ข่าว

ยกฟ้อง'สนธิ'ยืนคุก'ปราโมทย์'หมิ่น'แม้ว'

ยกฟ้อง'สนธิ'ยืนคุก'ปราโมทย์'หมิ่น'แม้ว'

21 ต.ค. 2558

ฎีกายืน จำคุก 1 ปี รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1 แสน 'ปราโมทย์' เขียน 'ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์' พาดพิง 'ทักษิณ' ขณะที่พิพากษาแก้ ยกฟ้อง 'สนธิ' ชี้ 'แม้ว' หมกมุ่นไสยศาสตร์

 
                      21 ต.ค. 58  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1747/2549 ที่พรรคไทยรักไทย และอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) , บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟูฯ (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวน) , นายขุนทอง ลอเสรีวานิช อดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เป็นจำเลย ที่ 1 - 5 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา และดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 , 393
 
                      ตามฟ้องโจทก์ปี 2549 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 - 25 พ.ค. 49 จำเลยทั้งห้า ได้ร่วมกันตีพิมพ์และเผยแพร่โฆษณา บทความ “ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์ : แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย?” ของนายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ โดยใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย โจทก์ที่ 1 และอดีตนายกฯ ทักษิณ โจทก์ที่ 2 ให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง จำเลยให้การปฏิเสธ
 
                      โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 52 เห็นว่า บทความรวม 5 ตอน ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ ที่นายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนนั้น ข้อความกล่าวถึงโจทก์ ทำนองว่า มีนโยบายที่ต้องการทำลายระบบราชการไทย การสร้างระบบการเมืองพรรคเดียว และล้มล้างสถาบันเบื้องสูง แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีบุคคลเป็นพยานเบิกความ และไม่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้กระทำการล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด บทความนั้นจึงไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามหลักวิชาการ โดยนายขุนทอง จำเลยที่ 4 เป็น บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการรายวัน มีหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาก่อนตีพิมพ์ เชื่อว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนรู้เห็นและทราบว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาดูหมิ่นโจทก์ทั้งสอง จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 4 เป็นเวลา 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 เป็นนักวิชาการ นักประชาธิปไตย และจำเลยที่ 4 เป็นนักหนังสือพิมพ์ เคยสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ที่กระทำผิดเพราะต้องการปกป้องสถาบันที่เคารพ ประกอบกับ จำเลยที่ 1 และ 4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาลงในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับ ประกอบด้วย ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง และมติชน ส่วน บมจ.แมเนเจอร์ฯ จำเลยที่ 2 และนายปัญจภัทร ผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ จำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้อง
 
                      ต่อมาจำเลยที่ 1 และ 4 ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 เม.ย. 56 ยืนบทลงโทษในส่วนของนายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 ผู้เขียนบทความ แต่นายขุนทอง บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 4 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง เนื่องจากห็นว่า ยังไม่มีมูลว่ากระทำความผิด ขณะที่นายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้อง
 
                      ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ประเด็นที่นายปราโมทย์ จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาประเด็นอำนาจฟ้องของพรรคไทยรักไทย โจทก์ที่ 1 , การมอบอำนาจให้นายนพดล มีวรรณะ เป็นผู้แทนยื่นฟ้องและเบิกความนั้นนายนพดล ไม่ใช่ผู้เสียหายแท้จริง และการพิจารณาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ที่เกินคำขอของโจทก์ และประเด็นอื่น รวม 5 ประเด็นนั้น เป็นการโต้แย้งประเด็นข้อเท็จจริง ซึ่งคดีนี้ศาลล่างทั้ง 2 ศาล พิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่อาจรับฎีกาจำเลยไว้วินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
 
                      จึงพิพากษายืนที่ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 100,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา มีกำหนด 2 ปี และให้โฆษณาคำพิพากษาย่อใน นสพ.ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง มติชน เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกันด้วยอักษรขนาดปกติ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
 
                      ภายหลังฟังคำพิพากษา นายปราโมทย์ นักวิชาการอิสระ แนวร่วม พธม. กล่าวว่า ก็ไม่ติดใจผลคำพิพากษา ถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ดี ตนก็ยังจะเขียนบทความเรื่องต่างๆ ต่อไป ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับบทความปฏิญญาฟินแลนด์นั้น ตนไม่ใช่คนแรกที่พูด แต่มีนักวิชาการอื่นเคยพูดก่อน ซึ่งตนไม่เคยใช้คำว่าปฏิญญาฟินแลนด์ แต่ใช้คำว่ายุทธศาสตร์ฟินแลนด์ โดยมีคดีที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ยื่นฟ้อง 2 สำนวน ที่อีกสำนวนศาลได้ยกฟ้องไปแล้ว
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีเกี่ยวกับปฏิญญาฟินแลนด์นั้น นอกจากคดีของนายปราโมทย์ หมายเลขดำ อ.1747/2549 นี้แล้ว พรรคไทยรักไทย และอดีตนายกฯ ทักษิณ ยังได้ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. , นายปราโมทย์ และสื่อเครือผู้จัดการรวม 11 ราย เป็นจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.1818/2549 ในความผิดเดียวกันนี้ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนเมื่อปี 2556 ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น
 
 
 
ฎีกายกฟ้อง 'สนธิ' ปราศรัย 'ทักษิณ' หมกหมุ่นไสยศาสตร์
 
 
                      เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1062/2549 ที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2541
 
                      ตามฟ้องโจทก์ เมื่อปี 2549 ระบุ ระหว่างวันที่ 6 - 24 มี.ค. 49 นายสนธิ จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยทำนองว่า โจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่ จ.ภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์ และอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
 
                      โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา ให้จำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.328 และให้นับโทษจำคุกของนายสนธิ จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดง อ.1241/2550 ของศาลอาญาด้วย ส่วนนายขุนทอง บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 2 ปี พร้อมปรับ 40,000 บาท ตามความผิด ม.328 และ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48 ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ ,ไทยรัฐ , เดลินิวส์ , มติชน เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
 
                      ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 54 พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้จำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 เพียง 1 ปี โดยให้รอลงอาญา 2 ปี แต่เพื่อให้หลาบจำ จึงสั่งปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อใน นสพ.ผู้จัดการ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนนายขุนทอง บก.ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง ต่อมาอดีตนายกฯ ทักษิณ โจทก์ ได้ยื่นฎีกา ขณะที่นายสนธิ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาเช่นกัน
 
                      ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ โจทก์ เป็นผู้สมัครใจและลงสมัครรับเลือกตั้งโดยมีเป้าหมาย เพื่อบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถกำหนดนโยบายและมีผลโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ และยังได้บริหารเงินงบประมาณของแผ่นดินอันมีผลตามกฎหมาย
 
                      ส่วนการกระทำความเชื่อ อุปนิสัย แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจมีผลต่อความไว้วางใจตามศรัทธาความเชื่อ ความสง่างามและศักดิ์ศรีของประเทศด้วย ซึ่งประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะสามารถวิจารณ์ให้ความเห็นในทางปกป้องส่วนได้เสียของตนเองรวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศชาติได้
 
                      โดยถ้อยคำที่นายสนธิ จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ และเรื่องโจทก์มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ค่อนข้างมากนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว แต่นายสนธิ จำเลยที่ 1 กลับนำสืบว่า พฤติกรรมของโจทก์ในหลายเรื่องมุ่งไปทางไสยศาสตร์ เช่น การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ในทำเนียบรัฐบาล โดยผู้ทำพิธีเป็นชาวกัมพูชา และมีคนร้ายทุบพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณ ต่อมามีการประดิษฐานพระพรหมขึ้นมาใหม่ โดยเป็นหน้าที่ของมูลนิธิท้าวมหาพรหม ซึ่งโจทก์ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย แต่รีบเดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อร่วมพิธี โดยห้ามบุคคลอื่นไม่ให้เข้าร่วมพิธีกรรมด้วย เว้นแต่คนใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการใช้อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อทำบุญประเทศ อีกทั้งมีการนำคณะรัฐมนตรีไปประชุมที่ปราสาทหินพนมรุ้ง อ้างว่าส่งเสริมการท่องเที่ยว ความจริงเป็นการแก้เคล็ด เพื่อให้โจทก์ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งอย่างยั่งยืน และสถานที่ดังกล่าวใช้ทำพิธีกรรมของกษัตริย์ ที่คนสมัยก่อนเชื่อว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของเทพและเทวดา
 
                      จึงน่าเชื่อว่า โจทก์มีพฤติกรรรมตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบ ประชาชนและคนทั่วไปจึงสามารถแสดงความคิดเห็น ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยที่คนทั่วไปสามารถกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องนายสนธิ จำเลยที่ 1  
 
                      ภายหลัง นายสนธิ กล่าวว่า คดีนี้ได้ยื่นฎีกาในข้อเท็จจริงและศาลได้เมตตาให้ยกฟ้องในข้อนี้ เนื่องจากเห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบคัดค้านในประเด็นที่เกี่ยวกับความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์ เช่น การทุบศาลพระพรหม การจัดตั้งศาลพระภูมิใหม่ในทำเนียบรัฐบาลและมีพิธีสะเดาะเคราะห์ที่วัดพระแก้ว ก็ทำให้ตนและประชาชนอาจจะเชื่อได้ จึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นได้
 
                      เมื่อถามถึงกรณี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ทำจดหมายส่วนตัว ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการเพิกถอนสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิต ว่าเห็นด้วยหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า เห็นด้วย เพราะไม่ควรเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่เคยกระทำความผิดในตำแหน่งหน้าที่ กลับมาดำรงตำแหน่ง จะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นอีกด้วย ซึ่งนักการเมืองเป็นตัวการทำลายชาติ และนักการเมืองที่ทุจริตไม่ควรจะเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ควรจะตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวตลอดชีวิต ตนมองว่าการเมืองไทยมีลักษณะพิเศษ มีเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนชาติอื่น ไม่ควรจะยึดแต่การเลือกตั้งตามชาติตะวันตก ทั้งนี้การเมืองไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีกลุ่มทุนที่คอยหนุนหลังพรรคการเมืองอยู่ ถ้า คสช.เอาคนบางกลุ่มกลับมาเล่นการเมืองอีก ก็จะทำให้เกิดกระบวนการบ่อนทำลายชาติ กลายเป็นระบบที่มีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ตนและนายทักษิณ ยังมีคดีฟ้องร้องกันอีกหลายคดี