
ขาใหญ่สลากจับตาระเบิดลูกใหม่ เตือนปัญหาล้นตลาด-รายย่อยอ่วม
29 ต.ค. 2558
ขาใหญ่สลากจับตาระเบิดลูกใหม่ เตือนปัญหาล้นตลาด-รายย่อยอ่วม
หลังจากที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ต่อสัญญาการเป็นผู้ค้าสลากให้นิติบุคคลทุกราย รวมทั้งรายใหญ่ 3 บริษัทที่ทำหน้าที่กระจายสลากมานานกว่า 30 ปี โดยสำนักงานสลากฯ ทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้พิมพ์และขายสลากโดยตรงผ่านระบบการจองของธนาคารกรุงไทยมาแล้ว 2 งวด และโควตาของ 3 เสือกองสลากจะหมดลงหลังงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2558 เพื่อดึงเอาโควตาทั้งหมดไปจัดสรรให้ผู้รายย่อย จึงมีคำถามว่าแล้วนิติบุคคลรายใหญ่หรือยี่ปั๊วที่เคยถูกขนานนามว่าเป็นเสือนอนกินจะปรับตัวและทำอย่างไรต่อไป เพราะส่วนใหญ่ยังคงเก็บตัวเงียบไม่ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนเสือซุ่มรอเวลาที่จะกลับมาหากินอีกครั้ง
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ ผู้กองมนัส ประธานกรรมการ ธรรมนัส 888 กรุ๊ป ในฐานะหุ้นส่วนของ หจก.ขวัญฤดี 1 ใน 3 เสือที่ถูกตัดโควตาและได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เปิดใจว่า นโยบายของคณะกรรมการสลากกินแบ่งชุดใหม่เป็นแนวทางที่ถูกต้องในเรื่องการกดต้นทุนของสลากให้อยู่ในระดับต่ำ โดยการให้ผู้ค้าได้สลากไปในราคาส่วนลดและทำให้สลากถึงมือรายย่อยได้ในราคาฉบับละ 80 บาท เพราะก่อนหน้าที่จะมีการคุมราคาสลากจะมีการรับซื้อสลากต่อกันไปหลายทอด ทำให้สลากมีราคาเพิ่มขึ้นหลายช่วงก่อนจะไปถึงมือประชาชนที่ราคา 100 บาท หรือมากกว่านั้น และยังมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงอยู่ด้วยและในอนาคตมองว่าการเมืองคงจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้ยาก เพราะประชาชนจะไม่ยอมจ่ายซื้อสลากในราคาที่แพงกว่า 80 บาทอีกต่อไป
พร้อมทั้งยอมรับว่าการรวมชุดสลากในอดีตทำได้ง่าย โดยผู้ค้ารายใหญ่จะมีการตกลงกัน เพื่อเอาเลขในแต่ละหมวดมาแลกกันไปจัดรวมชุดใหญ่เพื่อให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งการขายแพงไม่ได้หมายความว่าจะหากำไรมากๆ แต่เป็นการถัวเฉลี่ยกับสลากเลขไม่สวยที่ขายไม่ออก แต่ตอนนี้ยอมรับว่าผู้ค้าต่างคนต่างขาย ดังนั้น การรวมชุดใหญ่ทำได้ยากขึ้น การรวมชุดจะเป็นการแลกกันเองของกลุ่มผู้ค้ารายย่อยและมีไม่มาก หรืออย่างมากก็ 5 ใบเท่านั้น
ส่วนกรณีที่หลังจากงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2558 บริษัทจะถูกตัดโควตาทั้งหมด รวมทั้งนิติบุคคลรายใหญ่ด้วยนั้น ทางผู้ค้ารายใหญ่ 3 รายได้มีการหารือกันแล้ว ทั้งนางปลื้มจิตต์(เจ๊แดง) และนางสะเรียง ว่าจะไม่มีเคลื่อนไหวใดๆ โดยเฉพาะการเข้าไปกว้านซื้อสลากจากองค์กร สมาคม มูลนิธิหรือผู้ที่ได้รับโควตาแต่ไม่ได้ขายเอง โดยจะปล่อยให้กลไกลตลาดทำงานไปก่อนเพื่อให้ตลาดปรับเข้าสู่จุดสมดุล เพราะมองว่าปริมาณสลากมีมากเกินไป หากจะให้เหมะสมกับความต้องการซื้อควรอยู่ที่ 60 ล้านฉบับเท่านั้น โดยกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายประเมินแล้วว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะเห็นปัญหาสลากเหลือและมีการทิ้งสลากไม่จองซื้อกันอย่างคับคั่งเหมือนในขณะนี้ ซึ่งจะคล้ายกับการมีหวยบนดินในอดีตที่ช่วงนั้นสลากกินแบ่งขายไม่หมดและเกิดปัญหาในการกระจายหรือจัดจำหน่ายสลาก จนสำนักงานสลากฯ ต้องดึงให้นิติบุคคลรายใหญ่เข้ามาช่วยจัดจำหน่าย เพราะมีศักยภาพกว่ารายย่อยๆ
ดังนั้น ในครั้งนี้สำนักงานสลากฯ คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะตามมา และหากจะดึงให้นิติบุคคลกลับเข้าไปช่วยกระจายสลากเหมือนเดิม ทางรายใหญ่ก็พร้อมจะเข้าไปช่วยดำเนินการ เพราะค้าขายสลากมานานจึงอยากจะทำต่อไป อย่างบริษัทของตนแม้จะเข้าสู่วงการสลากเพียง 10 ปีแต่ก็มีความเชี่ยวชาญและมีเครือข่ายมากพอๆ กับอีก 2 บริษัทที่ทำมานาน 30-40 ปี พร้อมทั้งยืนยันว่าที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้ทำตัวเป็นเสือนอนกินเพราะส่วนต่างที่ได้จากสลากไม่ได้บวกเพิ่มมาก ทำธุรกิจมีกำไรเพียง 10% เทียบกับธุรกิจอื่นที่บวกกำไรเพิ่ม 15% และสลากที่บริษัทได้รับโควตามาส่วนใหญ่เป็นสลากการกุศลที่มีการเสียภาษีให้หน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว
ที่สำคัญได้รับทราบข้อมูลมาว่าการดำเนินมาตรการระยะต่อไปสำนักงานสลากฯ อาจจะใช้วิธีขายผ่านระบบออนไลน์ประมาณช่วงกลางปีหน้า เพื่อดูแลให้สลากสามารถขายได้ในราคา 80 บาทอย่างยั่งยืน แต่จะปรับวิธีใหม่ด้วยการขายผ่านตู้เอทีเอ็ม จึงยิ่งทำให้ประชาชนซื้อสลากง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ค้าสลากรายย่อยที่ทำเป็นอาชีพหลักและสลากที่พิมพ์ออกมางวดละ 100 ล้านฉบับน่าจะได้รับผลกระทบและเกิดปัญหาสลากล้นตลาดอย่างแน่นอน หากไม่มีการทำตลาดที่ดีพอ ส่วนนิติบุคคลรายใหญ่นั้นแม้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางขายสลากแต่ยังมีอาชีพอื่นหรือธุรกิจอื่นรองรับ โดยในส่วนของบริษัทมีสถานที่ให้เช่าจำหน่ายสลากใกล้ๆ สนามบินน้ำ หรืออีก 2 รายก็อาจจะผันตัวไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แทน
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ก่อนจะมีการเปิดให้ซื้อและจองสลากผ่านธนาคารกรุงไทย ตนดูแลกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายที่มีในกรุงเทพฯ จำนวนเกือบ 600 แผง และผู้ค้าที่เป็นตัวแทนในทุกจังหวัดให้ปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว โดยบริษัทยอมที่จะปรับลดส่วนต่างของสลากราคาขายส่งลงมาเพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยมีกำไรอยู่ได้ จากที่เคยได้กำไรเล่มละ 400 บาทเหลือเล่มละ 200 บาท ทำให้บริษัทของตนไม่ได้ถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังเพราะพร้อมให้ความร่วมมือกับสำนักงานสลากฯ อยู่แล้ว แต่การตัดโควตาของนิติบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการนั้น อยากจะให้มีความเท่าเทียมกัน เช่น คลังจังหวัด กับผู้ว่าราชการจังหวัด เหตุใดไม่ถูกตัดโควตา ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการและไม่ได้ขายเองแต่ผลประโยชน์ตกกับข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น
สำหรับกระแสข่าวที่ว่าตนได้โควตาสลากจำนวนมากนั้น ในข้อเท็จจริงแล้วแต่ละงวดบริษัทจะได้รับโควตาสลากเพียง 5,600 เล่ม หรือ 5.6 แสนฉบับเท่านั้น ซึ่งทั้ง 3 บริษัทขนาดใหญ่จะได้รับเท่าๆ กัน ขณะที่มูลนิธิสลากจะได้รับโควตาสลากมากที่สุดถึงงวดละ 4 หมื่นเล่ม หรือ 4 ล้านฉบับ แต่ที่บริษัทมีสลากในมือจำนวนมากขึ้น เพราะจะมีสลากอีกจำนวนหนึ่งที่องค์กร สมาคม หรือมูลนิธิที่ได้โควตาแต่ไม่ได้ขายเองนำมาขายให้ ทำให้บางงวดสามารถรวบรวมได้ถึง 2 หมื่นเล่ม หรือ 2 ล้านฉบับ จากนั้นจะเอาสลากมากระจายให้ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งบริษัทไม่ได้เอาเปรียบผู้ค้าแต่เป็นการดูแลกันแบบระบบอุปถัมภ์มากกว่า ทั้งการออกทุนให้ก่อนโดยการให้เครดิตงวดชนงวด และหากขายไม่หมดจะรับคืน
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตั้งแต่บอร์ดสลากใช้วิธีจองซื้อผ่านธนาคารกรุงไทยทำให้ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายต้องปรับตัวกันพอสมควร จากเดิมเคยขายแผงละ 50 เล่ม ตอนนี้ไปลงทะเบียนจองซื้อสูงสุดได้แค่คนละ 15 เล่ม ซึ่งในช่วง 1-2 งวดที่ผ่านมา บริษัทก็รอดูทิศทางของตลาดชะลอการเข้ามารับซื้อสลากเพิ่ม โดยบริษัทจะขายส่งในราคาเล่มละ 7,400-7,500 บาทและยังดูแลเครือข่ายในการให้เครดิตรายที่ไม่มีเงินสดมาซื้อไปขาย ถือเป็นการดูแลกันไป แต่จากนโยบายการเพิ่มจำนวนผู้ค้ารายย่อยที่เปิดให้ลงทะเบียน และขณะนี้มีถึง 8 หมื่นกว่าราย ทำให้มีผู้ค้าหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาด จึงทำให้งวดที่ผ่านมาเริ่มมีปัญหาสลากขายไม่หมดบ้างแล้ว และบริษัทเองก็ขาดทุนกว่า 10 ล้านบาทในการรับคืนสลากที่ขายไม่หมด
“บริษัทยังดูแลผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายเกือบ 600 แผงและตัวแทนตามต่างจังหวัดเหมือนเดิม แต่จากการเปิดเสรีผู้ค้าสลากและพิมพ์สลากเพิ่มเข้ามาในระบบ จาก 74 ล้านฉบับเป็น 100 ล้านฉบับนั้น มองว่ามีปริมาณสลากมากเกินความต้องการของผู้ซื้อที่มีไม่กี่ล้านคน และจากงวดวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จะเริ่มเห็นผลกระทบจากการขายสลากไม่หมด ซึ่งน่าเป็นห่วงผู้ค้ารายย่อยหน้าใหม่ๆ ที่กระโดดเข้ามา เพราะเข้าใจผิดคิดว่าทำกันง่ายๆ จริงๆ แล้ว สลากเป็นสินค้าที่ขายยากและมีอายุสั้นไม่เหมือนสินค้าอย่างอื่น จึงต้องมีตลาดมีช่องทางขายที่แน่นอน รวมทั้งมีเงินทุนหนาพอถึงจะอยู่รอด ยิ่งใครลองเข้ามาขายโดยการกู้ยืมเงินมาลงทุนอาจจะยิ่งเสี่ยง เพราะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าเข้ามาปล่อยกู้ให้และอาจจะกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลหรือสำนักงานสลากฯ จะต้องกลับมาแก้ไขอีก เพราะหากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา”



