
กษิตแถลงสรุปผลเวทีรมต.ตปท.อาเซียนหวังโสมแดงกลับมาร่วมมือ
"กษิต" แถลงผลการประชุมเออาร์เอฟ ยังหวังให้โสมแดงกลับคืนสู่ความร่วมมือ แก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลีเหนือ ตั้งทีมworkshop ต่อต้านก่อการร้าย แชร์ข้อมูลข่าวกรอง เส้นทางการเงิน ค้าอาวุธ ขยายแนวต่อต้าน 26 ปท.- ภูมิภาค ยูเอ็น ฮิลลารีระบุเกาหลีเหนือยังแสดงท่าที
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 23 ก.ค.นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 การประชุมรัฐมนตรีรัฐมนตรีต่างประเทศกับคู่เจรจา และการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ครั้งที่ 16 ที่เชอรตัน แกรนด์ ลากูนา จ.ภูเก็ต ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์ความท้าทายที่ภูมิภาคต้องเผชิญหน้า ทั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัด ความมั่นคงอาหาร พลังงาน การเปลี่ยนแปลงทางอากาศ โดยที่ประชุมแสดงความมุ่งมั่นจะร่วมกันเผชิญปัญหาด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นายกษิต กล่าวว่า ผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 42 ในหัวข้อ “ร่วมกันเผชิญหน้ากับปัญหาความท้าทายของโลก” ได้ย้ำถึงแนวทางส่งเสริมการรวมตัวในภูมิภาคกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะร่วมกันพัฒนาเชื่อมโยงคมนาคม การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการสื่อสารระหว่างประชาชนให้มากขึ้น โดยทุกประเทศเห็นพ้องว่า ประเด็นการศึกษา และการร่วมกันทำการวิจัยพัฒนา จะเป็นประเด็นสำคัญการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ในเดือนธันวาคมนี้ รวมถึงการใช้เงินทุนป้องกันความเสี่ยง ภายใต้ข้อริเริ่มเชียงใหม่ เพื่อรับมือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลกด้วยกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นตรงกันให้มีการจัดตั้ง กองทุนยา ต่อสู้ไวรัส และป้องกันการแพร่ระบาดไข้หวัด 2009 อีกทั้งในประเด็นการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ รัฐมนตรีต่างประเทศยังได้แสดงความยินดีกับการดำเนินการโครงการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน+ 3 ว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและโครงการความร่วมมืออาเซียน+ 3 ว่าด้วยกลไกการพัฒนาที่สะอาดในปี 2552
สำหรับผลการประชุมการประชุมรัฐมนตรีรัฐมนตรีต่างประเทศกับคู่เจรจา ได้หารือกันอย่างสร้างสรรค์ เน้นย้ำความมุ่งมั่นอาเซียน กับประเทศคู่เจรจา ในการเผชิญสิ่งท้าทายในอนาคต และลดช่องว่างการพัฒนาของประเทศระหว่างอาเซียนด้วยกัน
ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับ สหรัฐฯ ทางสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงการเข้ามาเป็นภาคีสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือทีเอซี โดยนางฮิลลลารี คลินต้น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เน้นย้ำการกระชับความสำพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ส่วนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัสเซีย ได้มีการตกลงในการก่อตั้งศูนย์อาเซียน - รัสเซีย ที่มหาวิทยาลัยเอ็มคีโม่ ที่มอสโก ประเทศรัสเซีย เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน โดยรัสเซียเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการก่อตั้งศูนย์นี้ทั้งหมด
ในส่วนการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก หรือเออาร์เอฟ ครั้งที่ 16 ซึ่งมีประเทศสมาชิกจำนวน 26 ประเทศกับ 1 องค์กร โดยเห็นพ้องว่า ควรมีกลไกการส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค และให้เกิดความไว้ใจกันในภูมิภาค ซึ่งได้มีการออกเอกสารวิสัยทัศน์ของความร่วมมือเออาร์เอฟ ที่จะเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของภูมิภาคที่ตอบสนองต่อสิ่งท้าทายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับประเด็นพม่า ทุกประเทศได้แสดงออกด้วยมิตรภาพและความปรารถนาดี โดยต้องการทำงานร่วมกับพม่า ในการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า และที่ประชุมต้องการส่งผ่านความปรารถนาดีนี้ไปถึงรัฐบาลพม่า ในการสนับสนุนประชาธิปไตยในพม่า โดยเราจะทำงานร่วมกันกับสหปะชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาธิปไตยในพม่า เป็นที่ยอมรับได้ของนานาประเทศ
ส่วนประเด็นปัญหาคาบสมุทรเกาหลี ที่ประชุมได้หารือกับเกาหลีเหนือ ในการนำสันติภาพ การเจรจาให้เกาหลีเหนือการลดอาวุธ และยกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ รวมทั้งเจรจาให้เกาหลีกลับมาคืนสู่การเจรจาเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกัน ในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ประณามการก่อการร้าย ที่กรุงจาร์กาต้า ประเทศอินโดร่วมกัน สิ่งนี้ได้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย
ต่อข้อถามว่า ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนไทยมีความมั่นใจ ในการโน้มน้าวเกาหลีมาร่วมกันแก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลี แต่ภายหลังการประชุมเออาร์เอฟ เกาหลีประกาศหันหลังให้กับการเจรจา 6 ฝ่าย นายกษิต กล่าวว่า เรายังคงมั่นใจว่า สิ่งที่เราดำเนินการมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และยังมีความหวังว่า เกาหลียังจะทำงานร่วมกับเรา และจะปฏิบัติต่อข้อมติของสหประชาชาติ ในการทำให้ภูมิภาคกลับคืนมาสู่สันติภาพร่วมกัน
ต่อข้อถามว่า ที่ประชุมได้หารือถึงความร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายอย่างไร นายกษิต กล่าวว่า ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเราได้รับประสบการณ์จากศรีลังกา และจะนำมาปรับใช้กับการรับมือการก่อการร้าย ซึ่งเรื่องนี้จะมีการหารือเพิ่มเติมกันระหว่างรัฐบาล และหารือในภูมิภาค โดยเราได้ประกาศแล้วว่า จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการก่อการร้าย โดยเรายืนยันจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการต่อต้านการก่อการร้ายกันในภูมิภาค ที่เป็นการแสดงความพร้อมการต่อสู้กับการก่อการร้าย
"เออาร์เอฟ"ตั้งทีมworkshopต้านก่อการร้าย
นายกษิต กล่าวภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก หรือเออาร์เอฟ ครั้งที่ 16 ว่า ในประเด็นการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ระหว่างประเทศสมาชิกเป็นการหารือกันโดยทั่วไป และ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์จากประเทศปากีสถาน ศรีลังกา และ อินโดนิเซีย ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยตรง ถือเป็นการช่วยเพิ่มเติมด้านข้อมูลความรู้และประสบการณ์การก่อการร้ายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ภูมิภาคและระดับองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)ด้วย
นายกษิต กล่าวว่าจากนี้ไปเออาร์เอฟจะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการต่อต้านการก่อการร้าย ที่สำคัญจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างประเทศสมาชิก เออาร์เอฟ ในอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศคู่เจรจา 9 ประเทศ กับอีก 1 กลุ่มประเทศรวม 26 ประเทศ โดยจะเป็นการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเรื่องนี้ทางประเทศสมาชิก เออาร์เอฟให้ความสนใจเป็นพิเศษ
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวด้วยว่าในการจัดประชุมเชิงการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาตินั้น จะเป็นการหารือและประสานงานระหว่างกันโดยจะจัดเป็นกลุ่มคณะทำงานในการเข้ามาดูแลปัญหานี้ พร้อมกับจะดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายเข้ามาร่วมงานเป็นกรณีพิเศษด้วย
อย่างไรก็ตามในการหารือไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นเส้นทางการเงินและเส้นทางค้าอาวุธที่เข้ามาสนับสนุนการก่อการร้าย หรือ มีความเชื่อมโยงกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป และการหารือในครั้งนี้เป็นการหารือโดยทั่วไปไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด
ฮิลลารีระบุเกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีดื้อดึงในที่ประชุมเออาร์เอฟ
อย่างไรก็ตามนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐแถลงต่อผู้สื่อข่าวในวันนี้ว่า ผู้แทนเกาหลีเหนือยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยืนยันไม่ยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ ต่อที่ประชุมเออาร์เอฟวันนี้ ซึ่งเป็นปัญหาไม่เฉพาะแต่กับสหรัฐฯ แต่เป็นปัญหากับทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก แต่เธอก็บอกว่ารู้สึกพอใจที่ชาติสมาชิกเออาร์เอฟ ช่วยกันแสดงความวิตกกับตัวแทนของเกาหลีเหนือในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และว่าตอนนี้เกาหลีเหนือ
ไม่มีเพื่อนที่จะมาช่วยปกป้องเกาหลีเหนือจากความพยายามของประชาคมโลกที่จะผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์อีกแล้ว
นางฮิลลารียังได้เสนอแนวทางที่จะโน้มน้าวเกาหลีเหนือให้ยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างแท้จริงและพิสูจน์ได้ ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านพลังงานและเศรษฐกิจเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการประนีประนอมใดๆกับเกาหลีเหนือจนกว่าเกาหลีเหนือจะล้มเลิกความพยายามพัฒนานิวเคลียร์ และเธอได้สรุปว่า สหรัฐจะโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ สร้างแรงกดดันอย่างหนักที่จะทำให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเสนอทางเลือกที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
ผู้แทนเกาหลีเหนือแถลงข่าวโต้ระบุการเจรจา 6 ฝ่ายตายไปแล้ว
ขณะที่สำนักข่าวยนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานอ้างถ้อยแถลงของนายรี ฮอง-ซิค อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศของกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือว่า การเจรจา 6 ฝ่ายว่าด้วยการปลดอาวุธของเกาหลีเหนือ ได้ตายไปแล้ว และได้เรียกร้องให้สหรัฐละทิ้งนโยบายมุ่งร้ายเสีย นายรี ซึ่งเป็นตัวแทนของเกาหลีเหนือ ได้แถลงสรุปสั้น ๆ เป็นภาษาเกาหลี ต่อผู้สื่อข่าวที่ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหรือ ARF โดยระบุว่า เขาโจมตีนโยบายมุ่งร้ายที่หยั่งรากลึกของสหรัฐ และประกาศว่าจะไม่มีการเจรจา 6 ฝ่าย ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังพูดถึงแพ็คเกจอย่างกว้าง ๆ ที่ดึงดูดให้เกาหลีเหนือหันไปละทิ้งโครงการนิวเคลียร์ด้วยว่า เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะวิกฤติที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพราะนโยบายที่มุ่งร้ายของสหรัฐ
นายรี กล่าวว่า การเจรจา 6 ฝ่าย ได้ตายไปแล้ว ซึ่งเขาหมายถึงการเจรจาว่าด้วยการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน และชาติที่เข้าร่วมการเจรจา ประกอบด้วยสองเกาหลี , สหรัฐ , จีน , รัสเซียและญี่ปุ่น
นายรี ยังได้กล่าวถึงความเห็นของนางคลินตันว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เอามาใช้ใหม่ ที่เรียกว่า ซีวีไอดี หรือ " ครบถ้วน , ตรวจสอบ , หวนกลับไปทำอีกไม่ได้และปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งนายรีได้ตั้งคำถามด้วยว่า สหรัฐพูดถึงแพ็คเกจล่อใจได้อย่างไร โดยไม่ยอมละทิ้งนโยบายมุ่งร้ายก่อน ทั้งยังไม่ยอมให้หลักประกันด้านความปลอดภัยและสันติต่อเกาหลีเหนืออีกด้วย เกาหลีเหนือไม่ได้ปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐ แต่ไม่อาจเจรจากับใครก็ตามที่ซ่อนมีดไว้ในกระเป๋า เขายังไม่สนใจต่อมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติด้วยว่า ประเทศของเขาถูกคว่ำบาตรมาครึ่งศตวรรษแล้ว และสหรัฐควรเก็บไปพิจารณาได้แล้วว่า เหตุใดเกาหลีเหนือจึงเลือกที่จะหันไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ใครจะยอมเอาความมั่นคงและอธิปไตยของตัวเองไปแลกกับเงินเพียงน้อยนิด



