ข่าว

‘สมบัติ’ดันเลือกตรงนายกฯ

‘สมบัติ’ดันเลือกตรงนายกฯ

28 ต.ค. 2558

‘สมบัติ’ดันเลือกตรงนายกฯบัญชีจว.เลือกส.ส.-ลดอิทธิพลคนโกง : สัมภาษณ์พิเศษ โดยขนิษฐา เทพจร

              ขั้นตอนการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เข้าสู่หัวใจในเนื้อหา คือ การจัดสรรอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แม้ กรธ.จะตั้งต้นด้วยการพิจารณาข้อมูลจากทุกมุมโลก แต่เหมือนกับยังพุ่งลูกศรไม่ตรงเป้าหมายเพื่อคลี่คลายปัญหาการโกง-ทุจริตเลือกตั้งเสียทีเดียว

              “ทีมข่าวเครือเนชั่น” มีโอกาสสอบทานความคิดของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อหวังเป็นทางเลือกต่อการแก้ปัญหาการเมืองไทย

              ตั้งต้น “สมบัติ” เริ่มจากมุมปัญหาในระบบรัฐสภา ที่ฝ่ายบริหารสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งให้ ส.ส.เลือกนายกฯ เป็นเหตุให้นายกฯ ต้องตอบแทน ส.ส. ผ่านระบบงบประมาณ และ ส.ส.ก็ไปเรียกกินเงินหัวคิวจากงบประมาณที่จัดสรรลงไปในจังหวัด ขณะเดียวกันระบบรัฐสภาที่ออกแบบให้นายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบงานสภาด้วยการเข้าประชุม ทำให้เวลาบริหารราชการหรือการแก้ปัญหาของประชาชนขาดประสิทธิภาพ

              แม้ยุคสมัยของการทำรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะพยายามสร้างกลไกแก้ไข ทั้งประยุกต์ระบบประธานาธิบดีที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้ร่วมกับระบบรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้ช่วยฉุดการเมืองไทยออกจากหล่ม

              ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญ คือ ต้องรื้อระบบรัฐสภาไทยที่ใช้มานาน 83 ปี ด้วยการใช้ระบบแบ่งแยกอำนาจ โดยใช้ฐานปัญหามาวิเคราะห์ถึงทางเลือก คือ 1.ปัญหานักการเมืองซื้อเสียงเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ส.ส. และ ส.ส.ที่มาจากการโกงก็มาเลือกนายกฯ ดังนั้น ต้องหากลไกลดอิทธิพลของการทุจริตเลือกตั้งด้วยการให้ “เลือกตั้งนายกฯ โดยตรง”

              วิธีการดังกล่าว นักวิชาการผู้นี้ ขยายความว่า ไม่ใช่เปลี่ยนประเทศให้เป็นระบบประธานาธิบดี และในส่วนที่บอกว่าประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับวิธีเลือกตั้งตรง ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในการเลือกผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งนายก อบต. นายก อบจ. หรือนายกเทศมนตรี ล้วนมาโดยวิธีเลือกตั้งตรง ดังนั้นประชาชนคุ้นชินกับการเลือกตั้งฝ่ายบริหารอยู่แล้ว เหตุผลสำคัญที่เสนอวิธีการนี้ เพื่อลดอิทธิพล ส.ส.ที่คุมรัฐบาลและทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง

              “วิธีนี้มีคนถามผมว่า หากส่งโอ๊คลงชิงตำแหน่ง จะมีการซื้อเสียงใหญ่ หากชนะแล้วจะทำอย่างไรมีข้อมูลอยู่ว่าเมื่อครั้งเลือกผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือ นายสมัคร สุนทรเวช พวกเขาก็ไมได้ชนะเพราะซื้อเสียง ดังนั้นกรณีที่คนจะลงเลือกตั้งผู้สมัครเป็นนายกฯ ไม่ใช่แค่จิ๊กโก๋ โนเนม หรือมีประสบการณ์การเมือง 40 วันเท่านั้น คุณต้องมีประสบการณ์ มีฝีมือที่พิสูจน์ให้เห็นได้ ส่วนที่คนกลัวว่าเมื่อใช้ระบบนี้ อาจได้ผู้นำประเทศที่ฉลาดแกมโกง มีวิธีป้องกันได้โดยสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ”

              ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส. “สมบัติ” ได้เสนอสูตรเลือกตั้งแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์การลดอิทธิพลคนชอบโกง ด้วยการใช้ระบบเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อจังหวัด แบบเดียว ไม่มีเลือกตั้งส.ส.เขต ส่วนขั้นตอนคือ หากให้มี ส.ส. 500 คน จำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัดต้องแบ่งตามจำนวนประชากร เช่น จ.เชียงใหม่ สมมุติมีจำนวนประชากร 1.5 ล้านคน หากให้ประชากร 1.5 แสนมีผู้แทนได้ 1 คน เท่ากับ จ.เชียงใหม่ จะมี ส.ส.ได้ 10 คน พรรคการเมืองสามารถส่งบัญชีผู้สมัครได้ 10 คน หากประชาชนออกมาเลือกตั้งทั้งจังหวัดจำนวน 7 แสนคน ก็ให้เอาจำนวน ส.ส.ที่จังหวัดพึงมีหรือมีได้ 10 คนไปหาร จะได้เท่ากับ ส.ส.1 คน จะต้องได้คะแนน 7 หมื่นคะแนนขึ้นไป

              "สมมุติพรรคหนึ่ง ได้คะแนนเลือกตั้งทั้งหมด 2.3 แสนคะแนน ให้นำคะแนน 7 หมื่นไปหาร ดังนั้น พรรคจะได้ ส.ส.3 คน เป็นต้น และให้ใช้สูตรเดียวกันนี้กับพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครทุกพรรคด้วยวิธีการแบบนี้จะไม่ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งผูกขาด และผมเสนอเพิ่มด้วยว่าเพื่อให้มีส่วนเชื่อมกับประชาชนที่สามารถเลือกผู้แทนที่ตนพอใจ ให้เอาระบบโอเพ่นลิสต์ หรือการจัดลำดับผู้แทนในบัญชีโดยประชาชนมาใช้ เช่น ประชาชนสามารถกาเบอร์พรรคการเมืองได้ 1 พรรค และเลือกให้คะแนนผู้สมัครในบัญชีที่พรรคจัดได้ 1 คน จากนั้นช่วงนับคะแนนก็ให้นำคะแนนมาเรียงตามลำดับ จะทำให้ได้ผู้แทนตามความต้องการและวิธีแบบนี้จะไม่ทำให้เสียงประชาชนตกน้ำอย่างแท้จริงกว่าระบบสัดส่วนผสม”

              ส่วนวิธีนี้จะแก้ปัญหาซื้อเสียงได้มากน้อยแค่ไหน “สมบัติ” ยอมรับว่า คงแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่จะซื้อเสียงยากขึ้น เพราะนอกจากต้องใช้เงินมากแล้ว การซื้อเสียงก็ไม่รับประกันว่าคนซื้อเสียงจะได้มาเป็น ส.ส.

              เขายังกล่าวอีกว่า ประการสองปัญหาที่นายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภา จนไม่มีเวลาแก้ปัญหาประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องลดเงื่อนไขเข้าสภา แต่กรณีที่มี ส.ส.ยื่นกระทู้ถามหรือยื่นญัตติอภิปรายนายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องมาชี้แจง

              สำหรับประการที่สาม ปัญหาระบบตรวจสอบในรัฐสภาอ่อนแอ ไม่สามารถถอดถอนหรือยกมือไม่ไว้วางใจได้ เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อย ทางแก้ไขคือ หากพบและมีหลักฐานว่านายกฯ หรือรัฐมนตรีโกง ให้สิทธิ ส.ส. จำนวน 1 ใน 10 ของจำนวนที่มีอยู่ในสภา ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภา เพื่อให้ตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ เมื่อไต่สวนแล้วพบว่ามีมูลความผิด ให้กรรมการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อศาลพิจารณาว่ามีความผิดก็เอาคนโกงเข้าคุกได้ทันที ส่วนหนึ่งเพื่อลดปัญหาเวลาที่ใช้ตรวจสอบนาน เหมือนกับระบบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้ และเมื่อพบความผิดให้ใช้กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง เพื่อลดครหาว่าถูกการเมืองกลั่นแกล้ง

              “มีคนถามผมเหมือนกันว่าหากให้สิทธิ ส.ส.จำนวน 1 ใน 10 เช่น ในสภามี ส.ส. 500 คน ก็ใช้การเข้าชื่อของ ส.ส. 50 คนยื่นเรื่องไปวุฒิสภา ก็จะมีปัญหาว่าฟ้องกันใหญ่เลย แต่หากไม่มีมูลก็ยกฟ้องได้ ใครจะส่งเรื่องฟ้องแบบไม่มีหลักฐานไป ก็หน้าแตก และถูกประณามไปเอง” สมบัติ อธิบาย

              ขณะที่ประเด็นที่มาของ “วุฒิสภา” แม้ความเห็นของ “สมบัติ” มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีวุฒิสภาในประเทศไทย แต่เมื่อประชาชนชอบ ก็ต้องตามใจ โดยวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่ง ส.ว. เสนอให้ใช้การเลือกตั้งโดยตรง ขณะที่ความกังวลว่าอาจได้ ส.ว.ที่เป็นเครือญาติของนักการเมือง ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ สามารถปลดล็อกปัญหาด้วยการกำหนดคุณสมบัติขั้นสูง อาทิ ผู้สมัครต้องมีอายุ 45 ปีขึ้นไป, ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 15 ปี, ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นหรือทุจริตการเลือกตั้ง, ไม่มีปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม หากกำหนดคุณสมบัติแบบนี้จะทำให้ไม่ต้องตั้งกรรมการกลั่นกรองขึ้นมา เพราะได้ใช้คุณสมบัติเป็นตัวคัดกรองแล้ว

              นอกจากนี้ ข้อเสนอของ “สมบัติ” ยังมีหลายประเด็นที่ชวนคิดต่อ ทั้งกรณี นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง สมควรมีชื่ออยู่บัญชีเลือกตั้งจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งหรือไม่ หากควรแต่เมื่อเกิดปัญหากรณีที่ผู้ที่ถูกวางตัวเป็นนายกฯ ไม่ได้รับเลือกตั้งในบัญชีจังหวัด เขายังจะเหมาะสมที่จะได้รั้งตำแหน่งผู้บริหารประเทศอยู่หรือไม่ หรือกรณีที่ให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดเป็นนายกฯ โดยอัตโนมัติจะดีหรือไม่ หากหัวหน้าพรรคไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.มาก่อน ในกรณีที่อาจให้พรรคการเมือง เสนอชื่อ “นายกฯ” โดยคัดจากผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เป็นต้น

              ทั้งนี้ ระบบที่เสนอมานั้น “สมบัติ” หวังไว้อย่างสูงสุดว่า หาก กรธ.สามารถใช้กลไกที่เสนอมาได้ จะทำให้เกิดองค์ประกอบที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง และนำไปสู่กลไกคิดนอกกรอบเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทยได้ในท้ายสุด