ข่าว

'ออสโล เจเนอเรชั่น'แห่งปาเลสไตน์หาสันติภาพด้วยปลายมีด

'ออสโล เจเนอเรชั่น'แห่งปาเลสไตน์หาสันติภาพด้วยปลายมีด

25 ต.ค. 2558

'ออสโล เจเนอเรชั่น'แห่งปาเลสไตน์ กับการแสวงหาสันติภาพด้วยปลายมีด : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

              จากเดิมที่จดจำจนฝังเข้าไปในกระดูกดำกับชื่อ ”กันยายนทมิฬ” อันเป็นชื่อของกลุ่มก่อการร้ายปาเลสไตน์ที่ก่อเหตุสะท้านโลกบุกสังหารนักกีฬาและเจ้าหน้าที่อิสราเอลกลางมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 2515 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 คน ตอนนี้ ทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยในดินแดนของลูกหลานกษัตริย์โซโลมอนและหน่วยมอสสาด สุดยอดหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลต่างคงจดจำเหตุการณ์ “ตุลาคมทมิฬ” ไม่มีวันลืมเช่นกัน เมื่อวัยรุ่นปาเลสไตน์หลายคนพร้อมใจกันสร้างแฟชั่นเลียนแบบใช้มีดและปืนสั้นเป็นอาวุธไล่แทงชาวยิวในเยรูซาเล็มตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์แทบไม่เว้นแต่ละวัน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า โอกาสที่จะถูกทหารและตำรวจจับตายในที่เกิดเหตุมีสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วัยรุ่นเหล่านั้นก็ไม่ขลาดกลัวยังคงก่อเหตุไล่ฆ่าชาวยิวอย่างๆไม่ลดละ

              เริ่มจากชาวยิว 2 คน ถูกวัยรุ่นชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งแทงตายในเขตเมืองเก่า อันเป็นที่ตั้งของวิหารศักดิ์สิทธิ์ หรือเทมเพิลเมาท์ ที่อยู่ติดกับสุเหร่าอัล อักซา สุเหร่าศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับ 3 ของอิสลาม และ โดม ออฟ เดอะ ร็อก หรือโดมทองแห่งเยรูซาเล็ม จากนั้นก็เกิดเหตุคล้ายกันในแต่ละวัน เพียงแค่ครึ่งเดือนเศษเท่านั้น ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน เป็นชาวยิวแค่ 8 คน อีกกว่า 40 คน เป็นชาวปาเลสไตน์ที่ถูกทหารยิวล่าสังหารแบบเหวี่ยงแห โดยใช้ทั้งแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน กระสุนยาง และกระสุนจริง

              เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เล่นเอาหน่วยมอสสาดและหน่วยรักษาความมั่นคงถึงกับปวดขมับ เมื่อเริ่มจับจุดถูกว่า เหตุร้ายแต่ละวันนี้เป็นฝีมือของวัยรุ่น ซึ่งไม่ได้สังกัดกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใด แต่ลงมือกระทำการเองและใช้อาวุธที่หาซื้อได้ง่ายมากในท้องตลาด นั่นก็คือมีด หรือถ้าดีหน่อยอาจจะแอบหาปืนสั้นมาเป็นอาวุธ มองในมุมหนึ่งอาจถือเป็นข่าวดีในรอบหลายสิบปีก็ว่าได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายในวงจำกัด แต่ละครั้งทำให้คนเสียชีวิตหรือรับบาดเจ็บแค่ไม่กี่คน ส่วนคนร้ายก็จะถูกวิสามัญฆาตกรรมอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่เหมือนกับในอดีตที่ศัตรูตัวฉกาจจะเป็นกลุ่มก่อการร้ายอย่างพีแอลโอ กลุ่มอาบู นิดาล หรือฮามาส ลงมือแต่ละครั้งล้วนแต่สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ไม่ว่าจะการก่อวินาศรรม การลอบวางระเบิด การจี้เครื่องบิน หรือการสังหารหมู่ ฯลฯ

              จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นอนใจได้ว่า การไล่แทงชาวยิวรายวันนี้คงจะไม่บานปลายกลายเป็นการลุกฮือก่อจลาจลเลือดหรืออินทิฟาดาครั้งที่ 3 เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้น 2 ครั้งก่อนหน้า เมื่อปี 2530-2536 และ 2543-2548 ซึ่งสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่สองฝ่าย อย่างเก่งก็สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้น ทำให้ชาวยิวไม่กล้าจะเดินทางบนท้องถนนหรือขึ้นรถโดยสารแบบสบายใจเหมือนก่อน ขณะที่ทหารและตำรวจต่างลาดตระเวนตามใจกลางเมืองและย่านที่ชาวอาหรับกับชาวยิวจะพบปะกันเป็นประจำ

              แต่ข่าวดีนี้อาจจะกลายเป็นข่าวร้ายก็ได้ ถ้ามองในอีกมุมมองหนึ่ง นั่นก็คือเป็นพัฒนาการก้าวกระโดดของวัยรุ่นปาเลสไตน์ จากสมัยที่ยังเป็นเด็ก ซึ่งมักจะปาก้อนอิฐก้อนหินใส่ทหารและตำรวจ กลายเป็นการไล่แทงใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจหรือชาวบ้านทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ขอแต่ให้เป็นชาวยิวก็แล้วกัน

              แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมหลายคนอดกังวลไม่ได้เมื่อพบข้อผิดสังเกตหลายประการ หนึ่งนั้นก็คือ ผู้ก่อเหตุแทงรายวันนั้นล้วนแต่เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 16-25 ปี หรือเกิดในช่วงที่ผู้นำยิวกับปาเลสไตน์ถูกกดดันให้ต้องร่วมลงนามในข้ตกลงสันติภาพออสโลเมื่อปี 2536 ซึ่งชาวปาเลสไตน์มองว่าเป็นข้อตกลงอัปยศทำให้ต้องอพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่อยู่กันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษแลกกับการยอมรับรัฐปาไลสไตน์ ซึ่งแทบไม่เกิดขึ้นจริง

              วัยรุ่นเหล่านี้ หรือรู้จักกันในชื่อว่า “รุ่นออสโล” ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดในช่วงที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน และไม่เคยมีความทรงจำแม้แต่น้อยถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ยิวกับปาเลสไตน์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติในเยรูซาเล็ม ฉนวนกาซา และเวสต์แบงก์ สิ่งที่คนรุ่นนี้ประสบพบเห็นก็คือ ความเกลียดชัง ความอยุติธรรม ความไม่ไว้วางใจ ความรุนแรง การก่อการร้ายและสงคราม

              ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างชาวปาเลสไตน์รุ่นเก่าหรือรุ่นพ่อแม่กับรุ่นใหม่หรือรุ่นลูกก็คือ รุ่นลูกนั้นจะมีการศึกษาสูงขึ้นถึงระดับมหาวิทยาลัย ผิดกับรุ่นพ่อแม่ที่ไร้การศึกษาและดีแต่ขายแรงงานเป็นวันๆ ไป ที่สำคัญก็คือ คนรุ่นใหม่จะมีโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เป็นแหล่งข้อมูล แหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเผยแพร่อุดมการณ์ร่วมกันของชาวปาเลสไตน์ รวมไปถึงการแชร์วิดีโอที่สะท้อนถึงความโหดร้ายของทหารยิวและการปะทะที่อัล อักซอ

              ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ มูฮันนาด ฮาลาบี วัย 21 ปี ซึ่งเป็นคนเปิดฉากใช้มีดแทงชาวยิว 2 คนในเยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม และถูกตำรวจยิงสวนกลับจนตายคาที่

              ฮาลาบีเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัล คุดส์ ในเยรูซาเล็ม ก่อนหน้าจะก่อเหตุไม่กี่วัน เจ้าตัวเพิ่งไปร่วมงานรำลึกถึงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ถูกทหารยิวสังหารใกล้เมืองเฮบรอน กลับมาแล้วเขาก็โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ”จากสิ่งที่เห็นในวันนี้ ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยจะบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเดินตามรอยเท้าเขา”

              ในหน้าเพจเฟซบุ๊กของฮาลาบีเต็มไปด้วยความโกรธ จุดที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงหลังๆ ก็คือ สุเหร่าอัล อักซอ สุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามในเยรูซาเล็มที่อยู่ติดกับวิหารศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว ในระยะหลังๆ ช่วงวันหยุดทางศาสนาของยิวจะเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุรุนแรงไม่เว้นแต่ละวัน ระหว่างทหารยิวและชาวปาเลสไตน์ที่สร้างเครื่องกีดขวางขึ้นหมายป้องกันไม่ให้กลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงเดินทางเข้าไปในพื้นที่ "โกรธ โกรธและโกรธมากขึ้น" ฮาลาบีระบายความรู้สึกในเฟซบุ๊ก "ตื่นเถอะพวกเรา ตื่นมาช่วยกันปกป้องสุเหร่าอัล อักซา มาช่วยกันปลุกการปฏิวัติ”

              ส่วนอานัน อาร์ อายุ 22 ?ปี อยู่ใกล้เมืองรามัลเลาะห์ ได้แนะนำตัวเองบนเฟซบุ๊กว่า เป็นนักรบเพื่อสันติภาพ พร้อมกับพูดถึงคนรุ่นราวคราวเดียวกันว่า ”คนรุ่นนี้ไม่เคยรู้เห็นกับอินทิฟาดาครั้งที่ 2 คนรุ่นเราได้เปรียบอย่างหนึ่งนั่นก็คือ มีความรู้ พวกเราจะไม่ยอมนิ่งเฉยงอมืองอเท้าอีกต่อไป พวกเราสามารถสร้างงานทางวิชาการ เพื่อจะเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เราเข้าใจสื่อของอิสราเอลดีขึ้นละดีขึ้นและเราก็จะตอบโต้ให้สาสม”

              อานันซึ่งฝันอยากจะเป็นวิศวกรและเดินทางไปมาทั้งที่อิสราเอลกับสหรัฐกล่าวว่า เข้าใจเหตุผลที่บางคนเลือกความรุนแรง “ในประวัติศาสตร์ การเสียสละของคนมักจะเป็นหนทางหนึ่งเพื่อจะได้อะไรกลับคืนมา”

              ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า วัยรุ่นที่ก่อเหตุเหล่านี้มีกระบวนการหรือกรอบความคิดที่ยึด  ติดกับอดีต และท้องถนนก็จะเป็นสถานที่ที่วัยรุ่นเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจ มุสตาฟา บาร์กูตี นักเคลื่อนไหวและนักการเมืองปาเลสไตน์ให้ความเห็น ”อิสราเอลคิดว่าพวกเขาสามารถกดหัวคนรุ่นใหม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่ได้ฝังตัวในหมู่ผู้รักชาติและนักวิชาการ พวกเขาก็เหมือนกับเยาวชนในช่วงอาหรับสปริง หรือในกรีซ ผลก็คือ โครงสร้างเก่าของเรานั้นถูกปฏิเสธหรือพังทะลายโดยสิ้นเชิงแล้ว”

              ที่มหาวิทยาลียบีร์เซต นักศึกษาหลายร้อยคนจะไปรวมตัวกันตามคำเรียกร้องของสหภาพนักศึกษา ศาสตราจารย์และนักศึกษาหญิงจำนวนมากทั้งที่สวมผ้าคลุมหน้าหรือแต่งกายแบบตะวันตกจะไปฟังคำปราศรัยอันดุเดือดเร่าร้อนสลับกับเสียงตะโกนถึงความรักชาติ หรือเรียกร้องให้มีความสามัคคี ให้ต่อต้านและเอาชนะความแตกแยกกับคนรุ่นเก่าและกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างออกไป

              นักศึกษาบางคนประกาศตัวตนว่า ”เชื่อในเรื่องการขัดขืนหรือการต่อต้านโดยสันติ ข้อตกลงสันติภาพออสโลหมายถึงชาวปาเลสไตน์ต้องสูญเสียดินแดน สิ่งที่ถูกยึดไปด้วยกำลังก็จะต้องทวงคืนกลับมาด้วยกำลังเช่นกัน ใครที่เปิดฉากโจมตีก่อนก็จะต้องถูกโจมตีตอบ” หลายคนย้ำว่า ”พร้อมจะเสียสละและเชื่อว่าพ่อแม่จะต้องภูมิใจกับการเสียสละนี้ ส่วนการเลือกเป้าหมายที่จะโจมตีนั้น แทบไม่มีความแตกต่างอะไรไม่ว่าจะโจมตีทหารหรือพลเรือน เพราะพลเรือนก็เป็นทหารกองหนุน ผู้หญิงก็เหมือนกัน”

              ขณะที่กลุ่มฮามาสให้ความเห็นต่อเหตุรุนแรงว่า “เป็นการเอาคืน” ส่วนกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มอื่นๆ ชี้ว่า “เป็นคำตอบให้แก่การก่ออาชญากรรมของอิสราเอล”