ข่าว

สานต่อปฏิรูป-สู่อนาคตประเทศ

สานต่อปฏิรูป-สู่อนาคตประเทศ

30 ต.ค. 2558

สานต่อปฏิรูป-สู่อนาคตประเทศ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

             แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานจะตกไป เพราะไม่ผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

             และแม้ว่า สปช. จะสิ้นสุดลงตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนด

             แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวคิดการ “ปฏิรูป” โจทย์สำคัญที่ สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการมาจะสูญเปล่า

             เพราะนอกเหนือไปจากรายงานของ สปช. “วาระปฏิรูป 37 วาระ และวาระพัฒนา 6 วาระ” ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สามารถที่จะหยิบยกมาพิจารณาต่อแล้ว ยังมีอดีตสมาชิก สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายคนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สปท. ต่อด้วย

             นั่นหมายความว่า แนวทางการ “ปฏิรูป” ที่ สปช.ได้วางไว้จะได้รับการสานต่อจาก สปท. โดยที่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

             ดร.ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก สปท. ซึ่งเป็นหนึ่งในอดีตสมาชิก สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า สปท.จะนำรายงานของ สปช. มาพิจารณา โดยข้อเสนอบางอย่างรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จที่ได้รับการผลักดัน แต่ในขณะเดียวกัน สปท.จะต้องมีกระบวนการติดตามต่อไปว่า ภายหลังจากหน่วยงานต่างๆ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล มีความคืบหน้าในเรื่องนั้นอย่างไร

             ส่วนประเด็นที่ยังไม่มีการดำเนินการจะต้องทบทวนและศึกษาต่อ โดยจัดลำดับการพิจารณาว่าประเด็นใด คือ วาระเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการทำทันที และประเด็นใดที่จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างยั่งยืน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า สำหรับความก้าวหน้าที่ได้มาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้น มีหลายประเด็น แต่ที่ีสำคัญที่สุด คือแนวคิด “พลเมืองเป็นใหญ่” ซึ่งจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองและบริหารบ้านเมืองมากขึ้น

             ส่วนแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐนั้น รัฐต้องดำเนินนโยบายการเงินการคลังและงบประมาณภาครัฐ โดยยึดหลักการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง และการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างคุ้มค่า จัดให้มีระบบการเงินการคลังเพื่อสังคม มีระบบภาษีอากรที่มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน มีกลไกป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว และมีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

             “ที่สำคัญที่สุด คือ ธรรมาภิบาล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนที่จะอนุมัติโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมโลกมีกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรถูกนำมาพิจารณาต่อ” ดร.ถวิลวดี กล่าว

             ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ได้กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น การดูแลตัวเอง การจัดการนโยบายสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

             ดร.ถวิลวดี กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือ การรับฟังความเห็นของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งประชาชนระบุชัดเจนว่าต้องการให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้าสู่อำนาจรัฐ

             สิ่งเหล่านี้ คือ หลักการในการปฏิรูป ที่ผู้เคยเป็นทั้งอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต สปช. ตั้งใจที่จะผลักดันให้แนวคิดเหล่านี้ถูกนำไปพิจารณาอีกครั้งเพื่ออนาคตของประเทศ