ข่าว

สปท.ความหวังใหม่ของการปฏิรูป

สปท.ความหวังใหม่ของการปฏิรูป

25 ต.ค. 2558

สปท.ความหวังใหม่ของการปฏิรูป : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ สำนักข่าวเนชั่น โดยจักรวาล ส่าเหล่ทู(@Jakkrawan_nna)

              ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่มีการประชุมครั้งแรกของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ถือว่าเป็น “เรือลำใหม่ของแป๊ะ” ซึ่งมีหน้าที่สานงานต่อจากเรือลำเก่าคือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ไม่อาจไปถึงฝั่งได้ตามมั่นหมาย ดังนั้นสมาชิก สปท.ทั้ง 200 คน จึงมีหน้าที่ขับเคลื่อนให้วาระปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน เป็นรูปธรรมมากขึ้น ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 27 โดยทั้ง 200 คนนั้น ได้รับการการันตีจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ เนื่องจากคัดเลือกมากับมือ

              ทั้งนี้เมื่อดูรายชื่อสมาชิกจะพบว่ามีแหล่งที่มาหลากหลายมาก ทั้งข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบัน ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ ตัวแทนฝ่ายการเมือง รวมถึงอดีตสปช. ทั้งกลุ่มที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สภาแห่งนี้จะมีแนวคิดหลากหลายในมุมมองวาระการปฏิรูปเร่งด่วน

              อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่จะมีการแต่งตั้ง สปท. มีข้อกังขามากมายว่า สภาแห่งนี้จะทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับ สปช.หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ “เทียนฉาย กีระนันท์” ประธาน สปช. ได้ส่งรายงานการปฏิรูปฉบับสมบูรณ์ของ สปช. ให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ชนิดที่ว่าแทบไม่ต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติมอีก แต่จะอยู่ที่ว่าแม่น้ำทั้ง 4 สาย ประกอบด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำตามหรือไม่

              อีกทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ให้อำนาจ สปท.มีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ “ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ” ประธาน สปท.จะระบุว่า ได้รับการประสานงานจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ที่ให้ส่งแนวคิดที่เห็นว่าสำคัญต่อการปฏิรูปต่อ กรธ. เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันอันใดระบุว่า กรธ.จะทำตามทุกความคิดเห็น

              และเมื่อเริ่มต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาก็ได้เริ่มเดินหน้าทำงานและเสนอวาระที่ตัวเองสนใจ พร้อมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ระหว่างสมาชิก ซึ่งแยกกลุ่มตามวาระการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน โดยให้สมาชิกลงชื่อตามที่ตนสนใจ

              ทั้งนี้มีโจทย์หนึ่งที่ ร.อ.ทินพันธุ์มอบให้สมาชิกทุกคนคือ ให้แต่ละกลุ่มออกความเห็นว่า วาระใด เป็นวาระเร่งด่วน 5 ด้าน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ สปท.ทั้ง 200 คนเห็นว่า 5 วาระการปฏิรูปสำคัญคือ 1.การปฏิรูปการเมือง 2.การปฏิรูปการศึกษา 3.การปราบปรามทุจริต 4.การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการุติธรรม และ 5.การปฏิรูปเศรษฐกิจ

              อย่างไรก็ตามนี่ยังคงเป็นเพียงการสำรวจความเห็น แต่ยังไม่ได้ตกผลึก หรือเคาะให้เป็นที่สุดแต่อย่างใด

              ทั้งนี้น่าสังเกตว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการของ สปท.ในวันนั้น เราก็ยังไม่ได้เห็นภาพการทำงานของ สปท.ว่าจะแตกต่างจาก สปช.อย่างไร เนื่องจากเป็นการระดมความคิดเพื่อหาเป้าหมายและแนวทางการปฏิรูปของแต่ละด้านตามที่ตัวเองสนใจ แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงว่าจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือมาตรการการผลักดันให้เป็นรูปธรรมอย่างไร

              เพราะลำพังหากดูการทำงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็จะพบว่าคล้ายกับการนับหนึ่งใหม่ มิใช่การสานต่องานที่ สปช.ศึกษาเอาไว้ จึงต้องดูว่าถึงที่สุดแล้วพวกเขาจะมียุทธศาสตร์ที่เรีกกว่าการสานต่อได้อย่างไร เพราะหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวบัญญัติไว้คือ “ดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปตามผลการศึกษาของ สปช.”

              ทั้งนี้หากมาดูท่าทีของ สปท.แต่ละคนถึงบทบาทที่พวกเขาจะเข้ามาทำ โดยเฉพาะ สปท. ที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเมือง จะเห็นว่า วาระสำคัญของพวกเขาและอาจจะเป็นวาระจริงๆ ของสภาชุดนี้จะไม่ใช่การปฏิรูปเท่านั้น

              อย่าง “วิทยา แก้วภราดัย” สมาชิก สปท. ที่เป็นอดีตแกนนำ กปปส. ได้กล่าวชัดเจนในวันเข้ารายงานตัวว่า มีความสนใจเรื่องการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งได้เรียกร้องมาตั้งแต่สมัยเดินขบวนเรียกร้องร่วมกับมวลมหาประชาชน อาจเรียกได้ว่า ยังคงมีเป้าหมายที่แน่วแน่ แม้เวลาผ่านไปปีกว่าๆ​

              ขณะที่ “สุชน ชาลีเครือ” สมาชิก สปท. อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่อาจถือได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับมวลชน กปปส. กล่าวอย่างชัดเจนในวันรายงานตัวว่า เรื่องของการปรองดองและสมานฉันท์เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศได้เกิดปัญหาความขัดแย้งมานาน ประชาชนต่างแบ่งฝ่ายแบ่งสีเสื้อ แต่เขาเองก็ได้กล่าวอีกว่า การนิรโทษกรรมนั้น จะต้องดำเนินไปตามกรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งในเรื่องนี้ สปช. ได้มีการศึกษาเอาไว้แล้ว หากนำมาศึกษาต่อจะช่วยย่นระยะเวลาการดำเนินงานลงได้​

              โดยแนวคิดนี้ก็สอดคล้องกับ “สมพงษ์ สระกวี” สมาชิก สปท. อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่เพิ่มเติมในมุมมองเรื่องของนิรโทษกรรม ที่นายสมพงษ์มองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยช่วย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในสมัยที่เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของ สปช. โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า การที่นายกฯ ได้พูดถึงการนิรโทษกรรมให้แก่บุคคล 3 กลุ่ม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงให้ความสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งยอมรับได้ แม้ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไขก็ตาม อย่างไรก็ดีเขาได้ฝากให้คณะทำงานเรื่องดังกล่าวของรัฐบาล ลองศึกษาเพิ่มเติมว่า การนิรโทษของประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นเช่นไร ซึ่งจะพบได้ว่าการนิรโทษให้แก่ประชาชนที่ผ่านมา ไม่ได้มีเงื่อนไขแบบปัจจุบัน ทั้งนี้นิรโทษกรรมต้องหมายถึงการทำเพื่อประชาชนที่กระทำความผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง

              กล่าวได้ว่า แนวคิดของนายสุชน มองว่า การปรองดองและเรื่องนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ต้องแยกกัน ซึ่งเข้ากับเงื่อนไขของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยากเห็นบรรยากาศการปรองดอง แต่ไม่นิรโทษกรรมคนผิดหลบหนีคดี ส่วนนายสมพงษ์รับได้กับเงื่อนไขการนิรโทษของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ลึกๆ แล้วก็ต้องการให้มีการนิรโทษแบบไร้เงื่อนไข ซึ่งคล้ายๆ กับแนวคิดของคนเสื้อแดงที่ต้องการให้มีนิรโทษกรรมแบบล้างไพ่เซตซีโร่

              ด้าน “คำนูณ สิทธิสมาน” สมาชิก ปท. ที่เป็นอดีตสมาชิก สปช. และอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความเห็นว่า ส่วนตัวสนใจเรื่องผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้น เมื่อนับตั้งแต่เริ่มคดีจนสิ้นสุดจะใช้ระยะเวลานาน จึงจำเป็นต้องปฏิรูปให้กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาน้อยลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย คนที่ทำความผิดก็ได้รับการลงโทษโดยเร็ว คนที่ถูกกล่าวหาก็จะพ้นข้อครหาเร็วขึ้น หากเขาไม่ผิดจริง

              ดังนั้นเป็นที่น่าสนใจว่า สปท.จะมีการทำหน้าที่อย่างไรเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรม อย่างที่สมาชิก สปท.หลายๆ คนได้ยืนยันว่า หน้าที่ของสภาแห่งนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับ สปช.อย่างแน่นอน ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ เราอาจจะยังไม่ได้เห็นบทบาทของ สปท.อะไรได้มากมาย เนื่องจากเพิ่งมีการประชุมได้เพียง 3 ครั้ง

              จับตาต่อไปว่า สภาแห่งนี้จะไม่ใช่เค้ก 200 ชิ้น หรือเป็นสภาตอบแทนอย่างที่มีเสียงร่ำลือกันก่อนหน้านี้ แต่จะเป็นความหวังของประชาชนที่จะสานงานปฏิรูปให้เกิดขึ้น ไม่ทำให้คำว่า “ปฏิรูป” เป็นเพียงวาทกรรม หรือไม่!