ข่าว

เกษตรกรปรับตัวรับ‘ภัยแล้ง’เขื่อนแควน้อยเก็บน้ำได้ต่ำสุด

เกษตรกรปรับตัวรับ‘ภัยแล้ง’เขื่อนแควน้อยเก็บน้ำได้ต่ำสุด

23 ต.ค. 2558

เกษตรกรปรับตัวรับ‘ภัยแล้ง’เขื่อนแควน้อยเก็บน้ำได้ต่ำสุด : มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมีรายงาน

              ปัญหาภัยแล้งในปีหน้าตามที่รัฐบาลคาดการณ์จากภาวะฝนที่ตกลงมาในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ประกอบกับการกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักของประเทศที่ห่างจากเป้าพอสมควร ทำให้ภาครัฐต้องมีมาตรการเตรียมรับมือและได้ประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเกษตรกรรับทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว และเมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนหลักได้สะท้อนว่าภาวะแล้งที่หวั่นกังวลคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
 
              ปีนี้นับเป็นฤดูฝนแรกที่ “เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน” ตั้งอยู่ ต.คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก กักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติถึงหนึ่งเท่าตัว เป็นปรากฏการณ์ที่เหมือนกับเขื่อนหลักในภาคเหนือ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปริมาณฝนที่ตกลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ตกน้อยและไม่ต่อเนื่องทำให้น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำไม่เข้าเป้า จากสถิติปกติที่ปลายเดือนตุลาคมเมื่อหมดฝน เขื่อนแควน้อยจะสามารถเก็บน้ำได้เฉลี่ย 70-80% หรือคิดเป็นปริมาณน้ำประมาณ 700-800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
 
              แต่ฤดูฝนปีนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2558 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เก็บน้ำอยู่ที่ 396 ล้านลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 353 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 39% ของขีดความสามารถในการเก็บน้ำที่ 939 ล้านลบ.ม.เท่านั้น
 
              แน่นอนว่านับจากนี้ไปอีก 7 เดือน คือพฤศจิกายน 2558 ถึงพฤษภาคม 2559 พื้นที่ชลประทานของเขื่อนแควน้อย 1.5 แสนไร่ ต้องเผชิญวิกฤติภัยแล้ง ขณะที่รัฐบาล กรมชลประทาน ได้ออกแจ้งเตือนเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ชลประทานต่างๆ การใช้น้ำเพื่อการเกษตรนับจากนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ภาครัฐได้ออกมาตรการเตรียมการรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ให้เกษตรกรชาวนาในพื้นที่ได้ปรับตัว เปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย พร้อมทั้งหาอาชีพเสริม รวมถึงอัดเม็ดเงินลงสู่ภาคเกษตรในช่วงที่อาจจะต้องว่างเว้นในการทำนาให้ไปทำงานรับจ้างดูแลพัฒนาระบบส่งน้ำในพื้นที่
 
              เช่นเดียวกัน ที่ ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก หนึ่งในพื้นที่ชลประทานเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนในเนื้อที่รวม 1.5 แสนไร่ เกษตรกรในพื้นที่ต่างรับทราบสถานการณ์ของน้ำในเขื่อนแควน้อยเป็นอย่างดี จากการรับข้อมูลข่าวสารของสื่อกระแสหลักต่างๆ รวมถึงการลงพื้นที่เข้าชี้แจงของภาครัฐ ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ว่าภาครัฐจะไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้ได้แล้ว น้ำจากเขื่อนแควน้อยที่ระบายออกมาเพื่อรักษาระบบนิเวศและเพื่อการอุปโภค-บริโภค ผลิตน้ำประปาเท่านั้น
 
              สมทรง จันทร์อ่วม อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 164/1 หมู่ 10 ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ชาวบ้าน ต.บ้านป่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา โดยเฉลี่ยแล้วทุกปีจะสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และนับแต่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนเริ่มกักเก็บน้ำ สร้างระบบคลองส่งน้ำเข้าพื้นที่ ชาวนาใน ต.บ้านป่า ก็ได้ใช้น้ำจากเขื่อนแควน้อยมาตลอด แต่ปีนี้ฝนตกมาน้อยและน้ำในเขื่อนก็น้อยมากจริงๆ สถานการณ์ปีนี้คล้ายกับปี 2557 ที่น้ำเขื่อนแควน้อยมีไม่มาก และมีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้งดการทำนาปรังรอบแรกออกไป แต่ปีนี้การเตรียมรับมือดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่หลายด้าน
 
              “ชาวบ้านต่างรับรู้สถานการณ์น้ำดีจากการประกาศเสียงตามสายของผู้ใหญ่บ้านและการลงพื้นที่ชี้แจงของหน่วยงานเกษตร และปีนี้พวกเราก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร ถ้าให้หยุดทำนาไปเลย ชาวบ้านก็จะขาดรายได้ ขณะนี้ในพื้นที่ ต.บ้านป่า กำลังออกรับสมัครเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อร่วมโครงการรับจ้างซ่อมแซมระบบส่งน้ำของเขื่อนแควน้อย ปีนี้ดีหน่อยได้หมู่บ้านละ 3 คน ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ระยะเวลาจ้างงานประมาณ 1 เดือนครึ่ง แต่ก็มีข้อเสียบ้างกับแนวทางช่วยเหลือรอบนี้ เพราะกำหนดเงื่อนไขต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี ทำให้ชาวนาหลายคนเสียโอกาส บางครอบครัวก็ไม่มีลูกหลานสืบสานทำนาต่อ ไปรับจ้างทำงานที่อื่นหมด แต่อายุก็เกิน 60 ปีจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการจ้างงานได้” สมทรง กล่าว
 
              ขณะที่ทางเลือกในการประกอบอาชีพหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีรอบนี้ ซึ่งปกติเก็บเกี่ยวข้าวประมาณเดือนพฤศจิกายน สมทรง บอกว่า ภาครัฐก็มีมาตรการมาช่วยเหลือหลายอย่าง ทั้งให้เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ เพาะเห็ดฟาง จากการสอบถามเพื่อนบ้านใน ต.บ้านป่า ส่วนใหญ่จะเลือกปลูกข้าวโพดมากกว่า บางคนก็หันไปรับจ้างขายแรงงานในตัวเมือง สำหรับตัวเองมีพื้นที่ทำนา 40 ไร่ ก็จะมาปลูกข้าวโพดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มก็ปล่อยเป็นพื้นที่ทิ้งไว้รอการทำนาปีฤดูกาลหน้า
 
              ขณะเดียวกัน สมภาร เชื้อปู่คง อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ 2 ต.บ้านป่า กล่าวว่า เพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ และกำลังเตรียมตากเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับทำนาในต้นฤดูฝนหน้า นาปรังปีนี้คงไม่ทำแล้ว เพราะน้ำมีน้อย และจะทำไร่ข้าวโพดบ้าง ยังมีน้ำจากคลองธรรมชาติที่ยังกักเก็บน้ำในช่วงหน้าฝนไว้ได้บ้าง
 
              ด้าน ไหม อินทับ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ 4 ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีที่นาทำร่วมกับน้องจำนวน 40 ไร่ นับเป็นเกษตรกรที่มีต้นทุนแหล่งน้ำของตนเอง ด้านหลังแปลงนาเป็นแนวคันคลองส่งน้ำของเขื่อนแควน้อย ขณะที่กลางแปลงนาได้ขุดสระน้ำในพื้นที่จำนวน 6 ไร่ ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาที่เขื่อนแควน้อยยังส่งน้ำผ่านระบบชลประทานก็ได้เปิดท่อส่งน้ำจากคันคลองชลประทานลงมาเติมในสระน้ำอยู่เรื่อยจนถึงขณะนี้เขื่อนเริ่มหยุดการส่งน้ำแล้ว แต่น้ำในสระก็เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงข้าวที่กำลังตั้งท้อง และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้
 
              ไหม กล่าวว่า แม้จะมีน้ำสำรองเก็บไว้ในสระ แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำนาปรังต่อทั้งหมด โดยวางแผนว่าจะใช้พื้นที่ 20 ไร่ ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ยังสูบน้ำจากสระมารดแปลงข้าวโพดได้ และอีกส่วนหนึ่งก็จะทำนาที่คาดการณ์ว่าน่าจะเพียงพอและยาวไปจนถึงฤดูฝนปีหน้า
 
              ขณะที่ “นันทชัย ตรีรุจิราภาพงศ์” หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำที่ 1 โครงการส่งน้ำแควน้อยบำรุงแดน เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้สิ้นสุดการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่โครงการชลประทาน 150,000 ไร่แล้ว ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ได้เก็บเกี่ยวและใกล้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว และได้ประสานงานกับท้องถิ่น อำเภอ ออกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำของเขื่อนแควน้อย เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งนับจากนี้ไปตลอดถึงฤดูฝนปี 2559 เนื่องจากปีนี้เขื่อนเก็บน้ำได้น้อยมาก ประมาณ 40% ของความจุอ่างเท่านั้น
 
              “หลังยุติการส่งน้ำในพื้นที่ชลประทานแล้ว เขื่อนแควน้อยอาจจะมีแผนปรับลดการระบายน้ำลงอีก จากเดิมระบายน้ำออก 6 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือระบายออกวันละ 500,000 ลบ.ม. จะปรับลดระบายน้ำเหลือ 2 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 200,000 ลบ.ม. เพื่อการบริหารจัดการน้ำในอีก 7 เดือนข้างหน้า” นันทชัย ระบุ
 
              หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำที่ 1 โครงการส่งน้ำแควน้อยบำรุงแดน กล่าวด้วยว่า เป้าหมายและแผนของกรมชลประทาน เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็น 1 ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกัน และเนื่องจากภาพรวมของปี 2558 มีต้นทุนน้ำที่ค่อนข้างต่ำจึงมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศเป็นประการแรก ส่วนน้ำเพื่อการเกษตรมีไม่เพียงพอ นอกจากออกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานทราบถึงสถานการณ์น้ำเพื่องดการทำนาปรังแล้ว ยังร่วมกับหลายหน่วยงานในการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำอาชีพเสริมอื่นๆ รวมทั้งการพักชำระหนี้ของ ธ.ก.ส.ด้วย
 
              เมื่อปีมหาอุทกภัย พ.ศ.2554 เขื่อนแควน้อยได้ทำหน้าที่บรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.พิษณุโลก รับน้ำจากลำน้ำแควน้อยและลำน้ำภาคจาก อ.นครไทย และ อ.ชาติตระการ ที่ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำท่าสูงสุดอยู่ที่ปีละ 1,691 ล้านลบ.ม. แต่ปี 2554 ที่ผ่านมา มีน้ำเข้าเขื่อนแควน้อยถึง 2,909 ล้านลบ.ม. เขื่อนแควน้อยได้กักเก็บน้ำสูงสุดในวันที่ 16 กันยายน 2554 ปริมาณน้ำขณะนั้น 959.91 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 102.2% ของปริมาณกักเก็บสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 939 ล้านลบ.ม.
 
              อย่างไรก็ตาม ในปีนี้หากไม่มีเขื่อนแควน้อยกั้นลำน้ำแควน้อย สภาพลำน้ำแควน้อยนับจาก อ.วัดโบสถ์ ลงไปถึง อ.เมืองพิษณุโลก ก็อาจจะอยู่ในสภาพเกือบแห้งขอด ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงลำน้ำ เนื่องจากน้ำจากต้นน้ำมาเท่าไหร่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำหมด
 
              ส่วนสถานการณ์ในปี 2559 ยังคงต้องลุ้นสภาพอากาศต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร การทำฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำมาอย่างต่อเนื่องภายในปีนี้อาจจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับสถานการณ์น้ำปีหน้า