
นักวิชาการชี้รธน.ที่ดีต้องมาจากปชช.
นักวิชาการชี้รธน.ที่ดีต้องมาจากปชช. แนะทางแก้ต้องเพิ่มอำนาจปชช.ตรวจสอบนักการเมือง-ทหารถอยจากการแทรกแซงการเมือง
21ต.ค.2558 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “รัฐธรรมนูญไทย : มองไปข้างหน้า” โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความเห็น นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าในระยะ พ.ศ.2549 - พ.ศ.2558 หรือ ช่วง10 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาการบิดเบือนของเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร เช่น กรณีฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด, การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร, ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย ทำให้เป็นจุดอ่อนประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน คือ ส.ส. หลุดจากอำนาจของประชาชนไปอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคการเมืองหรือเจ้าของพรรคการเมือง วิธีการแก้ไขคือต้องเพิ่มประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบผู้แทนของตนเอง ทั้งก่อนการเลือกตั้งและหลังเข้ารับตำแหน่ง
เช่น ให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งออกเสียงเลือกผู้สมัครที่เป็นตัวแทนของพรรคการเมือง, การถอดถอนผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้ประชาชนออกเสียงในเขตเลือกตั้งถอดถอน หรือ การลงประชามติกฎหมายที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง หากมีปัญหาให้ลงประชามติให้คนไปโหวต โดยไม่ล้มระบอบประชาธิไตยหรือล้มสถานบันการเมือง
ขณะที่ปัญหาอำนาจนิยมของรัฐราชการ มีปัญหาจากไม่พร้อมรับผิด ใช้อำนาจที่ฉ้อฉล เช่น การค้ามนุษย์ หรือปัญหาของกรมการบินพลเมือง หากยังหวังพึ่งระบบอำนาจนิยมระบบราชการ ตนมองว่าจะทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน อาทิ แก้ปัญหาเสียงข้างมาก ด้วยการเอาเผด็จการรวมศูนย์เหนือสังคม จะทำให้เกิดการเบี่ยงช่องทางของกลุ่มต่างๆ ที่แสดงออกทางการเมือง ห้ามการชุมนุมสาธารณะ คุมโซเชียลมีเดีย เป็นต้น
ส่วนวิธีแก้ปัญหาตามสากลที่ดำเนินการ คือ ให้ระบบผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจระบบราชการ, ให้ระบบราชการปลอดการเมือง ด้วยการให้ทหารถอยทัพออกจากระบบการเมือง และกลับกรม กอง ไปทำภารกิจสำคัญในการป้องกันประเทศ
ส่วนนายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต และที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 กล่าวว่า การมองไปข้างหน้าของรัฐธรรมนูญตนมองว่าต้องทำความเข้าใจร่วมกันในจุดร่วมของรัฐธรรมนูญที่ตัวเนื้อหาจะมีขนบธรรมเนียบประเพณีแฝงอยู่ หากไม่ได้ทำความเข้าใจร่วมกันจะทำให้เกิดข้อถกเถียง ขณะที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดีต้องมาจากประชาชน ทั้งนี้ตนมองว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 57 -58 ไม่มีความชอบธรรม แต่วิธีการทำกฎหมายสำคัญทุกคนอาจไม่ได้มาร่วมเขียนรัฐธรรมนูญได้
ดังนั้นต้องใช้ตัวแทนทำเนื้อหา และเมื่อทำเนื้อหาแล้วต้องเพิ่มความชอบธรรม ด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากมองว่าประชามติไม่ใช่ความชอบธรรม เป็นเพียงการหลอกคนให้ไปรวบกลุ่มคนเท่านั้น แต่ตนถือว่าหากคนไปออกเสียงประชามติเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่จะออกไปเลือกตั้ง ดังนั้นคนที่จะออกไปเลือกตั้งก็ถูกหลอกมาเช่นกัน ขณะที่ประเด็นอำนาจรัฐ ต้องมีกลไกการได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงจำนวนของสภาฯ ต้องจัดวางให้เหมาะสม หากมองว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย แต่ตนมองว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนในระบอบประชาธิปไตยส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นต้องมีรายละเอียด คือการเลือกตั้งและ การจัดวางโครงสร้างรัฐเพื่อให้ตัวแทนประชาชนมาใช้อำนาจแทนประชาชน ไม่ใช่เพื่อให้ใครเข้ามาใช้อำนาจเท่านั้น ดังนั้นกระบวนการที่เกิดขึ้นต้องถูกตรวจสอบ และถ่วงดุล ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ด้านนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ควรจะให้ผ่านประชามติ แม้นักการเมืองอยากกลับสู่สนามเลือกตั้ง ควรคิดอนาคตยาวๆ รวมถึงต้องคำนึงถึงประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจ มากกว่าการกลับเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง ตนมองอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญ ที่กรธ.ทำร่างอยู่นั้น จะมีการต่อรองเพื่อให้ผ่านประชามติ ด้วยการให้พรรคการเมืองร่วมสนับสนุน โดยให้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ที่พอยอมรับได้ แต่อนาคตตนไม่มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่สร้างปัญหาขึ้นอีก
ขณะที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าตนมองว่าสังคมอยู่ระหว่างการคาดการณ์ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านประชามติหรือไม่ และกรธ.ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรธ. อยากให้ผ่านประชามติหรือไม่ ซึ่งความจริงต่อคำคาดการณ์ดังกล่าวพิสูจน์ได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 หากไม่แก้ไขแสดงว่าไม่ต้องการให้ผ่านประชามติ และต้องการอยู่ยาว ขณะที่นายมีชัย ตนเชื่อว่าอยากร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ ด้วยการทำเนื้อหาให้ทุกฝ่ายยอมรับ ขณะที่ประเด็นเนื้อหารัฐธรรมนูญที่ต้องทำให้อำนาจถ่วงดุลระหว่างกัน
ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีข้อผิดพลาดคือสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งมากเกินจริง จนทำให้กลไกถ่วงดุลในรัฐสภาทำไม่ได้ แม้จะมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาตรวจสอบ กลับพบว่าถูกแทรกแซงการแต่งตั้งจากฝ่ายรัฐบาล แม้จะแก้ไขในกระบวนการสรรหาโดยให้องค์กรตุลาการเข้ามาดำเนินการ จึงทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ ดังนั้นวิธีแก้ไข คือ ต้องแยกฝ่ายตุลาการออกจากกระบวนการทางการเมือง และให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ ขณะที่การตรวจสอบโดยประชาชนต้องให้มีส่วนร่วมโดยตรง
“รัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปมีความหนาถึง 56,000 คำ ยิ่งร่างหนา ยิ่งห่างจากการปกครองโคยประชาชน ผมมองว่าก่อนหน้าที่จะยึดอำนาจ มีการให้คะแนนของประชาธิปไตยอยู่ระดับปานกลาง คือ ในปี 2555 ไทยอยู่ในอันดับ 69, ปี2556 ไทยอยู่ในอันดับ 65 และ ปี 2557 ไทยอยู่อันดับ 63 ปี ขณะที่ทีมฟุตบอลชาติไทย อยู่อันดับที่ 137 ดังนั้นเรามีความหวังกับและสนับสนุนทีมฟุตบอล ทำไมเราไม่สนับสนุนประชาธิปไตยไทย ที่มีอันดับดีกว่าทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ดังนั้นเราต้องสรุปบทเรียนว่าเราอยู่อย่างไรถึงสร้างความชอบธรรมให้กับทหารเข้ามา ผมไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่วิธีป้องกันรัฐประหาร หรือแก้คอร์รัปชั่น คือสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง โดยรัฐธรรมนูญถือเป็นส่วนหนึ่ง แม้เราจะขัดแย้งหรือแตกต่างกัน เราต้องปกครองตนเองให้ได้ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมไม่คาดหวังอะไรมากว่าเราะจะได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่หวังว่า กรธ.จะตั้งใจโดยมีเจตนารมณ์ร่างให้คนยอมรับ ผมคิดว่าเราคาดหวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่พอสมควร โดยไม่แย่ไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ยกเลิกไป และพาเรากลับเข้าสู่การปกครองตนเองได้ต่อไป” นายปริญญา กล่าว
กรธ.เล็งเพิ่มหมวดหน้าที่พื้นฐานของรัฐ
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ. ว่า ขณะนี้ยังคงพิจาณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในมาตราที่ 32-39 โดยได้ยึดตามหลักนโยบายของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่ต้องการให้ร่างรัฐรรมนูญตามแบบของกรธ.เอง
นายอมรได้กล่าวอีกว่า ในการร่างรัฐธรรมนี้ครั้งนี้จะมีการนำประเด็นที่มีอยู่เดิมไปบัญญัติใหม่ หรือนำไปใส่ไว้ในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมาได้มีการกำหนดสิทธิของบุคคลที่อยู่ภายใต้รัฐนั้น ซึ่งสิทธิดังกล่าวรัฐจะต้องดูแล เช่นการได้รับความดูแล หรือการได้รับสวัสดิการด้านต่างๆ โดยที่ประชุม กรธ.ได้มีการหารือว่าจะเพิ่มหมวดใหม่ ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของรัฐจัดการสวัสดิการให้กับประชาชน เนื่องจากบางเรื่องเป็นมาตรการพื้นฐานที่รัฐควรจะทำให้กับประชน จึงต้องบัญญัติให้เป็นหน้าที่รัฐโดยตรง อย่างในเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการทางสังคม หรือในเรื่องของเสรีภาพรวมกลุ่มของประชาชน โดยเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงการรวมตัวทางการเมืองแต่อย่างใด เป็นต้น อีกทั้งการกำหนดหมวดเพิ่มเติมนั้น ก็เป็นการป้องกันฝ่ายพรรคการเมืองแอบอ้างสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรนูญ ไปเป็นนโยบายของตนเอง เพื่อสร้างคะแนนนิยม
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมวดดังกล่าวจะแตกต่างกับแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐอย่างไร นายอมรกล่าวว่าแนวนโยบายของรัฐเป็นการเขียนอย่างกว้างๆและเป็นกลาง ซึ่งจะทำตามหรือไม่ทำก็ได้ แต่การระบุหน้าที่นั้น จะมีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและลงลึก อย่างเช่นเรื่องการศึกษาอาจจะมีการกำหนดให้เรียนฟรีเป็นต้น
นายอมรกล่าวว่า การประชุมของกรธ. ครั้งต่อไป จะมีการประชุมรอบนอกในเวลา 11.30 เนื่องจากขณะนี้ กรธ. ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการหลายชุด และเพื่อให้กระบวนการทำงานไม่เสียเวลามาก จึงได้เปิดโอกาสให้กรธ. ได้มีการพูดร่วมกันก่อนที่จะมีการประชุมกันจริงในเวลา 13.30 น. ทั้งนี้ส่วนการลงพื้นที่ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. ที่จะมีขึ้น เบื้องต้นสมาชิกกรธ. ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเข้าร่วมลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นหรือไม่ เนื่องจากแต่ละท่านติดภารกิจ แต่ทั้งนี้ กรธ. ก็ไม่ปิดกั้นการรับฟังความคิดเห็นจาก สนช. หากมีโอกาส หรือมีกรธ. ท่านใดไม่ติดภารกิจ ก็อาจจะร่วมลงพื้นที่ไปด้วย ในโอกาสต่อไป



