
ภาษาไม่เป็นอุปสรรค..เพราะรักชนะทุกอย่าง
29 ต.ค. 2558
ภาษาไม่เป็นอุปสรรค..เพราะรักชนะทุกอย่าง : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย... กวินทรา ใจซื่อ
การครองตัวเป็นโสดใช้ชีวิตทำงาน เวลาว่างท่องเที่ยวพบปะเพื่อนฝูงของ “เจมส์ สปูเนอร์” ชาวอังกฤษ ไม่ต่างจากคนโสดคนอื่นๆ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น เจมส์เริ่มมองหาเพื่อนคู่คิดที่จะใช้ชีวิตดูแลกันในยามแก่เฒ่า เมื่อเพื่อนสนิทมีภรรยาเป็นสาวไทยทำให้เขารู้สึกประทับใจในกิริยามารยาท ความอ่อนโยน การเอาใจใส่ การดูแลครอบครัว ความรักที่ให้สามีของสาวไทยทำให้เป็นจุดเริ่มต้นในการหาชีวิตคู่เป็นหญิงคนไทย จึงตัดสินใจให้เพื่อนหาคนรักสาวชาวไทยหวังใช้ชีวิตร่วมกัน เจมส์ได้เจอกับ “กมลพร” อดีตครูชาว จ.มหาสารคาม ผ่านทางเว็บไซต์หาคู่ ความประทับใจเมื่อแรกเห็นคือหน้าตาของหญิงสาวที่คล้ายภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจมส์สนใจและเลือกพูดคุยกับเธอ
หลังจากที่กมลพรครองตัวเป็นโสดอยู่คนเดียวมานานหลายปี เธอตัดสินใจเข้าไปสมัครในเว็บไซต์หาคู่เพื่อมองหาคนที่ถูกใจ พูดคุยถูกคอหวังจะมีเพื่อนใหม่ ได้ฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ กมลพรจึงเลือกคุยกับชาวอังกฤษอายุไม่เกิน 60 ปี
“เราเจอกันผ่านเว็บไซต์เมื่อปี 2547 ช่วงแรกไม่ได้คิดเรื่องการหาคู่ แค่ต้องการมีเพื่อนพูดคุยภาษาอังกฤษ ช่วงแรกๆ ไม่ได้คุย ไม่ได้แชทเอง เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น จะมีเพื่อนเป็นล่ามแชทให้คิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 1,500 บาท ก็บอกเพื่อนว่าอยากคุยกับชาวอังกฤษอายุไม่เกิน 60 ปี จนได้เห็นภาพถ่ายของคุณเจมส์ สะดุดตาเพราะเขาหน้าตาคล้ายแม่ของเรา วันแรกก็คุยกันเรื่องทั่วไป เขาถามว่าเราชอบอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว อาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ เราคุยกันประมาณ 3 เดือนผ่านทางล่ามก็พอจะรู้นิสัยว่าเขาเป็นคนใจเย็น อ่อนโยน ให้เกียรติผู้หญิง แล้วเขาก็ถามว่ามาเป็นแม่บ้านให้เขามั้ย มาอยู่กับเขาที่อังกฤษมั้ย จากนั้นคุณเจมส์ก็เดินทางมาหาที่อุดรธานี”
การใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย 2 อาทิตย์ ทั้งคู่ได้เรียนรู้กัน ปัญหาสำคัญที่พบคือเรื่องการใช้ภาษาเพราะการเจอกันครั้งแรก กลมพรยังคงต้องเดินทางไปกับเพื่อนที่เป็นล่ามแปลภาษาช่วยพูดคุย ทำให้เจมส์รู้ว่าที่ผ่านมาเขาคุยผ่านล่าม แต่เจมส์สัมผัสได้ถึงความรักความจริงใจของหญิงสาว เรื่องภาษาจึงไม่เป็นปัญหาอุปสรรคของความรักในครั้งนี้
“ครั้งแรกที่เจอกับคุณเจมส์ยังต้องใช้ล่าม หลังจากนั้นเราพยายามเรียนรู้กัน การพูดคุยแต่ละครั้งจึงเปิดดิกชันนารีสื่อสารกัน แต่สิ่งที่ทำให้เราเกือบผิดใจกัน จนคุณเจมส์เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากบ้านเพราะเรื่องการแปล การสื่อสารของคนอื่น ในสมัยนั้นนอกจากจะสอนหนังสือแล้วยังจัดรายการวิทยุทำให้มีคนรู้จักเยอะ มีแฟนคลับเข้ามาพูดคุย ขอลายเซ็น แต่คนแปลภาษาแปลผิด บอกว่าเรามีบอยเฟรนด์ 200 คน ทำให้คุณเจมส์เข้าใจผิด บอกว่าเราเป็นคนไม่ดี เขาก็รู้สึกไม่ดีจนไม่อยากกลับมาเมืองไทยอีก กว่าจะอธิบาย คุยกันรู้เรื่องก็ใช้เวลา”
ระยะเวลา 2 อาทิตย์ที่รู้จักเรียนรู้กัน ทำให้เจมส์ตัดสินใจชวนกมลพรไปใช้ชีวิตด้วยกันที่ประเทศอังกฤษ ทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสที่สถานทูต จากนั้นเจมส์เดินทางกลับประเทศ ส่วนกมลพรและล่ามเดินทางกลับอุดรธานีกับความรู้สึกคิดถึงคนรัก งงกับการต้องเป็นเจ้าสาวคืนเดียว ส่วนเจมส์ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ห่างกัน เขาโทรศัพท์มาหาภรรยาและให้กลมพรอัดเทปช่วงจัดรายการให้ฟังทุกวัน ถึงไม่ได้เห็นหน้า หากได้ยินเพียงเสียงก็เป็นสุขใจแล้ว
“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนรู้สึกงงๆ เพราะเราจดทะเบียนสมรสเดือนกุมภาพันธ์ รอจนปิดเทอมตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวอังกฤษในเดือนตุลาคม ระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็ตัดสินใจเรื่องการย้ายมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ทดลองอยู่ประมาณ 2-3 เดือน เมื่อตัดสินใจว่าจะอยู่จึงทำเรื่องขอวีซ่า เมื่อได้วีซ่าก็ลาออก แล้วมาอยู่ที่อังกฤษในปีเดียวกัน”
เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่อังกฤษ 3 ปีแรกใช้เวลาไปกับเรื่องการเรียนภาษา ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม การกินอยู่ และการทำอาชีพ ในปีแรกเจมส์ให้กลมพร กินอาหารแบบคนอังกฤษนานถึง 1 ปี เพื่อให้ปรับสภาพความเป็นอยู่ สภาพร่างกาย เมื่อเรียนภาษาจนสามารถสื่อสารได้ ก็เริ่มมองหางานทำ เพราะต้องการมีเพื่อน มีสังคม มีเงินใช้จ่ายเอง แม้ระยะแรกๆ สามีจะไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้อยู่ดูแลบ้าน จนยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ให้ทำงานจะกลับเมืองไทย เจมส์จึงยอมให้ภรรยาออกไปทำงาน
“อยากทำงาน อยากมีเพื่อน เราจะได้ไม่เหงา ส่วนเรื่องการดูแลบ้าน ดูแลสามีเราก็ไม่บกพร่อง เพราะตั้งแต่คบหาจนแต่งงานอยู่ด้วยกัน เราไม่เคยพูดคุยร้องขอสามีเรื่องเงินทอง เพราะมองว่าเป็นเรื่องศักดิ์ศรี เราต้องอยู่แบบพึ่งพาตัวเองด้วย ไม่ใช่ให้เขาเลี้ยงอย่างเดียว ช่วงแรกๆ ทำงานเป็นแม่บ้านโรงแรมก็อายคนนะ ทำงานหนักมาก เหนื่อยจนท้อใจ ร้องไห้ก็มี แต่พอเห็นรายได้ทำให้มีแรงฮึดสู้งาน รู้สึกภูมิใจที่เราดูแลตัวเองได้ หาเวลาว่างเรียนหนังสือเพิ่มเติม จนจบเอกปฐมวัยได้เกรดบี จนอาจารย์เชียร์ให้เรียนต่อที่ ออกซ์ฟอร์ด แต่ปฏิเสธไป 10 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ตอนนี้เพื่อนเยอะ เจ้านายดี ชีวิตดีแล้ว”
ในบั้นปลายชีวิตทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตท่องเที่ยวและทำงาน ส่วนในอนาคตกลมพรวางแผนทำงานเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต พร้อมกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยบ้านเกิดด้วยการทำไร่นาสวนผสมบนที่นา 17 ไร่ จะปลูกพืชผักและทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
...........................................
(หมายเหตุ ภาษาไม่เป็นอุปสรรค..เพราะรักชนะทุกอย่าง : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย... กวินทรา ใจซื่อ)



