ข่าว

ลิขิตรักสาวลูกครึ่ง..กับหนุ่มออสซี

ลิขิตรักสาวลูกครึ่ง..กับหนุ่มออสซี

22 ต.ค. 2558

ลิขิตรักสาวลูกครึ่ง..กับหนุ่มออสซี : คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์ โดย... สแตนลี่ย์ เบนเน็ตต์

 
          “แจ๊ส” มะลิวัลย์ ดานซ์ สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 20 ปี ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาว จ.สุโขทัย หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพระหฤทัยสวรรคโลก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาต่อในระดับ ปวส.ที่สถาบันกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย โดยการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ สำหรับหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่าง “แจ๊ส” ถือเป็นเรื่องยากในช่วงแรกแต่ก็เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวเองจะสอนให้เป็นคนเข้มแข็งและอยู่รอดปลอดภัยได้ในสังคมที่กว้างใหญ่ได้
 
          "แจ๊ส” ย้อนอดีตว่า อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ใช้ชีวิตตามปกติ เช้าก็ไปเรียน เสาร์-อาทิตย์ ถ้าว่างก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ กระทั่งวันหนึ่งชะตาลิขิตเหมือนเป็นใจ เปิดโอกาสให้ได้มาพบเจอกับชายหนุ่มผู้มาพร้อมกับความรักเต็มหัวใจ โดยเพื่อนแม่ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ แนะนำให้รู้จัก ทีแรกก็ไม่ได้สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ อยากจะตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่ออนาคตจะได้มีงานทำ หาเงินเลี้ยงครอบครัวและตัวเองได้ แต่เมื่อฟ้าลิขิตมาแบบนี้ก็จำต้องยินยอมเขาชื่อ “ลี แฮมเมอร์” วัย 35 ปี หรือคุณลี ทำงานอยู่โรงงานผลิตพลาสติก ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
 
          การมาเมืองไทยในครั้งนั้นของคุณลีคือมาพักร้อนที่กรุงเทพฯ เพราะเป็นวันหยุดพักร้อนของเขา แรกๆ ที่รู้จักกันธรรมดา คุยปกติฉันเพื่อน ไม่นึกว่าจะได้มาเป็นคู่รักกันจนถึงวันนี้ แต่ด้วยการที่เขาดูแลเอาใจใส่เรา มีท่าทีเป็นห่วงเราอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเป็นคนมีอารมณ์ขบขัน มักจะทำเรื่องเครียดให้เป็นเรื่องตลกและให้เกียรติเรามาก
 
          คอยประคบประหงมอยู่ตลอดในช่วงเวลาที่รู้จักกัน เพราะปกติไม่เคยได้รับความรู้สึกที่อบอุ่นเช่นนี้มาก่อน คุณลีมีความเป็นสุภาพบุรุษสูงสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นและไม่ขอให้เราเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น และวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จากเพื่อนก็เริ่มแปรผันเป็นแฟน ฝ่ายชายพร้อมเปิดใจให้เต็มที่ พร้อมเป็นทั้งคนรักและวาดฝันถึงการมีครอบครัวในอนาคต
 
          และแล้วฝ่ายชายก็ชักชวนให้ฝ่ายหญิงไปอยู่ด้วยกันที่ออสเตรเลีย โดยระยะแรกคือการไปเที่ยว เพื่อให้รู้จักกับครอบครัวของคุณลี ซึ่งแจ๊สรู้สึกว่าการได้มาพบปะกันครั้งนั้นได้สร้างมิตรภาพอันดีงามระหว่างเธอกับพ่อแม่ของฝ่ายชายที่ต่างเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยและพวกเขาก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ แจ๊สอยากแต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันกับคุณลี การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะต้องร่วมใช้ชีวิตกับชายใดนั้นหากพ่อแม่ฝ่ายชายไม่ชอบคงใช้ชีวิตคู่แบบไม่มีความสุข แต่สำหรับกรณีของคุณลีทุกอย่างลงตัวดีมากความรักจึงพองโตและทั้งคู่ก็พร้อมที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
 
          แจ๊สเล่าถึงมุมมองความรักระหว่างเธอกับแฟนหนุ่มว่าต่างเป็นคู่รักที่มีเหตุผล ใช้ความเข้าใจในการพูดคุยกันมากกว่าการใช้อารมณ์ สิ่งไหนที่ทำไม่ดีหรือไม่ถูกต้องก็ต้องมีการตักเตือนว่ากล่าว โดยคุณลีจะเป็นคนที่โรแมนติกเน้นความหวานแหววและมีเซอร์ไพรส์อยู่คตลอดเวลา เราในฐานะแฟนสาวที่กินอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขาก็ต้องเป็นฝ่ายปรนนิบัติที่ดี สิ่งใดที่แบ่งเบาภาระเขาได้ก็จะทำ เรียกได้ว่า เข้าใจกันแทบทุกอย่าง “เพียงเปิดปากก็เห็นลิ้นไก่”
 
          และคำพูดของคุณลีที่ทำให้แจ๊สรู้สึกว่าฟังแล้วเขินอายมากที่สุดคือ “you’re the best girlfriend ever” (เธอคือคนรักที่แสนดีของฉัน) ฟังแล้วรู้สึกว่าฝ่ายชายไว้วางใจเธอ มองเธอเป็นคนสำคัญเหมือนที่ฝ่ายหญิงก็มองเขาเป็นคนสำคัญเช่นเดียวกัน โดยแจ๊สเล่าถึงมุมน่ารักของแฟนหนุ่มว่า คุณลีด้วยความที่เขาอายุมากกว่า แต่ได้เปรียบตรงที่หน้าเด็ก เจอกันครั้งแรกแจ๊สคิดว่าเขาอายุไม่น่าจะเกิน 25 ปี ชอบทำตัวน่ารักเหมือนเด็กตลอดเวลา อยู่ด้วยแล้วไม่เครียด
 
          แม้ว่าบางช่วงแจ๊สจะอยู่ในภาวะอารมณ์หงุดหงิดแต่ฝ่ายชายก็ชอบทำให้เราได้หัวเราะ และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งเลยคือเขาเป็นคนกินง่ายชอบอาหารรสจัด ไม่ว่าจะของชาติไหนเขากินได้หมด ทำให้แจ๊สรู้สึกไม่ต้องกังวลใจในเรื่องการทำอาหาร เพราะหลายครั้งที่ได้ยินจากเพื่อนที่เป็นคนไทยบอกว่า ฝรั่งส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกิน รสจัดไม่กิน กินแต่อาหารประจำชาติเท่านั้น ซึ่งเราก็โชคดีที่แฟนหนุ่มกินได้ทุกอย่าง
 
          แจ๊สเล่าต่อไปถึงเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างไทยกับออสเตรเลียว่า อยู่ที่เรียนรู้ระหว่างกันมากกว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เมื่อเรารู้ตัวว่าจะต้องมาอยู่ที่ออสเตรเลียก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา นั่นคือความแตกต่างระหว่างสองวัฒนธรรม ช่วงแรกอาจยากสักเล็กน้อยเรื่องของอุปนิสัยและภาษา เนื่องจากแจ๊สเป็นลูกครึ่งอังกฤษทำให้บางครั้งสำเนียงกับออสเตรเลียอาจแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซึ่งตอนนี้ก็อาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียมาแล้ว 1 ปีกว่า แบ่งเบาภาระแฟนหนุ่มด้วยการไปสมัครเป็นผู้ช่วยช่างทำผมอยู่ไม่ไกลบ้าน มีรายได้เป็นของตัวเอง แม้จะไม่มากมายอะไรแต่ก็ไม่ทำให้ฝ่ายชายต้องเดือดร้อนและควักกระเป๋าจ่ายอยู่ฝ่ายเดียว
 
          และด้วยความที่คุณลีชอบวัฒนธรรมไทยเป็นทุนเดิมและมักให้เธอสอนภาษาไทยให้อยู่ตลอด โดยเฉพาะการพูดภาษาอีสานอีกทั้งฝ่ายชายยังขอให้เธอเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยให้ฟังอยู่บ่อยๆ ถือเป็นการเรียนรู้ระหว่างกันของสองวัฒนธรรม
 
          และในอนาคตวางแผนเอาไว้ว่าจะยื่นวีซ่าเพื่อขอแต่งงานกับคุณลีและจะขอใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียกับฝ่ายชายที่นี่ สร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกัน และใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดพักผ่อนยาวกลับไปหาครอบครัวที่ประเทศไทย ให้ชีวิตแขวนอยู่บนความสุขที่พอเพียงกับคนรักที่เพียงพอ 
 
.......................................
(หมายเหตุ ลิขิตรักสาวลูกครึ่ง..กับหนุ่มออสซี :  คอลัมน์ เขยฝรั่ง...สะใภ้อินเตอร์  โดย...  สแตนลี่ย์ เบนเน็ตต์)