ข่าว

‘เปิดแอร์รถนอน’ภัยมืดหลับตาย

‘เปิดแอร์รถนอน’ภัยมืดหลับตาย

22 ต.ค. 2558

‘เปิดแอร์รถนอน’ภัยมืดหลับตาย : รายงานพิเศษ โดยปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               กรณีสองแม่ลูกเสียชีวิตเพราะสตาร์ทรถยนต์ทิ้งไว้ แล้วเปิดแอร์นอนหลับนั้น สร้างความสงสัยให้หลายคนว่า ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้?

               16 ตุลาคม 2558 เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด “สองแม่ลูก” นางสุทธิดา สกุลเอี้ยง อายุ 49 ปี และ ด.ช.กัมปนาท ดุสดี วัย 5 ปี เสียชีวิตอย่างปริศนาในรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอสเคป สีดำ ทะเบียน 4กจ1103 กรุงเทพมหานคร ที่บริเวณลานจอดร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ สน.โชคชัย

               การสืบสวนทางคดีเริ่มจากการตรวจพิสูจน์สภาพรถ ความผิดปกติของเครื่องยนต์ การรั่วซึมของปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากท่อไอเสียเข้ามาในรถ หาข้อเท็จจริงที่ชัดเจนประกอบสำนวนคดีการเสียชีวิตครั้งนี้ ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.สมยศ แอบเนียม สารวัตรงานช่างเครื่องตรวจพิสูจน์ กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร (กก.5 บก.จร.)

               จนกระทั่งวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการตรวจสอบสภาพรถและเครื่องยนต์รถ พบรอยรั่วท่อไอเสีย และยางรอยต่อตามซีลตามขอบเสื่อมสภาพทำให้ก๊าซเสียเล็ดลอดเข้าไป ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม ตำรวจได้นำรถยนต์ไปจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง โดยนำรถไปวิ่งก่อน 2 ชั่วโมง จากนั้นนำมาจอดนอนบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 52 นาที ตามคำให้การของนายบุญนำ ผุสดี สามีผู้ตาย พบว่า ภายในรถมีปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากถึง 9.73 เปอร์เซ็นต์ มากเกินกว่าค่ามาตรฐานปกติที่มีเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่นอนอยู่ในรถเป็นเวลานานเสียชีวิตได้ เพราะปริมาณก๊าซสะสมเพิ่มขึ้น

               การเปิดแอร์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ โดย “ปิดกระจกมิดชิด” ทำให้ระบบแอร์รถยนต์ที่ปกติต้องดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาหมุนเวียนภายในรถยนต์ กลายเป็นดูดควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่เป็น “ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์” และ “คาร์บอนไดออกไซด์” ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายเข้ามาหมุนเวียนแทน

               เมื่อสูดดมเข้าไปมากๆ ในระยะเวลานานทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบปราสาทส่วนกลาง มีอาการปวดศีรษะหัว เซื่องซึม เคลิบเคลิ้ม หัวใจเต้นผิดปกติ ฮีโมโกบินในเลือดน้อย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

               “นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจและปอด อธิบายว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกิดจากการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ของสารที่มีคาร์บอน เช่น น้ำมันเป็นก๊าซไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่ทำให้ระคายเคือง แต่ไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนสูงถึง 240 เท่า และยังทำให้ออกซิเจนที่จับอยู่แล้วกับฮีโมโกลบินถูกปล่อยให้เนื้อเยื่อในอวัยวะต่างๆ ลดลง ทำให้อวัยวะที่ต้องใช้ออกซิเจนตลอดเวลา เช่น สมอง หัวใจ ต้องขาดออกซิเจน

               “วิธีการรักษาเบื้องต้น เมื่อพบผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวให้รีบนำออกจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ทันที แล้วไปในที่ที่มีออกซิเจนมากที่สุด หรือรีบให้ออกซิเจน 100% หายใจในทันที ถ้าเป็นไปได้นำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยออกซิเจนความกดอากาศสูง หรือ Hyperbaric Oxygen Treatment โดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ภายใต้ความกดบรรยากาศที่มากกว่า 1 บรรยากาศภายในห้องปรับอากาศความดันสูง” นพ.มนูญกล่าว

               “นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร” เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายเพิ่มเติมว่า นิสัยการจอดพักรถริมทางและนอนพักในรถที่เปิดแอร์ของคนไทยนั้น ทำให้เสียชีวิตในรถไปแล้วหลายราย

               “อันตรายจากการสตาร์ทรถแล้วเปิดแอร์นอนไปด้วยนั้น ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ได้กล่าวถึงอันตรายของการสูดดมก๊าซคาร์บอนไซด์ว่า อาจจะทำให้เกิดการระคายเคือง ปวดศีรษะ เซื่องซึม เคลิบเคลิ้ม สั่นกระตุก หายใจติดขัด หมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นปิดปกติ เนื่องจากมีฮีโมโกลบินน้อยกว่าปกติ และมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อระบบแอร์รถยนต์ดูดก๊าซเหล่านี้เข้ามาเมื่อเรานอนหลับอยู่เราก็จะสูดดมก๊าซเหล่านี้เข้าไป และจะส่งผลต่อร่างกายของทำให้เราค่อยๆ หมดสติจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต

               ด้านผู้เชี่ยวชาญระบบการตรวจสอบสภาพรถแบบอัตโนมัติ “เอกอมร อ่อนด้วง" ผู้จัดการบริษัทโบนาไฟด์ กล่าวยกตัวอย่างกรณีการเสียชีวิตของสองแม่ลูกที่เป็นข่าวในท้องที่ สน.โชคชัย หลังร่วมตรวจพิสูจน์ก๊าซพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ของกลางคันเกิดเหตุว่า สาเหตุที่เสียชีวิตเกิดจากการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียเข้าไปเป็นจำนวนมาก

               ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันที่เกิดเหตุอยู่ในสภาพค่อนข้างเก่าเครื่องยนต์ใช้มานานมากกว่า 10 ทำให้การเผาไหม้ของรถยนต์ไม่สมบูรณ์ รวมถึงมีรอยรั่วที่ซุ้มวางยางอะไหล่ และบริเวณข้อต่อท่อไอเสียระหว่างหม้อพักไอเสียด้านท้ายก็หลุดออกจากกัน เป็นเหตุให้ก๊าซไอเสียรั่วเข้าไปในรถหรือห้องโดยสารได้ในเวลาอันรวดเร็ว

               “ขอแนะนำเลยว่า ไม่ว่าคุณจะใช้รถเก่าหรือรถใหม่ ทางที่ดีไม่ควรเปิดแอร์นอนในรถดีที่สุด ให้หลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนในครอบครัวควรตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ โดยเฉพาะรถเก่าและรถที่ใช้ก๊าซ โอกาสที่จะเกิดการรั่วซึมของระบบก๊าซมีมากกว่าปกติ อยากให้คนไทยใส่ใจดูแลรถตัวเองให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้คนนำรถมาตรวจสภาพก็เพื่อหวังเอาแค่เอกสารใบรับรองไปต่อภาษีประจำปีเท่านั้น ไม่เคยมีใครตรวจเสร็จแล้วถามช่างเลยว่า รถฉันเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรต้องซ่อมแซมแก้ไขไหม ไม่ใช่เอามาตรวจสภาพกันเพื่อให้มันผ่านๆ ไป“ เอกอมร กล่าวเตือน

               กรณีสองแม่ลูกข้างต้นไม่ใช่เป็นคดีแรก เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้วมีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี มีผู้เสียชีวิตปีละไม่ต่ำกว่า 2-3 ราย เช่น เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 นายพิษณุ ปิณฑคุปต์ อายุ 33 ปีภูมิลำเนา จ.กาญจนบุรี อาสากู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสียชีวิตในรถนิสสันสีแดง สภาพปรับเบาะนอนอยู่ตรงที่นั่ง พบว่าเกิดจากการเปิดแอร์นอนในรถและรถยนต์มีลักษณะท่อไอเสียรั่วเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับกรณีนายบัญญัติ ลับโกษา อายุ 51 ปี เสียชีวิตเพราะก๊าซรั่วจากท่อไอเสียเข้ามาในรถขณะติดเครื่องยนต์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557

               “สพฉ.” พยายามเตือนประชาชนตลอดว่า ไม่ควรจอดรถเปิดแอร์นอนอย่างเด็ดขาดหากมีความจำเป็นหรือรู้สึกง่วงจริงๆ ให้เปิดแอร์รถยนต์นอนได้ แต่ไม่ควรเกินเวลา 30-40 นาที และต้องเปิดกระจกหรือลดกระจกทั้ง 4 ด้าน หรือด้านใดด้านหนึ่งลงเล็กน้อย เพื่อให้อากาศในรถระบายถ่ายเทไม่อึดอัด หากรู้สึกแน่นหายใจไม่ออกให้รีบออกจากรถในทันที