ข่าว

สูตรเลือกตั้ง‘พิสดาร’

สูตรเลือกตั้ง‘พิสดาร’

29 ต.ค. 2558

สูตรเลือกตั้ง‘พิสดาร’ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

              สูตรเลือกตั้งพิสดารฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้ถูกโยนมาสู่สังคมและเป็นที่ถกเถียงว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้นำคะแนนของผู้แพ้ในระบบเขตแปลงร่างมาเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อ และที่สำคัญคือคะแนนของผู้ที่ชนะในแบบแบ่งเขตจะไม่ถูกนำมาคำนวณในบัญชีรายชื่อ

              หากเรายึดตามการคำนวณพื้นฐานจากการเลือกตั้งปี 2548 (จากสถิติของ กกต.) จะเห็นได้ว่าเดิมนั้นคะแนนที่มีคนมาลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะมีถึง 31 ล้านคะแนน แต่หากนำมาคิดในระบบใหม่ซึ่งจะนับเฉพาะคะแนนในระบบเขตของผู้แพ้ ปรากฏว่าจะมีคะแนนที่ถูกนำคำนวณเพียง 11 ล้านคะแนนเท่านั้น โดยมีคะแนนที่ไม่ถูกนำมาคิดถึง 18 ล้านคะแนนด้วยกัน

              และที่น่าสนใจคือคะแนนของพรรอันดับหนึ่งในขณะนั้นที่ได้ส.ส.เขต 208 ที่นั่ง หากตีเฉลี่ยว่าแต่ละเขตได้ 35,000 คะแนน ก็เท่ากับว่าคะแนนของพวกเขาจะไม่ถูกนำมาคำนวณถึง 10 ล้านคะแนน ขณะที่พรรคลำดับรองหรือที่ได้ที่สองใน 308 เขตนั้นหากเฉลี่ยเขตละ 20,000 คะแนน ก็จะมีถึง 6 ล้านคะแนนด้วยกัน

              ผลเฉลี่ยไปกลับมีผลทางการเมืองอย่างมาก และเมื่อนำมาคิดคำนวณเป็นจำนวนส.ส. แล้วจะพบว่า พรรคอันดับหนึ่งจำนวน ส.ส. จะหายไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ พรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ส.ส. บัญชีรายชื่อจะหายไปถึง 47 คน กล่าวคือ จากเดิมที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คนก็เหลือเพียง 20 คนเท่านั้น และทำให้จำนวนรวมจะเหลือเพียง 328 จากเดิมที่ได้ 375 คะแนน

              ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 11 ที่นั่ง จากเดิม 26 ก็จะเพิ่มเป็น 37 และจำนวนรวมส.ส.ก็จากเดิม 96 คน ก็จะเพิ่มเป็น 107 คน

              แต่ที่น่าสนใจคือการเพิ่มของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยพรรคชาติไทยในขณะนั้นหากคำนวณแบบใหม่ จะมีส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มถึง 14 คนด้วยกัน คือ จากเดิมที่ได้ 7 คน ก็เป็น 21 คน และ ส.ส. รวมจากเดิม 26 คน ก็จะเพิ่มเป็น 40 คน

              ส่วนพรรคมหาชนที่มี ส.ส.เขตเพียง 3 คน และไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย หากทำตามระบบนี้ พวกเขาจะมี ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อถึง 19 คน และรวม ส.ส.จากเดิม 3 คน ก็เพิ่มเป็น 22 คน

              ส่วนพรรคที่ไม่มี ส.ส.เขตอย่างพรรคคนขอปลดหนี้ และความหวังใหม่ ก็ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มมา 2 คน และ 1 คน ตามลำดับ

              จะเห็นได้ว่าวิธีการคำนวณเช่นนี้จะเป็นการลดทอนพรรคใหญ่ที่มีส.ส.แบบแบ่งเขตมาก และไปเพิ่มให้พรรคขนาดรองลงไป
             
              ต้องบอกว่านี่คือการคิดในฐานที่มี ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ระบบนี้่จะแผลงฤทธิ์มากยิ่งขึ้นหากเพิ่มจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อให้ใกล้เคียงหรือเท่ากับส.ส.เขต เพราะนั่นหมายความว่า พรรคที่กวาดที่นั่งเยอะ ยิ่งเสียคะแนนบัญชีรายชื่อเยอะ ส่วนพรรครองลงไปก็จะได้เปรียบมากขึ้นในระบบนี้

              และถึงที่สุดของระบบนี้ จะไม่สามารถมีพรรคใดพรรคหนึ่งครองเสียงข้างมากในสภาได้ แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ มีความเป็นไปได้สูงว่า พรรคที่ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง ผ่านระบบส.ส. เขตอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคที่แพ้การเลือกตั้งในระบบเขตจะมีเสียงมากพอ และเมื่อรวมกันก็อาจจะตั้งรัฐบาลได้

              นี่อาจจะเป็นการนำมาซึ่งความขัดแย้งในอนาคตได้ หากมีคนจุดประเด็นว่า “ชนะเลือกตั้งแล้วไฉนไม่ได้เป็นรัฐบาล”