ข่าว

หัวใจการบริหารความเสี่ยง

หัวใจการบริหารความเสี่ยง

29 ต.ค. 2558

สวัสดีเศรษฐกิจ : หัวใจการบริหารความเสี่ยง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

 
                      ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยผมขอเน้นที่มาตรการการเงินผ่านธนาคารของรัฐคือ การสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงขึ้นด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน อันจะทำให้กลุ่มผู้ที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงออกเปิดโครงการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวในการซื้อที่ดินพร้อมอาคาร ห้องชุด หรือเพื่อปลูกสร้างอาคาร หรือเพื่อซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร วงเงินเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท
 
                      กลุ่มเป้าหมายตามโครงการนี้คือ “ผู้ที่มีรายได้สุทธิต่อเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท” ซึ่งรายได้รับสุทธิต่อเดือนมีการคำนวณอย่างนี้นะครับ
 
                      1.เอารายได้ทั้งเดือนที่ได้รับทั้งประจำและรายรับพิเศษ เช่น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา เงินจากการทำงานพิเศษ มาเป็นตัวตั้ง รายได้ที่กล่าวต้องมีความแน่นอนระดับหนึ่งไม่ใช่เป็นรายได้แบบวูบวาบ รับครั้งเดียวนะครับ สมมุติว่ามีเท่ากับ 4.4 หมื่นบาทต่อเดือน
 
                      2.จากนั้นหักลบด้วยภาระในเดือนนั้นๆ ที่ต้องจ่ายออกไป เช่น หักภาษี หักประกันสังคม หักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมมุติว่าต้องหัก 4,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น เงินรายได้จะเหลือจากตัวอย่าง 4 หมื่นบาทต่อเดือน
 
                      3.หักต่อด้วยจำนวนเงินที่เราต้องไปจ่ายหนี้เดิม หนี้ที่มีอยู่ เช่น ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนรถยนต์ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ทุกสิ่งอันที่ไปก่อไว้ก่อน สมมุติว่ารวมผ่อนทั้งหมดของหนี้เดิม 1 หมื่นบาทต่อเดือน เราก็จะเหลือรายได้รับสุทธิ 3 หมื่นบาทต่อเดือน
 
                      รายได้รับสุทธิต่อเดือน 3 หมื่นบาท นี่แหละเอามาหารสอง หรือแบ่งครึ่งเป็นกองละ 1.5 หมื่นบาท
 
                      กองแรก 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เอาไว้ใช้จ่ายต่อวัน วันละ 400 บาท คิดเป็น 1.2 หมื่นบาทครับ ที่เหลือ 3,000 บาท เก็บออมไว้รองรับกรณีฉุกเฉิน
 
                      กองที่สอง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ก็เอาไปผ่อนที่อยู่อาศัยตามโครงการซึ่งสามารถกู้ได้สูงสุด 3 ล้านบาท หรือสามล้านบาท นั่นเอง
 
                      ดังนั้น รายได้รับสุทธิเมื่อเอามาหาร 2 ก็คือยอดผ่อน จากยอดผ่อนก็เอาไปกำหนดวงเงินกู้ครับ คิดง่ายๆ ยอดผ่อน 5,000 บาทต่อเดือน กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปีครับ
 
                      เจ้ารายได้รับสุทธินี้ จะช่วยการป้องกันหนี้เสียในอนาคตได้เพราะ
 
                      1.เป็นการประเมินว่าท้ายสุดแล้วคนที่ยื่นขอกู้จะมีเงินสดต่อเดือนเหลือเท่าไหร่เพื่อไปผ่อนบ้าน
 
                      2.วงเงินกู้ที่จะได้จะผูกกับเงินตามข้อ 1.คือคิดง่ายๆ ว่า มีเงินเหลือเพื่อผ่อน 5,000 บาทต่อเดือนก็จะกู้ได้ 1 ล้านบาท ถ้าเหลือเพื่อผ่อน 1 หมื่นบาทต่อเดือน ก็จะกู้ได้ 2 ล้านบาท
 
                      3.เปิดทางให้มีผู้กู้ร่วมเข้ามาช่วยเพิ่มรายได้รับสุทธิ แบบร่วมด้วยช่วยกัน ตามแบบสังคมไทย
 
                      ใครๆ ที่ออกมาให้ข้อคิดว่าหนี้เสียจะมาก ผมเห็นว่าเราได้ดูในรายละเอียดแล้วหรือยัง ท่านใช้รายได้รับต่อเดือน หรือใช้ “รายได้รับสุทธิ” มาเป็นฐานคิด สถาบันการเงินเขาผ่อนปรนบางเงื่อนไข เขาไม่ได้ละทิ้งหลักการ การบริหารความเสี่ยงครับ
 
 
 
-------------------
 
(สวัสดีเศรษฐกิจ : หัวใจการบริหารความเสี่ยง : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)