ข่าว

อภิสิทธิ์เชื่อจีดีพีไตรมาสสุดท้ายบวก2%แน่นอน

อภิสิทธิ์เชื่อจีดีพีไตรมาสสุดท้ายบวก2%แน่นอน

23 ก.ค. 2552

นายกรัฐมนตรี เชื่อไตรมาส2-3 ตัวเลขจะดีขึ้นตามลำดับคาดว่าปลายปีจีดีพีบวก2% ยันไม่ยอมให้กลุ่มใดออกมาจำนนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะทำทุกอย่างให้บ้านเมืองอยู่ในกฎระเบียบโดยไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ

 เมื่อเวลา 09.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "วิกฤติเศรษฐกิจทางเลือก ทางรอด อนาคต ประเทศไทย" ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ มีรายละเอียดว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่นั้นรุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี และไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่ต้องรับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้   หากเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นั้นมันแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะมันคือวิกฤตการเงินที่เกิดจากหนี้เน่าของสถาบันการเงินของไทยและขยายไปทั่วภูมิภาค

 "แต่วิกฤตในครั้งนี้มาจากสหรัฐอเมริกาและขยายไปยังยุโรปและเอเชียตามลำดับ ทั้งๆที่ไทยไม่ควรได้รับผลกระทบมาก แต่ไทยต้องมีการส่งออก การท่องเที่ยว มันจึงได้รับผลกระทบตามมา รัฐบาลนี้เข้ามาหลังจากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ใช้ไปสามเดือน มีการพูดว่าคนจะว่างงาน 1.5 ล้านคน และเศรษฐกิจติดลบร้อยละ 4-9    แม้ตอนนี้จะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้แต่เชื่อว่ายังมีปัญหานี้ในอนาคตอีก "นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกรัฐมนตรีบอกว่า หลักคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้นั้นเปรียบได้ดั่งไฟไหม้บ้านและควรดูกว่าจะเลือกช่วยคนที่ติดในอาคารก่อนดับไฟ และเมื่อสร้างอาคารใหม่ต้องออกแบบให้เสียหายน้อยที่สุด   ฉะนั้นตนจึงเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อป้องกันความเสียหายเบื้องต้น เช่น งบกลางปี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ   ทั้งนี้ตนเชื่อว่าไตรมาสที่สองและสามของปีนี้ ตัวเลขจะดีขึ้นตามลำดับและคาดว่าไตรมาสที่สีตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกจากโครงการของรัฐบาล

 "การลดงบประมาณ 2 แสนล้านบาทและจะต้องกู้มาปิดหีบ 2 แสนล้านบาทนั้นคงจะใช้เงินไม่ถึงตามที่คาดไว้เพราะทุกอย่างเริ่มเดินตามโครงการที่รัฐบาลวางไว้ ส่วนโครงการไทยเข้มแข็งนั้น มีนโยบายลงทุนโครงการขนาดใหญ่นั้นรัฐบาลจะกระทำเอง โดยต้องยกเครื่องประเทศในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด และต้องกระทำระบบขนส่งมวลชน ระบบน้ำ   ระบบโลจิสติกส์ "นายอภิสิทธิ์ ระบุ

 สำหรับการกู้เงินนั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ต้องกู้ในประเทศ เพราะทราบว่ามีเงินอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านเหรียญ เห็นจากการจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งที่หมดไปอย่างรวดเร็ว ตนมั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกได้และคาดว่าจีดีพีในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 และจะคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในวิสัยที่จัดการได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนทางเลือกและทางรอดของไทยนั้น คำตอบของตนคือต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น อดีตนั้นคิดว่าอุตสาหกรรมคือสิ่งที่หารายได้เข้าประเทศ แต่วันนี้ตนคิดว่าการเกษตรและพลังงาน จะเป็นสิ่งที่หารายได้แทน และต้องปรับเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยว มันเป็นสิ่งหารายได้เข้ามาเพิ่ม   แต่เราไม่ได้ทิ้งภาคอุตสาหกรรมไปเลย ตนมองรอบด้านแล้วว่าเราทำได้โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 นายอภิสิทธิ กล่าวอีกว่า ไทยเป็นประธานอาเซียนจะผลักดันการสร้างเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนให้เดินหน้าไปได้เพื่อถ่วงดุลด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย   รวมทั้งการแก้ปัญหาสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข โดยทุ่มเทด้านการศึกษาและการแก้ไขยาเสพติด หากปล่อยสังคมไว้เช่นนี่จะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจและด้านประชากรต่อไป   รวมทั้งปัญหาการทุจริตที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนกับค่านิยมของประชาชนในวันนี้   และการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเร่งดำเนินการ รัฐบาลตั้งใจหยุดปัญหานี้ให้ได้ หากปล่อยไว้ให้เกิดการข่มขู่ เคลื่อนไหวให้รัฐบาลจำนนกับสิ่งไม่ถูกต้องนั้น ตนยอมไม่ได้  

 " ผมเป็นนักประชาธิปไตยที่จะอดทน   ยึดกฎหมาย   ไม่แทรกแซงเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   และย้ำว่าสิทธิต่างๆของทุกฝ่ายต้องอยู่ในกฎหมาย   แม้จะทำได้ยากแต่ต้องกระทำ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาอยู่ในระเบียบและกฎหมายต่อไป หากทำได้ความมั่นคงของประเทศจะเกิดขึ้น ปัจจัยนี้คือความท้าทายและต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย    และปัญหาของไทยอีกเรื่องนั้นคือการเมือง ทุกฝ่ายต้องคิด   เพราะทุกอย่างนั้นจะทำไม่ได้หากสังคมไม่ร่วมมือ และจะทำอย่างไรให้มีเสถียรภาพ "นายกรัฐมนตรียืนยันหนักแน่น  

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงตอบคำถามจากฝ่ายต่างๆนั้น     มีการตั้งคำถามกับนายกฯว่า ความขัดแย้งในสังคมวันนี้ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน จะแก้ไขอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนั้น   จะห้ามความเห็นที่แตกต่างนั้นคงไม่ได้ แต่จะทำให้การแสดงออกต่างๆอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม   ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนรับเรื่องมาจากกรรมการสมานฉันท์ฯแล้วจะส้งให้พรรคต่างๆไปพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไร   เรื่องนี้มันละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความเข้าใจที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังที่สุด

 "ส่วนความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะใช้การพัฒนาพื้นที่ลงไป   และต้องสร้างความยุติธรรมในพื้นที่เพื่อให้ความสงบกลับคืนมา   เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา "นายกรัฐมนตรีกล่าว

 ส่วนอีกคำถามหนึ่งคือ ไทยมีการรัฐประหารหลายครั้ง แต่การจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ   นายกฯควรห้ามลูกน้องว่าอย่าไปจองเวรกันและควรเชื่อในกฎแห่งกรรมแทนว่าทำอะไรไว้ต้องได้รับสิ่งนั้น     แต่วันนี้กระทำกันเกินไป   เช่น   การยึดพาสสปอตของอดีตนายกฯ นายกฯกล่าวว่า ยืนยันว่าตนไม่จองเวรใครและจะไม่เอาเรื่องความแค้นไปจองเวรกัน แต่เรามีหน้าที่ในการดำเนินการคือ ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีประสิทธิภาพกับทุกคนอย่างเสมอภาค   คนที่ทำผิดต้องโดนจัดการตามนั้น   ไม่มีการละเว้น  

 เมื่อเวลา 11.30 น.นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีการเปลี่ยนวิธีกู้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยจะหันมากู้เงินในประเทศแทนว่า ตอนนี้กำลังดูอยู่เพราะตามแผนการกู้งเนปกติทุกปีนั้นหน่วยงานรัฐส่วนมากจะกู้งเนจากต่างประเทศ จึงหันมามองว่าเงินในประเทศที่น่าจะนำมาใช้เป็นเงินกู้ได้นั้นก็น่าจะยังมีอยู่ และการกู้เงินในประเทศแทนที่จะกู้เงินต่างประเทศ และโครงการนั้นจำเป็นต้องนำเงินไปซื้อสินค้าต่างประเทศ โดยต้องมีการแลกเปลี่ยนเงิน มันจะช่วยทำให้ค่าเงินบาทไม่แข็งตัว โดยนายกรณ์   จาติกวณิช รมว.คลังกำลังดูรายละเอียดเรื่องนี้

 เมื่อถามว่าจะเริ่มต้นในโครงการใดก่อน   นายกรัฐมนตรีบอกว่า ตอนนี้กำลังดูแผนว่า ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีแผนกู้เงินอย่างไรและการที่ตนบอกกว่าจะกู้ 1.2 แสนล้านบาท และ 8 หมื่นล้านบาทที่เหลือนั้น จะนำไปเติมในโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาทแที่สามารถลงทุนได้ถ้าดำเนินการทันตามกรอบเวลา ส่วนสาเหตุที่ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกร้อยละ 2 ในช่วงปลายปีนี้นั้น ตนคิดว่าตัวเลขในตอนนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำอยู่และจะลงไปในไตรมาสที่สี่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกได้   

 เมื่อถามว่า รัฐบาลกู้เงินในประเทศนั้น ยังไม่มีการพูดถึงการจ่ายเงินคืนให้ประชาชน นายกฯกล่าวว่า ไม่มีปัญหาเพราะได้ทำตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ เราสามารถจัดงบประมาณไปชำระคืนหนี้ต่างๆได้