ข่าว

เจาะธุรกิจขานรับสังคมผู้สูงอายุ

เจาะธุรกิจขานรับสังคมผู้สูงอายุ

22 ต.ค. 2558

เจาะธุรกิจขานรับสังคมผู้สูงอายุ

 
                      ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในอีกไม่เกิน 20-30 ปีข้างหน้านี้ “ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ” จึงเป็นอีกธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตตามความต้องการที่จะมีมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนที่เป็นครอบครัวขยาย ซึ่งยังมีลูกหลานคอยดูแลผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง และอยู่เป็นโสดกันมากขึ้นด้วย จึงจำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจที่ให้บริการการดูแลผู้สูงวัย
 
                      โดย “ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)” ระบุว่าผู้ประกอบการไทยควรเริ่มปรับตัวและติดตามพฤติกรรมของสังคมไทยที่จะเปลี่ยนไป รวมไปถึงศึกษารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับตลาดคนไทย
 
                      บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุค่อนข้างมาก แต่ด้วยแนวโน้มการเติบโตของจำนวนประชากรสูงอายุในไทยที่สวนทางกับจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง ทำให้ลูกหลานจะต้องทำงานมากขึ้น และมีเวลาดูแลผู้สูงอายุน้อยลง ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันไทยมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เพียง 840,000 คน หรือประมาณ 9% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 18 ล้านคนในปี 2050 หรือ 27% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว
 
                      ทั้งนี้ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะของสินค้าและบริการ ได้แก่ 1.ให้บริการการดูแลเป็นระยะเวลาสั้นๆ เน้นให้บริการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตประจำวันทั้งในและนอกสถานที่ และ 2.จัดให้มีที่พำนักระยะยาว เน้นประเภทอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบบริการบ้านพักหรือห้องพักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเข้ามาในโครงการเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ ส่วนธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้นแต่ตลาดยังมีขนาดเล็ก เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุในปัจจุบันยังไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในประเภทการให้บริการดูแลในระยะสั้น และที่คาดการณ์กันว่าจำนวนผู้สูงอายุจะขยายตัวอีกกว่า 50% ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะทำให้ธุรกิจดูแลในระยะสั้นจะมีโอกาสเติบโตสูงในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้
 
                      ขณะที่ธุรกิจที่พำนักระยะยาวจะทยอยเติบโตขึ้นในระยะยาว เนื่องจากผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะต้องอยู่คนเดียวมากขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้นมากเมื่อจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 55 ปีต่อประชากร มีมากกว่า 20% หรือประมาณ 10 ปีต่อจากนี้
 
                      อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะสั้นธุรกิจการจัดหาที่พำนักระยะยาวจะเติบโตด้วยตลาดผู้สูงอายุต่างชาติที่เกษียณการทำงานมากกว่า โดยจากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสูงอายุนิยมมาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มีการเดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8% และข้อมูลจาก International Living Magazine รายงานว่า ไทยถูกจัดอยู่ใน 1 ใน 10 อันดับประเทศที่มีความเหมาะสมในการอยู่อาศัยยามเกษียณ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่แพง รวมถึงการบริการด้านการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
 
                      จุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ก็ได้มีการลงทุนสร้างโครงการบ้านพักคนชราไว้รองรับชาวต่างชาติ โดยสถานที่ยอดนิยมสำหรับผู้สูงอายุชาวต่างชาติคือ เชียงใหม่ สมุย และหัวหิน เนื่องจากบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติและไม่พลุกพล่านเท่าเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ อย่าง กรุงเทพฯ หรือพัทยา โดยในจังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนชาวญี่ปุ่นที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการเข้ามาอาศัยอยู่แบบระยะยาว 4,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2013 ประมาณ 500 คน และเข้ามาอยู่อาศัยอย่างไม่เป็นทางการอีกราว 2,000 คน โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3 แสนบาทต่อคนต่อปี ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
 
                      “ในระยะแรกจะเป็นโอกาสของธุรกิจที่ให้บริการผู้สูงอายุในระยะสั้นๆ ส่วนธุรกิจที่พักระยะยาวนั้นจะได้รับแรงผลักดันจากความต้องการของชาวไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวมากกว่า เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่ยังน้อยอยู่ และขนาดครอบครัวของไทยนั้นยังมีขนาดใหญ่บวกกับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ โดยลูกหลานมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ทำให้ในระยะแรกนั้นคาดว่าการให้บริการแบบระยะสั้นๆ เช่น daycare, nursing home และการบริการดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน จะมีความต้องการและเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจมากกว่า ส่วนโอกาสทางธุรกิจตลาดที่พักระยะยาวจะมีเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป โดยสามารถตอบสนองได้ทั้งผู้สูงอายุคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศที่ค่าใช้จ่ายถูกลง” บทวิเคราะห์จาก อีไอซี ระบุ
 
                      ด้วยศักยภาพการเติบโตในระยะยาว “อีไอซี” เห็นว่าผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและทำความเข้าใจการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านโรคเรื้อรังต่างๆ การหากิจกรรมที่เหมาะสม และการวางแผนโครงสร้างและการก่อสร้างที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของโครงการควรจะตั้งอยู่ใกล้กับสถานพยาบาลเพื่อความรวดเร็วในการเดินทางของผู้สูงอายุในกรณีฉุกเฉิน ที่สำคัญ ผู้ประกอบการไทยควรมองหาโอกาสการลงทุนก่อนที่ต่างชาติจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดส่วนนี้ไปเพราะเป็นหนึ่งในสาขาธุรกิจที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะธุรกิจบ้านพักคนชราที่เริ่มเห็นบริษัทจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทญี่ปุ่น เยอรมนี และประเทศในสแกนดิเนเวียที่มีความสนใจเข้ามาลงทุน
 
                      นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรหาพันธมิตรทางธุรกิจโดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วจากต่างประเทศ เพื่อที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการให้บริการด้านสุขภาพที่ดีซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น