
บิ๊กตู่รับฉุนคนใช้ชื่อตั้งเฟซบุ๊กปลอม
บิ๊กตู่รับฉุนคนใช้ชื่อตั้งเฟซบุ๊กปลอม ยันตั้งกองสงครามไซเบอร์คนละเรื่องซิงเกิ้ลเกตเวย์ ชี้สสส.ต้องสอบต่อหลังปรับระบบเบิกจ่าย
เมื่อเวลา13.15น.วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงการตั้งกองสงครามไซเบอร์ของกองทัพไทยว่า การตั้งกองสงครามไซเบอร์ ของกองทัพ กับกรณี ซิงเกิ้ลเกตเวย์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า การสู้รบในอนาคต มีการใช้เทคโนโลยีสูงมากขึ้น มีการใช้คลื่นสัญญาณวิทยุ ใช้โดรน มีการทำลายระบบสื่อสารของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหารเวลาเปิดยุทธการเขาคิดถึงเรื่องนี้ ซึ่งทางอเมริกา และประเทศยุโรปก็มีในเรื่องการป้องกันภัยจากสงครามไซเบอร์ แต่เรื่องซิงเกิ้ลเกตเวย์ เป็นเรื่องของการบริการ เอามาตีกันอยู่ได้
นายกฯ กล่าวย้ำว่า “การตั้งกองสงครามไซเบอร์ หน่วยงานทหารสื่อสารของกองทัพไทยอยู่แล้ว เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับเทคโนโลยี เขาดูเพื่อป้องกันในยามสงคราม ซึ่งยามปกติเขาก็มีการสอดแนมอยู่ วันนี้ยังไม่รู้เลยว่าบนหัวเรามีโดรนอยู่กี่ลำ ไม่ต้องไปปกปิดอะไรเขาแล้ว เพราะมีกล้องมีดาวเทียม ซึ่งเราต้องร่วมมือกันมีฝ่ายมีพวก ถ้าเราไม่รู้เรื่องไซเบอร์เลย จะไปคุยกับเขารู้เรื่องได้อย่างไร เรื่องนี้ทหารเป็นคนทำไม่เกี่ยวกับตน ตนเป็นรัฐบาล ทหารทำงานในหน้าที่ของเขา ก็มาระแวงไปหมดทุกเรื่อง แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรถ้าไปละเมิดหรือไปให้ร้ายคนอื่นเขาโดยไม่มีข้อเท็จจริง จะให้ทำอย่างไรบอกมา หรือจะฟ้องเอากันเอง”
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯเคยเจอการใช้เฟซบุ๊กชื่อและนามสกุลตัวเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เจอตลอด ก็ไม่ได้ว่าอะไร โมโหนิดหน่อย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร นี่ไงคือสิ่งที่ท่านไม่ปกป้องตน แต่คิดว่ามีคนหวังดีเยอะที่ไปใช้ชื่อและนามสกุลตนตั้งเฟซบุ๊ก บางคนก็เป็นแฟนคลับ พอตั้งชื่อตนคนก็ติดตาม แต่ยืนยันว่าจะไม่เปิดเฟซบุ๊คเป็นทางการของตัวเอง เพื่อให้แฟนคลับติดตาม ขอให้รักตนที่ตัวจริงจะดีกว่าไปเจอกันในเฟซบุ๊ก ถ้าจะรักให้รักที่ตัวตน”
ผู้สื่อข่าวระบุว่าหากนายกฯเปิดเฟซบุ๊กนั้นจะมีแฟนคลับมากดไลค์ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “มันไม่ใช่กดไลค์ผมถึง70ล้านไหม และถ้ากด10กว่าล้านแล้วมันจะสำเร็จไหม ทุกๆคนไม่ต้องมารักผม รักประเทศของท่านเถอะ รักประเทศสัก70ล้าน รักผมสักล้านเดียวก็พอแล้ว ท่านจะรู้คำตอบว่าจะต้องทำตัวอย่างไร”
ชี้สสส.ต้องสอบต่อหลังปรับระบบเบิกจ่าย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ได้รายงานการตรวจสอบการอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.) แล้ว ได้มีการปรับระบบการเบิกจ่ายงบประมาณบางอย่างให้เข้าที่เข้าที่ ส่วนเรื่องของการฟ้องร้องก็ไปสู้กัน แต่วันนี้ต้องทำให้มันเดินได้ อะไรที่มีผลบกระทบต่อประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เขาจะต้องได้รับเงินส่วนนี้ไปทำงานก็ต้องดูแลให้มีความรัดกุมขึ้น ตรงไหนที่มีความผิดพลาดก็ไปสอบสวนกันมา ต้องแยกให้ออก ระหว่างการทำงานและการทุจริต ถ้าบอกว่าทุจริตมาก่อนการทำงานก็ทำอะไรไม่ได้หมด แต่ต้องไปดูว่าการทำงาน เขาทำเพื่ออะไร ถ้าทำแล้วไม่เป็นไปตามกฎหมาย มันก็ผิด ก็ต้องไปสอบสวนกัน ตรงไหนถูกก็ไปทำต่อ หรือหามาตรการอื่นที่มีความชัดเจนขึ้นก็แค่นั้น เขาต้องการแบบนี้
ยันไม่จำกัดแนวคิดถกแม่น้ำ5สาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการประชุมแม่น้ำ 5 สาย คสช.คณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) วันที่ 28 ต.ค.ว่า ประชุมร่วมทำความเข้าใจให้แนวทางปฏิบัติ โดยที่ตนไม่เข้าไปจำกัดแนวความคิด เพียงแต่ให้แนวนโยบายที่เราทำมาตลอด ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 เป็นต้นมา รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดินมีอะไรบ้าง และจะต้องเดินหน้าประเทศอย่างไรในเรื่องของการปฏิรูป ขณะที่การประชุมครม.ได้เน้นการปฏิรูประยะที่ 1 ของรัฐบาลตั้งแต่ต.ค.58-ก.ค.60 ขณะนี้หลายเรื่องเริ่มไปแล้ว ในปี 59-60 จะทำให้ชัดเจนขึ้นจากของเดิมที่ได้ทำไว้ ซึ่งมีหลายเรื่องด้วยกัน และจะนำไปเล่าในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สาย เขาจะได้ทำต่อ ซึ่งสิ่งที่ตนทำตอนนี้ จะไปอยู่ในแผนปฏิรูประยะที่ 1 พอระยะที่ 2 ถ้าทำไม่เสร็จ รัฐบาลหน้ารับไปทำต่อ
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่เป็นกลไกหรืออะไร ก็ไปคิดกันมา ต้องการระดมความคิดเห็น ที่เป็นอิสระ ตนขอร้อง อย่ามองในแง่ของประชาธิปไตย ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะประเทศชาติมีปัญหาอยู่มาก ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศเวลานี้ ถ้าเราไม่ใช้เวลาที่มีอยู่ ที่ตนเข้ามาแก้ไขในเชิงโครงสร้าง สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ให้ร่วมมือกัน ข้าราชการต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ที่เป็นเชิงรุก ปรับโครงสร้างบ้างเท่าที่จำเป็น ก็จะทำให้ประเทศชาติ เดินหน้าในระยะเวลาต่อไปได้
นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้รังเกียจนักการเมืองที่เข้ามาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าจะต้องมีคุณภาพบ้าง หวังว่าประชาชนจะเข้าใจในตรงนี้ว่า การที่จะฟังอะไรก็ควรที่จะใคร่ครวญให้ดี เพราะสิ่งที่พูดมีความเป็นไปได้ หรือไม่ได้อย่างไร ยกตัวอย่างวันนี้ ที่มีคนดูถูกดูแคลนตน แม้แต่ผมก็มีหลายคนดูถูกดูแคลนว่าเรื่องนี้เรื่องนั้นทำไม่ได้หรอก สรุปคือทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ก็ติติงกันมา ขณะที่หลายอย่างสำเร็จไปแล้ว แต่ไม่เห็นมาชมกันเลย หรือพอสำเร็จแล้วกลับมาใหม่ก็โดนอีก อย่างเรื่องการจัดระเบียบทางเท้า แล้วทำไมถึงรักษาไว้ไม่ได้ ตอนนี้ตนยังอยู่จัดให้แล้ว ก็รักษาไว้ไม่ได้ กลับไปทำแบบเดิม แค่ขายของบนทางเท้า หรือบนชายหาด ตรงนี้คือสิ่งที่คนไม่เคารพกติกา ไม่เคารพการจัดระเบียบสังคม ไม่เอาเลย ก็ต้องดูไปว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ปัญหาก็คือความยากจน เขาอยากมีเงิน มีรายได้ แต่ก็ต้องไม่กระทบกับคนอื่น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนไทยต้องคิดให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยง ทุกคนถ้าคิดแบบนี้ได้ ประเทศไปข้างหน้าได้ ต่างประเทศเขาก็เป็นแบบนี้ อะไรที่ร่วมกันได้ ก็ร่วมกัน อะไรที่ร่วมกันไม่ได้ก็เก็บไว้ก่อน ไม่ใช่ตีกันทุกเรื่อง มันไปไม่ได้หมด ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางกรธ.ก็ว่าของเขาไป ซึ่งขณะนี้เป็นการหารือเก็บข้อมูลหารายละเอียดต่างๆ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจว่าจะเสร็จหรือยัง เพราะเพิ่งไปทำ 1 สัปดาห์ แต่ก็มีฐานข้อมูลที่จับต้องได้การปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่ขอให้รอฟังวันที่ 28 ต.ค.แล้วจะทำปี 59-60 ใจเย็นนิดหนึ่ง เราจะเอาอะไรจากใครก็ตาม ก็ต้องให้เขาบ้าง ต้องมีทั้งรับและต้องมีทั้งให้ จะรับอย่างเดียวไม่ได้
“ไม่ต้องมาให้อะไรผม แค่ให้กำลังผมก็พอเพียงแล้ว อย่างอื่นไม่ต้อง ผมไม่ได้บ้ายอ แต่ปัญหามันอยู่ในหัวผมทั้งวันทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมง มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ที่ผมทำทุกอย่างได้ว่ามีการดำเนินการไปถึงตรงไหน สั่งว่าอย่างไรจำได้ทั้งหมด แต่ยังเดินไปไม่ถึงสิ่งที่คาดการณ์ ผมก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ถูกเร่งรัด ถูกกดดัน มีความขัดแย้ง ทำให้ผมเสียสมองในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เผยพบครูบางคนยังสอนต่อต้านรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องสถาบันการศึกษา ตนได้สั่งการกระทรวงศึกษาธิการให้ไปทบทวนการเรียนการสอน ที่สอนให้คนมีความรู้ มีความคิดเป็นอิสระ แต่ต้องไม่ไปสร้างความขัดแย้ง ฉะนั้นถ้าครู หรืออาจารย์บางคน ยังไม่ช่วยตรงนี้ ตนว่าสังคมก็ไปไม่ได้คือต้องสอนให้เคารพกติกาในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ชอบธรรม ไม่ใช่ฝืนไปทุกเรื่อง อันนี้เขาเรียกว่าสอนให้คนขัดแย้ง ซึ่งไม่น่าจะถูก อิสระได้ คิดได้ อะไรที่ดีงามก็ต้องเห็นด้วย ทำงานร่วมกันให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งหมด หากเขาคิดซ้าย แต่อีกคนคิดขวาทุกเรื่อง มันก็ไม่ได้ คนร้อยคนไปซ้ายหมด คิดขวาอยู่คนเดียว บอกความเห็นต่าง ความคิดเป็นอิสระ ประชาธิปไตยต้องเป็นแบบนี้ มันถูกไหม ก็ไปคิดกันเอาเอง ฝากไปดูด้วยแล้วกัน เพราะในระดับอุดมศึกษายังมีครู อาจารย์ ที่ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ตนไม่ได้ไปว่าใคร เพียงแต่ว่าท่านก็รู้อยู่แล้ว พวกที่ชอบสอนแล้วพูดในเชิงต่อต้านทุกเรื่อง ตนก็ไม่ทราบว่าท่านคิดด้วยอะไร ส่วนเรื่องของซุปเปอร์บอร์ดการศึกษามีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในการเรื่องการลดเวลาในช่วงบ่าย ก็มีความก้าวหน้า ซึ่งมีการทดลองแล้วประมาณ 3-4 พันโรงเรียน



