ข่าว

เศรษฐีจีนรวยขึ้น2เท่าใน1ปีฟอร์บส์ชี้ศก.จีนกำลังเปลี่ยน

เศรษฐีจีนรวยขึ้น2เท่าใน1ปีฟอร์บส์ชี้ศก.จีนกำลังเปลี่ยน

26 ต.ค. 2558

ปักกิ่ง-นิตยสารฟอร์บส์เผยมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นการทำกำไรในช่วงเปลี่ยน

              นิตยสารฟอร์บส์รายงานถึงสถานการณ์สินทรัพย์ของมหาเศรษฐีชาวจีนอย่างนายหวัง เจี้ยนหลิน ผู้ก่อตั้งหวันต้า กรุ๊ป กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์และบันเทิง ที่มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นราว 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.95 แสนล้านบาท) จากการจัดอันดับเมื่อปี 2557 ทำให้ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีในประเทศจีนในปี 2558 นี้ นายหวังมีสินทรัพย์มากถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท)

              สินทรัพย์ของนายหวัง มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน เพิ่มขึ้นท่ามกลางกระแสการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยเป็นผลจากการขยายตัวของธุรกิจทั้งสองด้านในกลุ่มบริษัทของนายหวังที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

              เฉลี่ยแล้วนายหวังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราว 2 แสนดอลลาร์สหรัฐทุกๆ 7 นาที

              ทั้งนี้นายหวังเป็นที่รู้จักกันนอกประเทศจีนว่า เป็นผู้เข้าควบรวมกิจการในต่างประเทศ เช่น โครงการประกวดไอรอนแมน ที่เป็นการแข่งขันความอึดของผู้เข้าแข่งขัน กลุ่มบริษัทอินฟร้อนท์แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ที่ทำธุรกิจด้านการกีฬา รวมทั้งการเข้าซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลแอตเลติโก มาดริด ในประเทศสเปน

              ชื่อเสียงของนายหวังเป็นที่รู้จักกันอย่างมากในต่างประเทศจากการเข้าซื้อกิจการเอเอ็มซี เอนเตอร์เทนเมนท์ บริษัทบันเทิงในสหรัฐอเมริกามูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2555

              เจ้าของหวันต้า กรุ๊ป ก้าวกระโดดจากอันดับ 4 ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีจีนของนิตยสารฟอร์บส์ ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในการจัดอันดับเมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในประเทศจีน โดยแทนที่นายแจ็ค หม่า ที่เคยครองอันดับหนึ่งของมหาเศรษฐีจีนเมื่อครั้งการขายหุ้นแรกขายสู่สาธารณะ (ไอพีโอ) ของบริษัทอาลีบาลา เครือข่ายเทคโนโลยีออนไลน์ชั้นนำของจีน ซึ่งปัจจุบันนายแจ็คครองอันดับสองในการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ โดยมีสินทรัพย์ 21,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.63 แสนล้านบาท) หลังจากมูลค่าหุ้นของอาลีบาบาในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีมูลค่าลดลง

              ฟอร์บส์ระบุว่า มหาเศรษฐีจีนที่ได้รับการจัดอันดับ 100 คนในครั้งนี้มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการขยายตัวของสินทรัพย์ 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และถือเป็นการขยายตัวของสินทรัพย์ที่สูงกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีนที่อยู่ในระดับ 6.9% ในปัจจุบัน

              ในการจัดอันดับครั้งนี้มีมหาเศรษฐีจีนที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับเทคโนโลยีติดอันดับต้นๆ ถึง 6 ใน 10 คน รวมทั้งนายหม่า หัวเติ่ง เจ้าของบริษัทเทนเซ็นท์ (อันดับ 3) นายเหลย จุน เจ้าของกิจการผลิตสมาร์ทโฟนเสี่ยวมี่ (อันดับ 4) และนายโรบิน หลี่ เจ้าของบริษัทไปตู้ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นชั้นนำ ที่ตกมาอยู่ในอันดับ 6 ในปีนี้ จากที่เคยครองอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว

              ด้าน นายรัสเซลล์ ฟลานเนอรี บรรณาธิการอาวุโสและผู้จัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและจะก้าวผ่านไปได้ด้วยดี และการที่มหาเศรษฐีในแดนมังกรมีสินทรัพย์มากขึ้นนั้น เพราะพวกเขาสบช่องในการทำกำไรในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

 



‘บิ๊กป๊อก’ซุ่มดัน‘แลนด์มาร์คเจ้าพระยา’  : วัฒนา ค้ำชู สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

              โครงการ “แลนด์มาร์คใหม่ของประเทศ” ที่จะสร้างเส้นทางสัญจรรองรับการเดินทางด้วยจักรยาน หรือ Bike Lane และเป็นพื้นที่สำหรับการชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย จัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการออกแบบสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับความคืบหน้า

              จำนวนเม็ดเงิน 14,006 ล้านบาท แค่ตัวเลขคร่าวๆ ที่โชว์ในเบื้องต้น ส่วนการผลักดันผุดแผนเนรมิตโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านการบริหารโครงการ มี “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย หรือ “บิ๊กป๊อก” นั่งหัวหน้าทีมประธานคณะอนุกรรมการบริหาร ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม มีการหารือร่วมกันต่อเนื่องตลอดมา แต่ดูเหมือนความก้าวหน้าในการดำเนินงานของ 4 อนุกรรมการย่อย “ด้านบริหารโครงการ ด้านการออกแบบและภูมิสถาปัตย์ ด้านกฎหมาย และด้านประชาสัมพันธ์” ล้วนยังไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ

              ฟังเสียง “บิ๊กป๊อก” แม่งานประธานอนุกรรมการบริหาร ในการประชุมรอบที่ 3 เมื่อเร็วๆ นี้ จับใจความได้ว่า ทางรัฐบาลมีแนวความคิดโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกรอบแนวคิดการออกแบบ (Conceptual Design) ใส่ประกอบเข้าไปเพื่อนำเสนอ ครม. แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีพื้นฐานรายละเอียดอะไรเลย ส่งผลให้ทุกวันนี้ฝ่ายที่คัดค้านโครงการหยิบหลากประเด็นมาโจมตี ซึ่งอาจเกิดการเข้าใจผิดนำไปวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ในส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรม ควรจะไปศึกษาออกแบบให้แล้วเสร็จประมาณเดือนมกราคม เพราะในช่วงกุมภาพันธ์ต้องดำเนินการเพื่อของบประมาณ

              ข้อสรุปสุดท้าย ให้คิดในหลายๆ รูปแบบ เพื่อที่จะทำให้ในบางพื้นที่ที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน สามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีผลกระทบ ทำอย่างไรที่จะกำหนดให้แน่ชัด มิฉะนั้นอาจเกิดการวิพากษ์จากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เป็นปัญหาตามมาอีก ขอให้เร่งให้เร็วที่สุด แต่อย่าให้เกิดข้อครหาว่า “สุกเอาเผากิน”

              ในวงถกได้ลงรายละเอียดความคืบหน้าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเกี่ยวกับความคืบหน้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์” ในฐานะอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการเปรยว่าได้ดำเนินการประสานส่วนราชการที่มีพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเบื้องต้นไปแล้ว

              ขณะที่ “ประสาร พิทักษ์วรรัตน์” รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กทม. ตัวแทนจากอนุกรรมการฯ ด้านกฎหมาย เสริมว่า โครงการดังกล่าวไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย มีหน้าที่ศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทางคณะอนุกรรมการด้านบริหารโครงการ จะมีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

              ไม้เด็ดในวงหารือ มือทำงานอย่าง “สยาม นนท์คำจันทร์” ตัวแทนจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงชัด หลังวันที่ 19 ตุลาคม จะนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปที่ชาวบ้านเพื่อยืนยันว่าไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ต่อไป ต้องไปรวมกับคนที่ขอไปอยู่ที่ใหม่หรือจะขอรับเงินช่วยเหลือในการหาที่อยู่อาศัยใหม่ โดยได้เตรียมพื้นที่ของบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด อยู่ที่ พุทธมณฑลสาย 2 มีพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เลือกจะอยู่หรือจะขอรับเงินชดเชย

              "กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ชี้แจงชาวบ้านในเบื้องต้นใช้หลักเกณฑ์ของบ้านมั่นคงที่รัฐบาลเคยอนุมัติมาแล้ว เช่น รัฐบาลจะช่วยหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อให้ชาวบ้านกู้ไปซื้อที่ดินสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 15 ปี ผ่อนไม่เกิน 2,500 บาทต่อเดือน แล้วรัฐจะช่วยในเรื่องการพัฒนาสาธารณูปโภคในวงเงินครัวเรือนไม่เกิน 50,000 บาท และรัฐจะช่วยเหลือในเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน ในอัตรา 25,000 บาทต่อครัวเรือน หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นของเดิมที่โครงการบ้านมั่นคงเคยทำมาแล้ว”

              ขณะเดียวกันในการประเมินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและโครงการพัฒนาริมคลอง เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล แล้วชาวบ้านก็มีความยากจนกว่าชุมชนทั่วไป อาจต้องมีการเพิ่มเติมเมนูบางตัวเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้าน เช่น ค่าที่พักชั่วคราว ค่าขนย้าย ประมาณ 80,000 บาทต่อยูนิต เบื้องต้นได้หารือกับสำนักงบประมาณไปแล้ว ทางสำนักงบฯ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลเคยช่วยเหลือโครงการลักษณะเช่นนี้ ยูนิตละ 80,000 บาท ถ้าต้องการเพิ่มอีกให้ไปทำรายละเอียดมามีความจำเป็นต้องเพิ่มในส่วนใด ที่รัฐบาลต้องเพิ่มเป็นค่าช่วยเหลือ ขณะนี้เป็นช่วงของการทำรายละเอียดเสนอ ครม.ผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีลักษณะเหมือนกันน่าจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการไปปฏิบัติ

              สำหรับการเสนอแนวทางที่จะให้โครงการบรรลุผลสำเร็จ เมื่อมีนักวิชาการออกมาโต้แย้งนั้น ให้แยกกลุ่มชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียที่ยังไม่รวมกับนักวิชาการออกมา ด้วยการเร่งไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ต้องทำให้ชาวบ้านรับรู้ว่าอนาคตจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอย่างไร ในการดำเนินการต้องมีทั้ง “ฝ่ายที่หวดและฝ่ายปลอบ”

              “ฝ่ายหวดต้องแจ้งชาวบ้านให้ทราบว่า การอาศัยอยู่ริมน้ำผิดกฎหมายไม่สามารถอยู่ได้ เรื่องนี้ต้องมีการทำงาน 2 หน้า เหมือนที่เคยทำที่ปทุมธานีโมเดล ที่เข้าไปคุยกับชาวบ้าน หากชาวบ้านกลุ่มใดคนใดไม่เห็นด้วยให้ส่งรายชื่อไปให้กรมชลประทานไปปิดหมาย ดังนั้นการจะทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องมีการทำงานควบคู่กันไป 2 ฝ่าย” 

              อย่างไรก็ตาม ในฐานะหัวหน้าทีม “บิ๊กป๊อก” กำชับผ่านที่ประชุมว่า บุคลากรที่อยู่ในการดำเนินโครงการนี้ ทราบมาว่า อาจมีผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยต่อโครงการ ก็ถือว่าเป็นความคิดพื้นฐานของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการให้โครงการนี้เป็นของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง เพราะลำน้ำเจ้าพระยาเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่เฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น

              “รัฐบาลในฐานะผู้มีอำนาจ ไม่ได้ต้องการใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำอะไรที่ไม่ดีหรือผิดวัตถุประสงค์ ก็ขอให้ช่วยกันทำให้ประสบผลสำเร็จ มั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย อย่าให้มีปัญหาขัดแย้งกัน” รมว.มหาดไทย ย้ำกับทีมงาน

              “แลนด์มาร์คสัญลักษณ์กรุงเทพมหานครแห่งใหม่” โครงการก่อสร้างทางคอนกรีตเสริมเหล็กเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณสะพานพระราม 7 ขนานแนวริมฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จากฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก สิ้นสุดที่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ระยะทางแต่ละฝั่งประมาณ 7 กิโลเมตร รวมสองฝั่งประมาณ 14 กิโลเมตร 

              จะไกลหรือไม่ไกลเกินฝัน คงได้เห็นความจริงในอนาคตต่อจากนี้ !!