
ใส่ห่วง-ยาฝังคุมกำเนิดอันดับหนึ่ง
23 ต.ค. 2558
ศุกร์กับเซ็กส์ : ใส่ห่วง-ยาฝัง คุมกำเนิดอันดับหนึ่ง : โดย...รัชดา ธราภาค มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)
เมื่อพูดถึง “เซฟเซ็กส์” คนส่วนใหญ่นึกถึง “ถุงยางอนามัย” เพราะเป็นอุปกรณ์ที่รับประกันความปลอดภัยทั้งจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม
กระนั้นก็ดียังมีอุปกรณ์คุมกำเนิดอีกชนิดหนึ่งที่คนมักจะไม่นึกถึงมากนัก แม้จะไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงที่สุด นั่นก็คือการคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวร ได้แก่ การใส่ห่วงคุมกำเนิด (ไอยูดี) ที่โอกาสผิดพลาดมีแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์ และยาคุมกำเนิดชนิดฝัง ที่โอกาสผิดพลาดมีแค่ 0.95 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
ไม่ใช่แค่คุณสมบัติโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ แต่ทั้งสองชนิดยังมีข้อดีตรงที่ผู้หญิงสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายชายเหมือนเช่นถุงยางอนามัย เพราะถ้าผู้ชายไม่ยอมใช้แล้วผู้หญิงขาดทักษะการต่อรองเจรจาเรื่องก็มักจบลงแบบเลยตามเลย และลุกลามไปที่การตั้งท้องทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ
ในหลายประเทศที่มีปัญหา “ท้องวัยรุ่น” นักวิจัยศึกษาว่าวิธีการคุมกำเนิดแบบไหนเหมาะกับวัยรุ่นวัยเรียนที่สุด ผลออกมาว่าการคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวร ที่มีอายุใช้งานราว 3-5 ปี เพราะไลฟ์สไตล์วัยรุ่น จะกินยาคุมทุกวันแบบคุณแม่บ้านคงไม่ใช่ เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่มีเซ็กส์โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า พอมีแล้วก็หันไปกินยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งกินบ่อยๆ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
คำถามที่ตามมา เมื่อพูดถึงการคุมกำเนิดในวัยรุ่น มักเป็นเรื่องความลังเลใจของผู้ใหญ่ ว่าการสื่อสารเรื่องเซฟเซ็กส์จะกลายเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า
เจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐ หนึ่งในหน่วยงานที่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิดกึ่งถาวรในวัยรุ่น ตอบชัดเจนว่าไม่ใช่การยุยงส่งเสริมให้วัยรุ่นมีเซ็กส์แน่ๆ เพราะจุดยืนก็คือวัยรุ่นควรชะลอการมีเพศสัมพันธ์ให้ช้าที่สุด แต่ถ้าตัดสินใจจะมีเพศสัมพันธ์ นั่นต้องเป็น “เซฟเซ็กส์” เท่านั้น
บ้านเราก็มีปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ด้วยเช่นกัน และการคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวรก็เป็นวิธีการที่กระทรวงสาธารณสุขผลักดันให้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับวัยรุ่น ที่ผ่านมา การคุมกำเนิดกึ่งถาวรเป็นสิทธิประโยชน์ตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ปัญหาก็คือหน่วยบริการสุขภาพไม่ค่อยจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและอายุการเก็บรักษาสั้น
นอกจากนี้ผู้หญิงไม่ค่อยนิยมใช้เพราะห่วงต้องใส่ในมดลูกผ่านทางช่องคลอด ยาฝังยังดีหน่อยที่ใส่ไว้ใต้ท้องแขน สรุปว่าสองวิธีนี้ต้องพึ่งบุคลากรทางการแพทย์พอคนไม่ค่อยใช้ โรงพยาบาลเลยไม่อยากซื้อมาเก็บไว้ กลายเป็นเรื่องไข่กับไก่ใครเกิดก่อนกัน โดยไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสม
ตั้งแต่กลางปี 2557 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) กำหนดมาตรการด้านงบประมาณ เพื่อเอื้อให้หน่วยบริการสุขภาพจัดซื้ออุปกรณ์คุมกำเนิดกึ่งถาวรได้ง่ายขึ้นโดยหวังให้ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ไปจนถึงอายุ 59 ปี สามารถใช้สิทธิได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
ผ่านมาปีกว่าๆ ผลตอบลัพธ์จากมาตรการดังกล่าวยังไม่ชัดเจนนัก แต่แสดงให้เห็นถึงนโยบายที่มุ่งสร้างทางเลือกในการคุมกำเนิดให้กับผู้หญิง รวมทั้งยืนยันสิทธิของผู้หญิงทุกวัยภายใต้ระบบประกันสุขภาพให้สามารถเข้าถึงการคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวรได้ด้วยตัวเอง



