่วยกันแก้ไข
คำถามต่อมาคือ แนวทางให้เกิดฉันทามติในสังคมจะเกิดอย่างไร รวมทั้งรัฐธรรมนูญจะมีกลไกที่จะสร้างความสมานฉันท์หรือไม่ นายกฯตอบว่า การสร้างความสมานฉันท์จะทำให้เกิดความเห็นตรงกันนั้น ก็ขอให้เลิกคิด สิ่งที่จะทำให้ได้คือหากคิดไม่ตรงกัน กระบวนการที่จะทำให้ปัญหายุติคือ ปัญหาการเมืองต้องแก้โดยประชาธิปไตย ปัญหากระบวนการยุติธรรมต้องแก้โดยกฎหมาย บางครั้งก็นำสองสิ่งนี้มาใช้แบบสลับกันจนเกิดปัญหา ตั้งแต่ตนทำงานการเมือง 18 ปีนั้น การเมืองวันนี้เพราะมีการใช้ความรุนแรงกันมาก



