
เงินทองต้องรู้ : วันออมแห่งชาติ
26 ต.ค. 2558
เงินทองต้องรู้ : วันออมแห่งชาติ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
กลั้นใจถามเด็กๆ ที่ทำงาน (แบบรู้คำตอบอยู่แล้ว) ว่า รู้มั้ยว่าวันที่ 31 ตุลาคมเป็นวันอะไร ตอบแบบพร้อมเพรียงชนิดไม่ต้องคิดว่า “วันฮัลโลวีน” พอเฉลยว่า เป็นวันออมแห่งชาติ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วๆ ให้พอได้ยินว่า “ต้องทำงานแบงก์ออมสินเท่านั้นมั้ง ถึงจะรู้”
ไม่รู้ก็รู้ไว้ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยรักการออม รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการออมเงิน
ข้อมูลจากหลายๆ แหล่งระบุตรงกันว่า ในสหรัฐอเมริกา กำหนดให้วันที่ 26 เมษายนของทุกปี เป็นวัน National Teach Children to Save Day หรือวันสอนเด็กๆ ให้รู้จักการออมเงินแห่งชาติ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่จากธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วประเทศจะเข้าไปสอนเด็กๆ ในโรงเรียน ให้มีทักษะในการจัดการการเงินส่วนบุคคล และปลูกฝังให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของการออมเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคง
เว็บไซต์ tlcthai.com เผยแพร่บทความที่อ้างอิงความเห็นของ อาจารย์อัจฉรา โยมสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเงิน โดยอาจารย์แนะนำว่า การสอนเด็กๆ ให้รู้จักวิธีการเก็บออมอย่างชาญฉลาด ทำได้ไม่ยาก เช่น สอนให้เด็กเก็บออมให้พอ ก่อนใช้ส่วนที่เหลือ เพราะโดยปกติ คนไทยมักจะสอนลูกหลานให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด หลายครั้งที่ผู้ใหญ่จะกำชับว่า ให้ใช้ประหยัด และเหลือมาเก็บไว้ แต่ส่วนใหญ่ก็มักลงเอยด้วยความไม่เหลือ
อาจารย์บอกว่า วิธีสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากออมเงินที่ได้ผลเสมอ คือ กำหนดเงื่อนไขว่า ถ้าออมได้ 90 บาท เราจะเติมให้เป็น 100 บาท ที่สำคัญเมื่อเด็กๆ โตขึ้น ต้องสอนให้เขารู้จักบริหารจัดการเงินของตัวเอง โดยการจ่ายค่าขนมเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วสอนให้เขาวางแผนทางการเงิน วางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า รวมถึงวางแผนรับมือเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน
อ่านข้อคิดของอาจารย์อัจฉรามาถึงตรงนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเด็กชายที่รู้จัก ทุกครั้งที่ได้เงินซื้อขนม เขาจะเลือกซื้อของที่อยากได้จริงๆ ก่อน พอได้ของ และรับเงินทอนแล้ว แทนที่จะเก็บเงินทอนกลับบ้าน เขาจะเดินวนๆ ในร้านเพื่อหาของชิ้นต่อไป ซื้อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่อยากได้ แต่ซื้อจนกว่าเงินจะหมด พอย่างเข้าสู่วัยรุ่น โตพอจะนั่งรถเมล์ไปเรียนหนังสือเอง เด็กหนุ่มก็จะใช้เงินในแต่ละวันแบบพอดีเป๊ะ เหลือเฉพาะจ่ายค่ารถเมล์กลับบ้าน พอควักเงินจ่ายค่ารถ เงินในกระเป๋าก็เหลือศูนย์บาท เป็นแบบนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งบังเอิญนั่งหลับเลยป้าย ตื่นขึ้นมาอีกที รถก็พาเลยบ้านไปไกลแล้ว พอตาลีตาเหลือกลงจากรถ ล้วงกระเป๋าไม่เจอเงิน สุดท้ายต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางหลายกิโล
แบบนี้เรียกว่า มีการวางแผนทางการเงินเหมือนกัน แต่เป็นการวางแผนที่ผิดพลาด
อาจารย์อัจฉรายังทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวย แต่เป็นไปเพื่อการสร้างความสุขและความสมดุลในชีวิต เพราะหากเราจัดการให้เกิดความสมดุลในชีวิตไม่ได้ เราอาจจะกลายเป็นทาสของเงินไปตลอดชีวิต
ถึงตรงนี้อยากเชิญชวนให้ใครที่ชอบเล่นควิซเกมหรือเกมทายใจ ลองเล่นควิซเกมของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูบ้าง ลองดูว่า เราเข้าข่าย “อนาคตเป็นอย่างไร ถ้านิสัยการใช้เงินเป็นแบบนี้” แบบที่ 1 หาได้ 100 ใช้ 50 แบ่ง 25 เป็นเงินออม และอีก 25 นำไปลงทุน แบบที่ 2 หาได้ 100 ใช้ 80 ส่วนอีก 20 เป็นเงินออม แบบที่ 3 หาได้ 100 ใช้ 90 อีก 10 แบ่งเป็นเงินออม แบบที่ 4 หาได้ 100 ใช้ 100 ไม่มีเหลือเก็บ และแบบที่ 5 หาได้ 100 ใช้เกิน 100 และยังหยิบยืมคนอื่น
ถ้าคำตอบเป็นแบบที่ 1 จะจัดอยู่ในกลุ่มมั่งมีศรีสุข แบบที่ 2 อยู่ในกลุ่มกินดีอยู่ดี แบบที่ 3 อยู่ในกลุ่มพอมีพอกิน แบบที่ 4 อยู่ในกลุ่มหาเช้ากินค่ำ และแบบที่ 5 อยู่ในกลุ่มล้มละลาย หายนะ (ที่มา : นิสัยการใช้เงิน 5 แบบของ David L.Bach)
ถ้าไม่อยากเป็นแบบที่ 4 หรือ 5 ก็ต้องเริ่มต้นให้ได้ อาจจะขีดเส้นวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันออมแห่งชาติ เป็นวันฤกษ์ดีเริ่มต้นการออมอย่างจริงจังของตัวเอง ซึ่ง ศคง.แนะนำว่า กระปุกเงิน (ออม) ที่ควรมี แยกเป็น 5 ใบ (ถ้ามากไป เริ่มใบแรกใบเดียวให้ได้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว) ใบแรก กระปุกฉุกเฉิน กระปุกใบนี้ควรมีเงินสำรองไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน เช่น ถ้ามีค่าใช้จำเป็นเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรออมขั้นต่ำ 30,000 บาทและขั้นสูง 60,000 บาท กระปุกใบนี้เป็นใบที่สำคัญมากๆ เพราะเป็นเงินที่ออมไว้ใช้จ่ายหากเกิดเรื่องไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือรายได้ลดลงกะทันหัน เมื่อสำคัญเผื่อฉุกเฉินแบบนี้ก็ควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (แต่ควรแยกออกมาจากบัญชีเงินเดือน) เพื่อที่จะได้ถอนมาใช้ได้สะดวกและทันเวลา
ใบที่ 2 กระปุกปลดหนี้ เทคนิคของกระปุกใบนี้ คือ ถ้าจะให้ดี จ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อลดภาระให้มากที่สุด ใบที่ 3 กระปุกเกษียณ เก็บเงินเนียนๆ 5-10% ของรายได้เพื่อรองรับวัยเกษียณ ใบที่ 4 กระปุกเติมฝัน ออมไว้สำหรับสานความฝันของตัวเอง แต่ต้องมีวินัยและท่องไว้ว่า “ถ้าเก็บไม่ครบก็ไม่ซื้อ” ส่วนใบที่ 5 สุดท้าย กระปุกลงทุน เพื่อปลูกเงินให้งอกเงย
ถ้า 31 ตุลาคมนี้ ยังเริ่มกระปุกทั้ง 5 ใบไม่ได้ ก็เริ่มที่ใบแรกให้ได้ก่อน ต้องมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง อย่าปล่อยให้ “วันออมแห่งชาติ” เป็นแค่ “วันปล่อยผี” ที่สนุกสนานชั่วข้ามคืน แต่ต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากบ่วงทางการเงินให้ได้ด้วย
---------------------
(เงินทองต้องรู้ : วันออมแห่งชาติ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



