
อุยกูร์: ปัญหามุสลิมในจีน(3)
อุยกูร์: ปัญหามุสลิมในจีน(3) : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
นโยบายของจีนต่อเขตปกครองตนเองซินเจียง-อุยกูร์ (ตามการบอกเล่าของนักวิชาการด้านจีนศึกษาบางคนที่ร่วมเดินทางกับผมในซินเจียง) ถือเป็นผลผลิตของสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ตลอดจนสงครามเย็นและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตของกระแสแนวคิดการรวมเติร์ก (Pan-Turkism) และแนวคิดการรวมอิสลาม (Pan-Islamism) ในหมู่ชาวอุยกูร์นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
ความสำเร็จของชาวอุยกูร์ในการจัดตั้งสาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออกในช่วงทศวรรษที่ 1930-1940 แม้จะดำรงอยู่ได้ชั่วคราว แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้จีนหวาดระแวงกระแสแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงเรื่อยมา การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการแยกตัวเป็นรัฐเอกราชของกลุ่มชนเชื้อชาติเติร์กในเอเชียกลาง 5-6 ประเทศในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยิ่งหวาดเกรงกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกรัฐของชาวอุยกูร์ออกจากจีนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับสหภาพโซเวียตมาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงอยู่เฉยไม่ได้ สุดท้ายต้องออกแคมเปญ “ต่อต้านสามพลังความชั่วร้าย” คือ ลัทธิสุดโต่ง ลัทธิแบ่งแยกดินแดน และลัทธิก่อการร้าย เป้าหมายคือป้องกันมิให้ชาวอุยกูร์แยกตัวเป็นรัฐอิสระได้ หลังเหตุการณ์ 9/11 จีนซึ่งเฝ้ามองสหรัฐใช้มาตรการสงครามต่อต้านการก่อการร้ายไปทั่วโลก จึงใช้ข้ออ้างเรื่องภัยคุกคามนี้ สร้างความชอบธรรมในนโยบายและปฏิบัติการของตนเองที่กระทำในดินแดนซินเจียง ทำให้โลกมองไม่เห็นประเด็นเรื่องมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิดอย่างหนัก
ชาวอุยกูร์ทั้งที่เป็นแกนนำและชาวบ้านธรรมดาจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตา ถูกออกหมายจับ ถูกศาลตัดสินจำคุก หรือแม้กระทั่งถูกประหารชีวิตด้วยข้อหามีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นข้อหาก่อการร้าย ไม่มีใครรู้จำนวนนักโทษทางการเมืองชาวอุยกูร์แน่ชัดที่ยังถูกคุมขังอยู่ในซินเจียงขณะนี้ แม้แต่ชาวอุยกูร์ที่ได้รับสัญชาติอื่นไปแล้ว แต่หากถูกจับที่ดินแดนเอเชียกลาง ก็จะถูกส่งตัวกลับไปให้ประเทศจีน เพราะจีนและกลุ่มประเทศเอเชียกลางมีความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างใกล้ชิด
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ตลอดช่วงทศวรรษที่ 1990 เราจะเห็นการลุกฮือขึ้นของชาวอุยกูร์ เดินขบวนประท้วงนโยบายการปราบปรามของทางการจีนเป็นระยะๆ ซึ่งก็จะตามมาด้วยการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือดในหลายๆ ครั้ง ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างชาวอุยกูร์กับทางการจีนได้อย่างชัดเจนคือ เหตุการณ์จลาจลในดินแดนซินเจียงเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2009 อันทำให้ชาวอุยกูร์จำนวนมากเสียชีวิตและถูกจับกุมคุมขัง
สภาพการณ์ของมุสลิมอุยกูร์ผิดแผกแตกต่างไปจากมุสลิมฮุยครับ เพราะนอกจากมุสลิมฮุยจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบอะไรมากนักจากนโยบายของจีนในซินเจียงอย่างที่ได้กล่าวไป ชาวฮุยยังประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจการค้าในเมืองอุรุมชี เมืองเอกของรัฐซินเจียง โดยเฉพาะในเขตปกครองตนเองของชาวฮุย (Changji Hui Autonomous Region) นักธุรกิจและชาวไร่ชาวนาที่เป็นมุสลิมฮุยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงตลาดเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้ก็เนื่องจากชาวฮุยในซินเจียงมีเครือข่ายการค้าและสังคมกับชาวฮุยด้วยกันนอกพื้นที่ซินเจียงอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญคือชาวฮุยเหล่านี้พูดภาษาจีนและมีวิถีทางวัฒนธรรมแบบจีน ซึ่งแตกต่างจากชาวอุยกูร์ที่ทั้งภาษาและวัฒนธรรมเป็นแบบชาวเติร์ก
ตรงนี้สำคัญครับ เพราะสำหรับชาวมุสลิมฮุยแล้วการเรียนรู้และใช้ภาษาจีนถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันกับชาวจีนฮั่นและเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้ตนเอง แต่สำหรับชาวอุยกูร์แล้ว การเรียนรู้ภาษาจีน วัฒนธรรมจีน กลายเป็นเรื่องของการยอมอ่อนข้อก้มกราบให้แก่รัฐที่กดขี่และมีนโยบายที่จะกลืนกินวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์มาตลอด
ขณะที่สำหรับชาวมุสลิมฮุยแล้ว อัตลักษณ์ที่พวกเขารู้สึกแตกต่างกับชาวจีนฮั่นประการเดียวคือศาสนาอิสลาม แต่สำหรับมุสลิมอุยกูร์แล้ว นอกจากศาสนาที่มีความแตกต่างแล้ว พวกเขายังพยายามขับเน้นเรื่องความแตกต่างทางอัตลักษณ์ว่าด้วยเรื่องชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมอีกด้วย



