
จ่าตุ๊กสำราญกู้ศรัทธาตำรวจ
จ่าตุ๊กสำราญกู้ศรัทธาตำรวจ : ภัทรลดา ก้อนทองรายงาน
“ป้า...ป้า...จะไปไหน” ชายหนุ่มผู้ขับขี่สามล้อเครื่องร้องขึ้น ขณะค่อยๆนำรถเข้าเทียบหญิงชราวัยประมาณ 60 ปีเศษ
ถ้าหากหนุ่มโชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กคนนี้ไม่หูไวตาไวกว่าคนขับรถรับจ้างทั่วไปแล้ว คงไม่ทันสังเกตเห็นว่า หญิงสูงวัยผู้นั้นอาจกำลังหลงทาง ด้วยอาการที่นางแสดงออกอย่างงกๆ เงิ่นๆ
ด.ต.ประสิทธิ์ ลำอองเภา ผบ.หมู่งานจราจร สน.สำราญราษฎร์ คือพลขับรถตุ๊กตุ๊กคันนั้น
มันคือรถสามล้อเครื่องสายตรวจบริการตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ต้องการเน้นงานบริการประชาชน เพื่อให้ตำรวจกลายเป็นที่รักของประชาชน ขับรถตุ๊กตุ๊กสายตรวจตามโครงการ “จ่าตุ๊ก สำราญ”
หญิงคนนี้ดูมีทีท่าดีใจระคนแปลกใจ แต่ก็ยังเดินตรงเข้าหารถตุ๊กตุ๊กที่มีตราสัญลักษณ์และสีสันที่บ่งบอกว่าอยู่ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแจ้งว่า ต้องการไปที่แยกคอกวัว แต่ด้วยความที่ไม่ได้เดินทางเข้าเมืองบ่อยทำให้ลงรถโดยสารประจำทางผิดป้าย โดยขอลงที่ย่านภูเขาทอง ทำให้ต้องเดินเท้าต่อ แต่ก็โชคดีที่มาพบกับ ”จ่าตุ๊ก สำราญ” ที่ช่วยนำไปส่งยังจุดหมายบริเวณแยกคอกวัว
“แรกเห็นก็แปลกใจนะ เพราะรถสายตรวจของตำรวจเท่าที่คุ้นชินจะมีเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถกระบะ รถตุ๊กตุ๊กนี่ไม่คุ้น แต่ดูดีนะ เพราะเข้าใจเจตนาของตำรวจรถตุ๊กตุ๊กเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ แถมยังให้บริการประชาชนเช่นนี้รู้สึกชอบมาก และอบอุ่นใจดี รู้สึกว่าปลอดภัยมากขึ้น แถมมีบริการส่งผู้สูงอายุเช่นนี้ยิ่งดีเพราะไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทาง” นางลิ้นจี่ ผู้ใช้บริการจ่าตุ๊กสำราญ บอกกับทีมข่าวด้วยสีหน้าท่าทางที่แสดงให้เห็นว่ามีความประทับใจ
ส่วน ด.ต.ประสิทธิ์ ให้ข้อมูลว่า ต้องใช้เวลาเรียนรู้การขับรถตุ๊กตุ๊กนานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อปฏิบัติภารกิจพลขับประจำโครงการ “จ่าตุ๊ก สำราญ” ซึ่งรถบริการประชาชนคันนี้จะออกปฏิบัติภารกิจบริการนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ บริการแนะนำเส้นทาง บริการรับส่งเด็กและคนชราที่เดินทางในระยะใกล้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือการตรวจตราความสงบเรียบร้อยในช่วงที่มีประชาชนพลุกพล่านคือระหว่างเวลา 07.00-12.00 น. และตั้งแต่เวลา 16.00–18.00 น. เป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสวิ่งราวทรัพย์หรือก่ออาชญากรรมอื่นๆ ในพื้นที่
“รถตุ๊กตุ๊กเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ เมื่อนำมาใช้ในภารกิจงานด้านบริการจะทำให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือแม้กระทั่งคนไทยเองได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังคล่องตัวเมื่อเทียบกับการใช้รถยนต์ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพราะมีขนาดเล็กกว่า ใช้รถตุ๊กตุ๊กในภารกิจตรวจพื้นที่จะมีความสะดวก เข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย เพราะถนนในย่านสำราญราษฎร์ค่อนข้างคับแคบและปริมาณรถค่อนข้างมาก หากเทียบกับรถจักรยานยนต์ก็จะมีข้อดีกว่าคือรถตุ๊กสามารถออกปฏิบัติภารกิจได้ทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก จักรยานยนต์จะมีข้อจำกัดนี้ ที่สำคัญรถตุ๊กตุ๊กมีพื้นที่ที่จะให้บริการรับส่งประชาชนได้ด้วยเพราะมีที่นั่งมากพอ ส่วนรถจักรยานต์สายตรวจไม่สามารถทำได้” ด.ต.ประสิทธิ์ กล่าว
สอดคล้องกับพ.ต.ท.สมเกษม จารักษ์ รองผกก.จร.สน.สำราญราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า สน.สำราญราษฎร์ รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนครอบคลุมพื้นที่ 1.307 ตารางกิโลเมตร ใน 7 แขวง คือแขวงสำราญราษฎร์ แขวงวัดราชบพิธ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ แขวงเสาชิงช้า แขวงบวรนิเวศ แขวงวังบูรพาภิรมย์ และแขวงบ้านบาตร สภาพพื้นที่เป็นชุมชนเก่า เป็นย่านธุรกิจเครื่องสังฆภัณฑ์ เป็นแหล่งจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุน และธุรกิจค้าของเก่า มีตรอกซอกซอยที่คับแคบจำนวนมาก แต่ย่านนี้มีสถานที่สำคัญตั้งอยู่หลายแห่งเช่น ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มีแหล่งท่องเที่ยว คือ เสาชิงช้า และวัดสุทัศนเทพวราราม แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และมักสอบถามเส้นทางกับตำรวจจราจรเป็นประจำ บางรายหลงทางจึงจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้บริการ
“เราต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยจะเน้นทั้งงานอำนวยความสะดวกจราจร และงานป้องกันไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุ เพราะที่ผ่านมามีปัญหามิจฉาชีพแฝงเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ ล้วงกระเป๋า และวิ่งราวทรัพย์ โดยมีจุดเสี่ยงในเวลากลางวันอยู่ 4 จุด คือ บริเวณโลหะปราสาท บริเวณภูเขาทอง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณเสาชิงช้า ส่วนกลางคืนจุดเสี่ยงจะเป็นบริเวณประตูผี ละแวกแยกสำราษราษฎร์ ซึ่งสายตรวจรถตุ๊กตุ๊กนี้จะไปจอดอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งกลางคืนจะเปิดสัญญาณไฟไซเรนแต่ไม่เปิดเสียงเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าตำรวจอยู่ในพื้นที่หากเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายให้เข้ามาแจ้งขอความช่วยเหลือได้ทันที” พ.ต.ท.สมเกษม กล่าว
รองผกก.จร.สน.สำราญราษฎร์ เปิดเผยด้วยว่า จะมีตำรวจจราจร 6 นาย ที่หมุนเวียนกันปฏิบัติหน้าที่ประจำรถตุ๊กตุ๊กบริการประชาชนภายใต้ชื่อ “จ่าตุ๊ก สำราญ” คือ ร.ต.ต.ภูมิ นรฉันท์ ด.ต.ประสิทธิ์ ละอองเภา ด.ต.เสกสรร สุมาลย์กันต์ ด.ต.วิโรจน์ ทองปั้น ด.ต.ชัยชนะ ดอกไธยสง และด.ต.ดุสิต สุวรรณศรี ซึ่งทั้ง 6 นายผ่านการฝึกอบรมขับรถสามล้อตุ๊กตุ๊กเป็นเวลา 2 สัปดาห์ครบถ้วนแล้ว โดยทุกนายผ่านการสอบและมีใบอนุญาตขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถทำหน้าที่รับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการ “จ่าตุ๊ก สำราญ” มุ่งเน้นงานด้านบริการประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการนี้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ซึ่งพร้อมที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ ปัจจุบันรถตุ๊กตุ๊กสายตรวจของสน.สำราญราษฎร์ ออกประจำการได้แล้ว 1 คัน และเร็วๆ นี้มีแผนที่จะนำมาใช้ปฏิบัติงานเพิ่มเติมอีก 1 คัน เพื่อปฏิบัติงานให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น
โดยการจัดหารถตุ๊กตุ๊กมาประจำการนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการหาซื้อและค่าซ่อมแซมประมาณคันละ 1 แสนบาท ซึ่งสามารถตกแต่งจากรถตุ๊กตุ๊กธรรมดาที่ใช้วิ่งรับส่งผู้โดยสารมาใช้งานในภารกิจรถตุ๊กตุ๊กสายตรวจของตำรวจได้เป็นอย่างดี
‘ยี่ปั๊ว’สลากทุนหนาฆ่าไม่ตาย เปิดเกมกดราคารับซื้อรายย่อยกินส่วนต่าง
ในที่สุดคณะกรรมการ (บอร์ด) สลากกินแบ่งรัฐบาลชุดใหม่ที่กว่าครึ่งเป็นตัวแทนจากสายทหาร นำโดยประธานบอร์ด พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ก็เล่นบทโหดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งกว่า 2,500 ราย ซึ่งถือเป็นการปิดตำนาน “เสือนอนกิน” ที่มีมายาวนาน และเป็นตัวการที่ทำให้สลากขายเกินราคามาทุกยุคทุกสมัย เพราะรายใหญ่หรือกลุ่มยี่ปั๊วในตลาดจะเป็นผู้กำหนดราคาขายส่งสลากตามความพึงพอใจ แม้ว่าจะรับมาในราคาส่วนลดฉบับละ 70.40 บาท หรือเล่มละ 7,040 บาท (100 ฉบับ) แต่การกำหนดราคาขายส่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของตลาด ยิ่งช่วงไหนมีความต้องการสูงก็จะไล่ราคาขึ้นไปถึงเล่มละ 7,400-7,500 บาท หรืออาจถึง 8,000 บาทด้วยซ้ำ และเมื่อมีการซื้อต่อบวกราคากันไปหลายๆ ทอดกว่าจะมาถึงมือประชาชนราคาก็ขึ้นไปอยู่ที่ 100-110 บาท ในช่วงที่ผ่านมา
หากลองคิดมูลค่าเพิ่มแค่ใบละ 5 บาท ยี่ปั๊วจะได้เงินกินเปล่าถึง 370 ล้านบาทต่องวด จากจำนวนสลาก 74 ล้านฉบับในช่วงที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงนั้น มูลค่าเพิ่มของสลากอาจขึ้นไปเกิน 10 บาท เพราะจากผลสำรวจระบุว่าผู้ซื้อสลากต้องจ่ายค่าส่วนเกินจากสลาก 80 บาท รวมกันมีมูลค่าถึง 17,000 ล้านบาทต่อปี และเงินมหาศาลก้อนนี้ก็ตกอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ นี้มานาน
สำหรับนิติบุคคลที่ถูกตัดโควตาในครั้งนี้มีรายใหญ่ 3 บริษัท ซึ่งถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่ใครๆ เรียกกันว่า “5 เสือกองสลาก” ที่หากินกับสลากมานานนับ 20 ปี และได้รับโควตาสลากมากถึงบริษัทละ 1.6 ล้านฉบับต่องวด ประกอบด้วย บริษัท หยาดน้ำเพ็ชร จำกัด มีนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต หรือ “เจ๊แดง” ถือหุ้นใหญ่, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ “ผู้กองตุ๋ย” ถือหุ้นร่วมกับ น.ส.ขวัญฤดี กนิษฐสุต ลูกสาวเจ๊แดง รวมแล้วกลุ่มนี้มีโควตา 3.21 ล้านฉบับ สุดท้ายบริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ หรือ “เจ๊สะเรียง” ได้รับ 1.6 ล้านฉบับต่องวด และยังมีเครือข่ายในกลุ่มนามสกุลเดียวกันอีกจำนวนมากและมีบริษัทนอมินีอีกหลายแห่ง รวมแล้วประเมินว่ากลุ่มเจ๊สะเรียงจะมีโควตาสลากประมาณ 1.79 ล้านฉบับ
ส่วนของนิติบุคคลรายกลางที่มี 10 แห่งนั้น ส่วนใหญ่จะได้รับโควตาสลาก 1.2-1.4 แสนฉบับต่องวดและรายเล็กอีก 2,400 แห่ง ก็จะได้รับโควตาประมาณ 1 หมื่นฉบับต่องวด รวมแล้วนิติบุคคลจะได้โควตาจากสำนักงานสลากฯ ไปกว่า 11 ล้านคู่ หรือ 22 ล้านฉบับ จากจำนวนที่พิมพ์งวดละ 74 ล้านฉบับ ซึ่งต่อไปนี้สลากในส่วนดังกล่าวจะถูกดึงกลับมาจัดสรรให้รายย่อยผ่านระบบใหม่คนละ 5-15 เล่ม ตั้งแต่งวดวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และเมื่อรวมกับสลากที่พิมพ์เพิ่มก็จะมีสลากเสรีให้ช่วงชิงเค้กกันรวม 44 ล้านฉบับ ส่วนที่เป็นของระบบโควตาเดิมที่ให้รายย่อยกับสมาคมคนพิการจะมี 56 ล้านฉบับ
การดัดหลังกลุ่มยี่ปั๊วหรือตัดเส้นทางหากินครั้งนี้ หลายฝ่ายอาจมองว่าเป็นการทำลายกลุ่ม 5 เสือแต่จริงๆ แล้ว กลุ่มยี่ปั๊วเองเหมือนจะระแคะระคายและไหวตัวเตรียมพร้อมรับมือมาก่อนหน้านี้นานนับเดือนแล้ว หลังจากเห็นมาตรการที่บอร์ดชุดใหม่เอาจริงเอาจังตั้งแต่เฟสแรกที่มีการจัดระเบียบกลุ่มผู้ค้าและควบคุมราคาขายไม่เกิน 80 บาท จากนั้นเเริ่มใช้มาตรการเฟส 2 ที่เปิดให้ลงทะเบียนผู้ค้ารายย่อยและปรับวิธีใหม่ให้เปิดจองซื้อผ่านธนาคารกรุงไทยตามความต้องการ 5-15 เล่มต่อราย และมีการพิมพ์สลากเข้าไปในระบบเพิ่มอีก 26 ล้านฉบับ จาก 74 ล้านฉบับ รวมเป็น 100 ล้านฉบับ
แน่นอนว่ายี่ปั๊วหรือผู้ค้ารายใหญ่เองก็ไม่พลาดที่จะลงทะเบียนในนามรายย่อยที่มีการแตกตัวสร้างเครือข่ายเอาไว้แล้ว เพื่อเข้าไปแย่งชิงการซื้อและสั่งจองผ่านระบบออนไลน์และตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยในทุกงวด ซึ่งจะสังเกตได้จากจำนวนผู้ลงทะเบียนที่สำนักงานสลากฯ ประเมินว่าจะมีผู้ค้ารายย่อยตัวจริง 4 หมื่นคนมาลงทะเบียน บวกกับผู้ค้าหน้าใหม่ที่อยากกระโดดเข้าสู่ตลาดอีกประมาณ 1-2 หมื่นราย ตัวเลขจริงก็ไม่น่าจะเกิน 5-6 หมื่นราย ทำให้ตัวเลขหยุดนิ่งอยู่ที่ 6 หมื่นรายระยะหนึ่งก่อนจะพุ่งขึ้นไปเป็น 8.2 หมื่นคนในเวลาอันรวดเร็วก่อนจะประกาศตัดโควตายี่ปั๊ว ซึ่งส่วนที่เพิ่มมาน่าจะเป็นตัวเลขผู้ค้าเทียม
นอกจากนี้ ยี่ปั๊วยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับซื้อสลากได้เหมือนเดิม ตราบใดที่ความต้องการยังไม่สมดุลกัน โดยยี่ปั๊วรายหนึ่งให้ข้อมูลว่าตนทำไปตามกติกา โดยให้เครือข่ายจองซื้อตามระบบใหม่ส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้สิทธิซื้อจะรอรับสลากทางไปรษณีย์ และหากไปดูจะพบว่า ปณท.ใกล้สนามบินน้ำที่เป็นตลาดค้าสลากใหญ่จะเป็นจุดที่มีการจัดส่งสลากจำนวนมากที่สุด และอีกส่วนหนึ่งยี่ปั๊วบอกว่าคอยนั่งรอรับซื้อสลากที่มีคนจองได้เอามาปล่อย เพราะมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากขายเอง กลัวเสี่ยงขายไม่หมดเพราะมีเวลาขายเพียงไม่กี่วันและไม่มีตลาดที่แน่นอน โดยเฉพาะหน้าใหม่ๆ ที่จองได้ หรือหน้าเก่าที่ไม่อยากขายเองก็ขอแค่ส่วนต่าง ซึ่งยี่ปั๊วล้วนมีเงินทุนหนาพร้อมจะรับซื้อได้ไม่จำกัดจำนวนอยู่แล้ว
ที่สำคัญยี่ปั๊วยังสามารถกดราคารับซื้ออย่างมากให้ส่วนต่างเจ้าของสลากน้อยมาก เช่น ต้นทุนเล่มละ 7,040 บาท ก็จะให้ราคาเพียง 7,060 บาท เท่านั้น และในทางกลับกันจะนำไปขายต่อในราคาที่สูงที่สุด ซึ่งจะมีกลุ่มผู้ค้าตัวจริงทั้งในกทม.และต่างจังหวัดที่มาหาซื้อทั้งกลุ่มที่จองซื้อระบบใหม่ไม่ทันเพราะจองหมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมงและมีคนได้สลากไปแค่ 2 หมื่นราย จาก 8 หมื่นราย ที่ลงทะเบียนไว้ สะท้อนถึงความต้องการขายสลากที่มีจำนวนมากและกลุ่มที่อยากได้สลากเพิ่มจากที่ขายอยู่แล้วก็มีไม่น้อย
ล่าสุดพบว่า ราคาขายส่งยังอยู่ที่เล่มละ 7,400 บาท ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากกระแสเลขชุดดังและขายดี หลังจากมีผู้ถูกรางวัลใหญ่ 30 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยี่ปั๊วกินส่วนต่างไปแล้วเล่มละ 340 บาท ผู้ขายตัวจริงก็ต้องเอาไปขายต่อในราคา 80 บาท หรือได้เงินเข้ามา 8,000 บาท ได้กำไรแค่ 600 บาทต่อเล่ม ได้มา 5 เล่ม ก็มีรายได้เพียง 3,000 บาทต่องวดเท่านั้น จึงทำให้ผู้ค้ารายย่อยมักโวยว่าขาย 80 บาท อยู่ไม่ได้ แต่จะไม่ซื้อจากยี่ปั๊วก็ไม่ได้ เพราะสลากจะมีจำนวนจำกัดแค่ 100 ล้านฉบับ อย่างน้อยต่อไปอีก 3 เดือนจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งจริงๆ แล้วสำนักงานสลากฯ ต้องการเปิดกว้างไม่จำกัดจำนวน แต่ศักยภาพในการพิมพ์สลากนั้นได้เพียง 100 ล้านฉบับเท่านั้น ทำให้กลุ่มยี่ปั๊วหรือตัวกลางที่กินส่วนต่างสลากยังคงอยู่ได้ไม่สูญพันธุ์ไปไหน
ขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายย่อยตัวจริงหรือผู้ค้าหน้าใหม่ต่างหากที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังจากพิมพ์สลากเพิ่มถึง 100 ล้านฉบับต่องวด ทำให้มีสลากเพิ่มเข้าไปในระบบอีก 35% ที่กำลังขายอยู่นี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าปริมาณสลากที่มากขึ้นนั้นมีความต้องการซื้อมากขึ้นจริงหรือไม่ เพราะจากตัวเลขมีผู้ซื้อสลากอยู่ประมาณ 20 ล้านคน หากมี 100 ล้านฉบับ ก็ตกเฉลี่ยต้องซื้อคนละ 5 ใบ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงน่าจะมีสลากเหลือและมีผู้ค้าบางรายขาดทุนและถอนตัวออกไปจากตลาดก็ได้ จากความเสี่ยงที่สูงนี้ยังทำให้ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ทั้งธนาคารกรุงไทย และออมสิน ไม่กล้าเข้ามาปล่อยกู้ให้ผู้ค้าสลาก
แม้แต่ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ในฐานะประธานบอร์ดสลากก็เอ่ยปากในเรื่องนี้ว่า “ยาที่ฉีดไปยังไม่ออกฤทธิ์” จะเห็นผลใน 1-2 งวดหลังจากนี้ และในช่วง 3 เดือนนี้จะเป็นการทดสอบและดูกลไกของตลาด และค่อนข้างจะเป็นห่วง ผู้ค้ารายย่อยและหน้าใหม่ที่อาจจะเจ็บตัว พร้อมยอมรับว่าหาก กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการต่อสัญญาโควตาสลากไปกว้านซื้อสลากก็คงควบคุมได้ยาก เพราะได้เปิดกว้างให้ทุกคนไปจองซื้อสลากที่ธนาคารกรุงไทย และการรวมชุดก็ห้ามปรามไม่ได้ ซึ่งตราบใดที่ยังขายไม่เกินฉบับละ 80 บาทก็จับและปรับหรือลงโทษตามกฎหมายไม่ได้



