ข่าว

4 รูปแบบธุรกิจที่เอสเอ็มอีไทยยุคใหม่ต้องมี

4 รูปแบบธุรกิจที่เอสเอ็มอีไทยยุคใหม่ต้องมี

26 ต.ค. 2558

4 รูปแบบธุรกิจที่เอสเอ็มอีไทยยุคใหม่ต้องมี

 
                      วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านของโครงสร้างประชาชน ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียุคใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดและปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในตลาดเข้าด้วยกัน นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
                      นายสมชาย หาญหิรัญ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุ ด้วยสัดส่วนผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางเทคโนโลโยีหรือการค้าแบบออนไลน์ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่การขายเปิดกว้างอยู่ไม่จำกัดขึ้น ซึ่งแนวทางการปรับตัวผู้ประกอบการต้องเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจของเอสเอ็มอียุคใหม่ 4 รูปแบบ อันได้แก่
 
                      เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) รูปแบบธุรกิจที่เอสเอ็มอียุคใหม่ต้องทำ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างรายได้จากสิ่งของหรือทรัพย์สินที่มีมากเกินความจำเป็นหรือไม่ได้ใช้แล้ว (Excess Capacity) ทั้งในแง่ของการแบ่งปันและการใช้ทรัพยากรร่วมกันอาทิ การแบ่งปันวัตถุดิบที่เหลือใช้ หรือการแนะนำแหล่งวัตถุดิบต่อกัน ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบเท่านั้น แต่รวมถึงองค์ความรู้ ทักษะและแรงงานด้วยอาทิ การแชร์ทักษะเฉพาะทางในด้านการออกแบบ หรือการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องประดับเป็นต้น
 
                      การระดมทุนสาธารณะ (Crowd Funding) รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสำหรับเอสเอ็มอียุคใหม่ที่มีแนวคิด หรือนวัตกรรมดีๆ แต่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงต้องเสนอแนวคิดเพื่อก่อให้เกิดการร่วมทุนจากผู้ที่สนใจและเกิดความชอบในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกในตลาดหรือเกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้สามารถตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมยุคใหม่และความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและสังคมได้
 
                      ยุคผู้สูงอายุ (SilverGeneration) รูปแบบธุรกิจที่เอสเอ็มอียุคใหม่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของสังคม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยมีประชากรกว่า10 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.9 (ที่มา:สำนักงานสถิติแห่งชาติ)ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อความบกพร่องทางร่างกาย หรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสุขภาพหรือชะลอวัย
 
                      สังคมแห่งเทคโนโลยี (Mobilization World) รูปแบบธุรกิจที่สามารถตอบสนองสังคมแห่งการใช้สมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใช้ช่องทางผ่านโซเชียลมีเดีย อยู่ประมาณ 500,000 ราย และมีคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ถึง 14.87 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2558 มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในส่วนของการซื้อขายตรงไปยังผู้บริโภคจะมีสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท
 
                      ทั้งนี้ กสอ. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้และบริการให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทัดเทียมนานาชาติและเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ภายใต้แนวคิดเอสเอ็มอีไทยก้าวไกลสู่สากล ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2,000 คนภายในปีนี้
 
                      สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และโครงการอื่นๆ เพิ่มเติม ได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2202 4414-17 หรือเข้าไปที่ www.dip.go.th