
สำนักงานกิจการยุติธรรมมิติใหม่
สำนักงานกิจการยุติธรรมมิติใหม่ของงานขับเคลื่อนพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย
กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งหน่วยงานบริการภาคประชาชนที่สำคัญของภาครัฐ ด้วยบทบาทของการธำรงความสงบสุขและนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตของคนในประเทศชาติ จึงมีความจำเป็นต้องวางทิศทางการพัฒนาต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหน่วยงานด้านอื่นๆ รวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและคงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
จากการที่คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2549 มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีวัตถุประสงค์หลัก คือเป็นเวทีสะท้อนปัญหาและประสานความร่วมมือของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งกำหนดแผนการดำเนินงานด้านกระบวนการยุติธรรมในภาพรวมของประเทศเพื่อให้การพัฒนากระบวนการยุติธรรมมีความเป็นเอกภาพ
สำนักงานกิจการยุติธรรม ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติในการบูรณาการและประสานความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคองค์กรอิสระและภาคประชาสังคม รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์นโยบายและแผนยุทธศาสตร์แนวทางการบริหารงานยุติธรรม การจัดทำแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติที่จะใช้เป็นแผนงานหลักในการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมร่วมกัน
พสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันความรับผิดชอบและภารกิจทางด้านงานยุติธรรมกระจัดกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงต่างๆ มีทั้งที่อยู่ภายใต้การบริหาร การสั่งการโดยนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถสั่งการได้ ทำให้ที่ผ่านมาทิศทางและเป้าหมายการพัฒนากระบวนการงานด้านยุติธรรม แม้จะมีกลไกการทำงานเดียวกันและมีวัตถุประสงด์เดียวกัน แต่กลับมีการทำงานแบบแยกส่วน คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติและสำนักงานกิจการยุติธรรม จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสาน หากหน่วยงาน หรือองค์กรยุติธรรมฝ่ายใดมีการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม สามารถใช้กลไกจากคณะกรรมการชุดนี้ เชื่อมโยงประสานกันได้ ขณะเดียวกันอีกบทบาทของสำนักงานกิจการยุติธรรมยังมีหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์วิจัย เพื่อการพัฒนางานกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบด้วยเช่นกัน
“ต่อมาคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มีแนวคิดพัฒนาบทบาทตัวเองมากขึ้น เนื่องจากในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องมีรากฐานที่สำคัญคือตัวบทกฎหมาย จึงมีมติเสนอคณะรัฐมนตรีขอให้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่เป็นผู้ดูแล เสนอแนะการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายทั้งระบบ ทำให้ภารกิจในอนาคตบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานกิจการยุติธรรม จึงมีหน้าที่ในการกำกับดูแลกฎหมาย พิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยกับเหตุการณ์และยุคสมัย และป้องกันความซ้ำซ้อน หรือพันธกรณีกับระหว่างประเทศด้วย”
นอกจากนี้สำนักงานกิจการยุติธรรมยังขยายบทบาทไปถึงการรับผิดชอบดำเนินการจัดทำงบประมาณบูรณาการด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องแผนแม่บท สามารถดำเนินงานไปได้โดยมีงบประมาณจัดสรรอย่างพอเหมาะพอสม เพื่อแก้ปัญหาลดการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีความซับซ้อน ภายใต้แผนจัดสรรงบประมาณ จะทำให้เราได้เห็นภาพรวมในการใช้เม็ดเงินในกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการประชาชนได้ถูกจุดและเกิดประโยคสูงสุดมากขึ้น
เมื่อถามถึงภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนในด้านกระบวนยุติธรรม ผู้อำนวยการ สกธ. กล่าวว่า ตามนโยบายการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาล คือการพยายามขับเคลื่อนให้เกิดมาตรการทางกฎหมาย เพื่อที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการพัฒนางานกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ลดความล่าช้า และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมตามจริงของระบบกระบวนการนั้นๆ ส่วนอีกภารกิจ คือ การปราบอาชญกรรมที่สำคัญในประเทศ อาทิ ยาเสพติด คอร์รัปชั่น เป็นต้น โดยคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติจะเข้าไปดูแลและจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการในแต่ละเรื่องโดยเฉพาะ
“กรณีการลดความเหลื่อมล้ำ มีสองเรื่อง คือ เมื่อกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายลดความเหลื่อมล้ำ การเผยแพร่กฎหมาย การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมาย จะสามารถแสดงสิทธิ์ใช้สิทธิ์ของคนได้อย่างเต็มที่ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันคณะกรรมการ ยังพยายามมองหาแนวทางที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน เป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิ์ของเขา”
โดยคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติยังจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน การสร้างกระบวนยุติธรรมทางเลือก และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งในต่างประเทศมีการป้องกันสิทธิ์ด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมากมาย แนวทางเลือกดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องวิ่งหากระบวนการทางหลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นช่องทางที่ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
ผู้อำนวยการ สกธ.กล่าวด้วยว่า สำหรับในส่วนที่รัฐบาลมีการดำเนินการไปแล้วคือ การออกกฎหมายใหม่ในการใช้พิจารณาคดีแพ่ง กรณีที่เป็นคดีไม่สำคัญมากนัก กฎหมายนี้จะให้คงการพิจารณาเฉพาะศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ โดยไม่ต้องไปถึงชั้นศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนศาลอุทธรณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าว เป็นแนวทางการพิจารณาตามหลักสากล จะช่วยย่นระยะเวลาพิจารณาในแต่ละคดีลงเหลือไม่ถึงสิบปี ยกเว้นในกรณีคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากฎหมายประเทศ หรือเกี่ยวข้องกับนโยบาย หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงสามารถให้ส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจให้การเลือกรับการพิจารณาคดีต่างๆ ที่มีความสำคัญ ด้วยกระบวนดังกล่าวจะช่วยให้การพิจารณาคดีเกิดความรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขให้การส่งหมายเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วขึ้น และมีแนวทางในการพยายามนำวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในการดำเนินคดีในศาล ส่วนบรรดาคดีเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นภาระเกินไป อาจใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก ยกเว้นคดีที่ไม่จบที่ต้องสู่กระบวนการศาล ในเรื่องคอร์รัปชันมีการผลักดันหลายเรื่องเช่นเดียวกัน อาทิ การจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามและทุจริตแห่งชาติ การขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆ และยังมีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในส่วนอาชญากรรมยาเสพติด
“รัฐยังมีนโยบายในการดำเนินการรวบรวมกฎหมายยาเสพติดที่กระจัดกระจายอยู่หลายภาคส่วน เพื่อจัดทำเป็นระบบให้อยู่ที่เดียวกัน เพื่อป้องกันการเกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานและการบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย รวมถึงหากเมื่อมีกฎหมายหรือการบังคับใช้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานกิจการยุติธรรมที่จะต้องดูว่าการออกกฎหมายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ และมีช่องโหว่อย่างไรที่ต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป"
พสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการปรับปรุงพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้เหมาะสมกับพลวัตในสังคม และเท่าทันความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำนักงานกิจการยุติธรรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการประชาชนได้จริง และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ



