ข่าว

‘ผบ.ทบ.’ห่วงประชาชนจากเหตุก่อกวนใต้

‘ผบ.ทบ.’ห่วงประชาชนจากเหตุก่อกวนใต้

30 ต.ค. 2558

"ผบ.ทบ."ห่วง ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุก่อกวนในพื้นที่จ.ยะลา สั่ง มทภ.4ล่าคนร้าย ขณะที่ กอ.รมน. ประณาม การกระทำดังกล่าว

     
          วันที่ 30 ต.ค.58 พล.ต.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุก่อกวนหลายจุดตามแนวถนนหมายเลข 410 เขตพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อค่ำวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ระบบกระแสไฟฟ้าขัดข้องหลายพื้นที่ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันดำเนินการแก้ไขจนทำให้สามารถใช้งานกระแสไฟฟ้าได้ โดยช่วงค่ำวันเดียวกันภายหลังเกิดเหตุ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะ รอง ผอ.รมน. ได้สั่งการโดยตรงต่อ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่4  ในฐานะผอ.รมน.ภาค 4 ให้ควบคุมสถานการณ์ร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจในพื้นที่แล้ว พร้อมได้แสดงความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ กับให้เร่งคลี่คลายเหตุการณ์ รวมทั้งให้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุโดยอาศัยวัตถุพยานต่าง ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม
 
          พล.ต.บรรพต กล่าวว่า   กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงเห็นได้ว่า ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีความพยายามก่อเหตุของกลุ่มคนบางกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เป็นลักษณะการก่อเหตุแบบก่อกวนหลายจุดในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน  มุ่งสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนทั่วไป หวังให้เกิดผลทางจิตวิทยาในวงกว้าง และสร้างความตระหนกต่อสาธารณชน กอ.รมน. จึงขอประณามผู้ร่วมวางแผนสั่งการและผู้ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ที่มุ่งทำลายทรัพย์สินของทางราชการซึ่งเป็นสาธารณสมบัติที่จำเป็น อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน พร้อมกันนี้ กอ.รมน. ขอยืนยันที่จะมุ่งมั่นบูรณาการทุกหน่วยงานสำหรับการปฏิบัติภารกิจการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชาบแดนภาคใต้อย่างเต็มขีดความสามารถ ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา จชต. ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดต่อไป




ระบุเหตุระเบิดยะลาหลายจุดหวังต่อรอง“พูดคุยสันติสุข”
          ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาค 4ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ท.เรืองศักดิ์ สุวรรณนาคะ แม่ทัพน้อยที่4 ในฐานะ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ประชุมสรุปสถานการณ์ในภาพรวมของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยมี รองผู้ว่าจังหวัดยะลา ตัวแทนจากหน่วยเฉพาะกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยข่าวกรอง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
 
          พล.ท.เรืองศักดิ์ กล่าวถึงเหตุระเบิดหลายอำเภอในจังหวัดยะลาช่วงค่ำวันที่ 29 ต.ค.และต่อเนื่องเช้าวันที่ 30 ต.ค.ว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องการสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้น เป้าหมายเพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐ และดิสเครดิตแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาล จากสภาพการก่อเหตุพบว่ามีการกระจายไปเต็มพื้นที่ อำเภอละ 2-3 จุด เป็นลักษณะของการก่อกวน ในพื้นที่รอบนอก ไม่มีทรัพย์สินเสียหายมากมาย มีหม้อแปลงระเบิด ไฟฟ้าดับแต่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างรวดเร็วซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพรวมเป็นความรับผิดชอบของกอ.รมน.ภาค 4 สน.ที่ต้องปรับแผน ใช้คนและเครื่องมือในการป้องกันเหตุมากขึ้นในพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อน แต่จะเห็นว่าเมืองเศรษฐกิจ 7 เมืองใหญ่ผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่สามารถทำอันตรายได้เนื่องจากมาตรการในการดูแลความปลอดภัยที่เราวางไว้รัดกุม จึงเลือกไปก่อเหตุรอบนอกแทน แต่เจ้าหน้าที่รัฐ 3 ฝ่ายก็สามารถปรับสภาวะแวดล้อมให้เข้าสู่ปกติได้ภายใน 24 ชั่วโมง
     
          พล.ท.เรืองศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากสถิติพบว่าสถานการณ์ความรุนแรงในปีที่แล้วลดลง70% เป็นผลจากการทำงานและเดินไปตามยุทธศาสตร์ที่เราวางไว้ และต้องทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.)มีเอกภาพในการบังคับบัญชา กำลัง 3 ฝ่ายรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ที่ความรุนแรงยังไม่หมดไปเพราะผู้เห็นต่างใช้ความรุนแรงควบคุมมวลชน สร้างภาพความวุ่นวายให้เกิดขึ้น    
      
          แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่าจากการวิเคราะห์พบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุเมื่อคืนนี้มี 2 ประการ คือ ต้องการใช้การก่อเหตุรุนแรงผลักดันขัอเสนอของฝ่ายตนเพื่อต่อรองการพูดคุยสันติสุขที่จะเริ่มในต้นเดือน พ.ย.นี้  อีกทั้ง จังหวัดยะลาไม่ได้เกิดเหตุมานานแล้ว ซึ่งวงรอบการก่อเหตุในพื้นที่จะทำปีละ2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือเหตุระเบิดรุนแรงเมื่อเดือน พ.ค.58 ที่ผ่านมา
         
          แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง กล่าวอีกว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ไม่สนับสนุนการก่อเหตุ พร้อมทั้งตอบโต้การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการรุกคืบอิธิพลของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง จนสามารถทำลายที่หลบซ่อน พักพิง ตลอดจนตรวจจับเครือข่ายภัยแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ ถือเป็นเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงเพื่อการดำรงสถานการณ์ให้เกื้อกูลในการทำธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเป็นไปตามเป้าหมายสุดท้ายของกลุ่มก่อเหตุความรุนแรง ที่ต้องการแบกแยกดินแดน จัดตั้งเป็นรัฐอิสลามปัตตานี และจากการข่าวยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้เห็นต่าง ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธี วางแผนเตรียมการก่อเหตุสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง