ข่าว

พิธีกรอินเตอร์‘หนิง’ศรัยฉัตรอาชีพนี้ยั่งยืนได้เพราะวินัยสูง

พิธีกรอินเตอร์‘หนิง’ศรัยฉัตรอาชีพนี้ยั่งยืนได้เพราะวินัยสูง

21 ต.ค. 2558

พิธีกรอินเตอร์‘หนิง’ศรัยฉัตรอาชีพนี้ยั่งยืนได้เพราะวินัยสูง : คมคิดชีวิตนิวเจน เรื่อง ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ ภาพ ดุลยพร ชัยฤทธิ์

              “ใครจะไปคาดคิดว่าจบรัฐศาสตร์ เอกสังคมวิทยา ไปเรียนต่อเนเธอร์แลนด์เกี่ยวกับการวางผังเมือง เตรียมกลับมาเป็นอาจารย์แล้วนะคะ  แต่ดันมีโอกาสมาถ่ายโฆษณา เล่นละคร จนปัจจุบันเป็นพิธีกรงานอีเวนท์ อาชีพที่ไม่ได้อยู่ในฝันเรามาก่อน แต่เป็นอาชีพที่สร้างโอกาสให้เรามากมายมหาศาล” ประโยคสั้นๆ ที่เล่าถึงเส้นทางชีวิตของเอ็มซี (MC: Master of Ceremonies) อีเวนท์ชื่อดังของเมืองไทย “หนิง” ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ ได้ชัดเจนที่สุด

              เธอมีวันนี้ได้เพราะเปิดรับโอกาสและใช้พรสวรรค์ที่มีในตัวอย่างเต็มที่ เรานัดพูดคุยกับเอ็มซีสาวในช่วงบ่าย อันเป็นช่วงเวลายอดนิยมสำหรับการจัดงานอีเวนท์ในทุกห้างสรรพสินค้า โดยอีกประมาณชั่วโมงครึ่งผู้หญิงบุคลิกดี พูดจาคล่องแคล่วแต่สุขุมตรงหน้าจะต้องไปเตรียมตัวซ้อมขึ้นเวทีเป็นพิธีกรในงานเกี่ยวกับเด็กที่อยู่ใกล้ๆ กัน

              พบกันบ่ายวันนั้น เป็นการพูดคุยเจาะลึกถึงอาชีพเอ็มซีอีเวนท์ ที่ดูเหมือนมีเวลามากพอแต่เอาเข้าจริงยิ่งคุยก็ยิ่งมีเรื่องราวใหม่ชวนสนใจเรื่อยๆ  อย่างที่เจ้าตัวบอกเอาไว้ว่าเป็นอาชีพที่ดูเหมือนง่ายแต่กลับมีรายละเอียดเยอะ แต่ก็ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน

              “16 ปีก่อน หนิงเพิ่งเรียนจบกลับมา อยู่ดีๆ ก็ได้รับการติดต่อจากกันตนาให้เล่นละคร เป็นนักแสดง ซึ่งเราก็รับโอกาสไว้เลยค่ะเพราะเป็นงานที่คิดว่าเราน่าจะทำได้นะ ตอนนั้นจังหวะดีมากเพราะระหว่างที่เล่นละครเรื่องแรก ก็เห็นช่องทรูวิชั่นส์ สมัยก่อนคือ ยูบีซี เปิดรับสมัครออนแอร์พรีเซนเตอร์ หรือคนที่มาพูดนำเข้ารายการต่างๆ เขาต้องการรับพิธีกร 2 ภาษา ซึ่งเราได้อยู่แล้ว ตอนเล่นละครก็ไม่ได้ใช้เลยอยากทำงานที่พูดภาษาอังกฤษบ้าง”

              หนิงย้อนประสบการณ์แห่งความจำครั้งนั้นให้ฟังว่า มีคนสมัครไป 6 พันกว่าคน หนิงเป็น 1 ใน 5 คนที่เขารับ เธอเองก็ทำอยู่ที่ช่องทรูซีรีส์มาตลอด 15 ปีเต็ม ในบทบาทของพิธีกรหน้าใหม่ควบคู่กับเล่นละคร ทางกันตนาเองก็ไม่ปิดกั้น แต่ยังให้โอกาสไปเป็นพิธีกรบ้าง จนเป็นผลักดันให้มาทางนี้มาก

              "ตอนนั้นก็ยังเด็กค่ะ แอบคิดว่า อ้าว...ทำไมเขาไม่ผลักดันให้เราเล่นละครล่ะ เราก็อยากเล่นเป็นนางเอกอยู่นะ" หนิงเล่าพลางหัวเราะอารมณ์ดี "คิดไปเรื่อยเลยค่ะ แต่ตอนนี้หนิงขอบคุณทั้ง 2 องค์กรอยู่ตลอด ผู้ใหญ่เขาคงเห็นอะไรในตัวเรานะถึงให้โอกาสเราขนาดนี้  รวมถึงรุ่นพี่ในวงการด้วย หนิงเริ่มจากดูงานจาก “พี่น้อง” พรสุดา ต่ายเนาว์คง ตามจนพี่น้องให้โอกาสหนิงทำภาคสนาม และได้รู้จักพี่ “กีตาร์” ศิริพิชญ์ วิมลโนช  เป็นพิธีกรที่พูดเก่ง น่าฟังมากอีกคน หนิงก็ตามไปดูพี่เขาทำงานจนซึมซับเทคนิคต่างๆ มา พี่กีตาร์ก็ใจดีส่งต่องานให้เราอีก จนยึดเป็นอาชีพเต็มตัว ไต่จนเป็นตัวเมนของรายการ มีความสุขในการทำงานนี้ทุกวันจริงๆ" เอ็มซีสาวเล่าเส้นทางสู่พิธีกรมืออาชีพ ที่ต้องไม่หยุดเรียนรู้สักวัน  

              จุดพีคแรกในชีวิตเอ็มซี ของ "หนิง" ศรัยฉัตร อยู่ที่งานประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อ 10 ปีก่อน เจ้าตัวได้ผ่านการคัดเลือกเป็นพิธีกร 1 ใน 7 คนของงาน ทำให้คนเห็นว่าประเทศไทยมีคนหน้าไทยๆ ที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องอยู่คนหนึ่ง จากนั้นงานอีเวนท์ 2 ภาษา ก็ติดต่อมาหาเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับชื่อเสียง รายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนงานและดีกรีความชำนาญด้านภาษา

              “เรื่องพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีนั้นสำคัญมากนะคะ ภาษาทำให้เรามีกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น มีงานที่หลากหลาย ลูกค้าส่วนมากก็ชอบที่จะให้เอ็มซีพูดและแปลภาษาอังกฤษไปเลย ไม่ต้องใช้ล่าม เพราะจะทำให้งานอีเวนท์กระชับ ลื่นไหลไปไม่น่าเบื่อหน่าย หนิงโชคดีมากที่ทางบ้านสนับสนุนเรื่องภาษามาตลอด แม้หนิงเกิดและอยู่ที่อเมริกาจนอายุ 6 ขวบ แต่ก็มีช่วงต้องเริ่มใหม่เหมือนเด็กไทยทุกคนเพราะพอกลับมาเรียนที่ไทยได้ 3 ปี ก็พูดไทยตลอดจนลืมภาษาอังกฤษไปแทบทั้งหมด พูดถามตอบไม่ได้แล้วคุณแม่ก็ไม่ยอมปล่อยเราให้เป็นแบบนี้ ท่านส่งหนิงกลับไปอยู่กับยายที่อเมริกาอีกรอบเพื่อนำภาษาอังกฤษกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้เหมือนเดิม” สาวเอ็มซีคนดังเล่าด้วยความมั่นใจ   

              การทำงานตรงนี้จะมีอิสระก็ต่อเมื่อจัดสรรเวลาตัวเองได้ดี พิธีกรหนิงบอกเทคนิคว่า ต้องปรับตัวตลอดเพราะตัวเราย่อมรู้ตัวเราดีที่สุด ส่วนมากจะรับงานวันละ 1-2 งาน เน้นจัดตารางเพื่อแบ่งเวลาให้ครอบครัว เพื่อนๆ และการออกกำลังกายมากที่สุด ยังจัดสรรถึงเรื่องการเดินทาง ทั้งรถไฟฟ้า รถยนต์ หรือต้องมอเตอร์ไซค์ นั่งได้หมดทุกอย่าง เพราะเอ็มซีทำงานกับความสดใหม่ ต้องตรงต่อเวลามาก และต้องมาก่อนงานเริ่มชั่วโมงหนึ่งเป็นอย่างน้อย

              "ทันทีที่เดินเข้าอีเวนท์ เราทำงานกันเป็นทีมเวิร์กค่ะ โปรดิวเซอร์ ทีมงานเบื้องหลัง ช่างไฟ ออแกไนเซอร์ เป็นทีมเดียวกัน ไม่มียกตนว่าฉันเป็นเอ็มซีที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่มีค่ะ เราต้องช่วยกันให้งานประสบความสำเร็จ เอ็มซีควรรู้กระบวนการจัดงาน รู้จุดประสงค์ของงาน เราควรรู้ว่าเขาจัดงานขึ้นมาเพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ได้สคริปต์ก็พูดตามแล้วจบกันก็ไม่น่าฟังเท่าไหร่ สามารถเสนอความเห็นแก้ไขสคริปต์ให้กระชับด้วยเจตนาที่อยากทำให้งานลูกค้าออกมาดีที่สุด หรือเราเจอผู้ให้สัมภาษณ์ที่ไม่ชินเวที เรามีหน้าที่ใช้วาทศิลป์ จิตวิทยาให้เขาผ่อนคลายและดึงประเด็นมาจากเขาให้ได้ เมื่อเจอความผิดพลาดซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับส่วนงานเราหรอก แต่ถ้าผิดทุกคนก็โฟกัสมาที่เอ็มซีหมดนะคะ เป็นหน้าที่เราต้องแก้สถานการณ์ อาจพูดให้กลายเป็นเรื่องขำๆ ไป เปลี่ยนมุมมองให้คนข้างล่างรับรู้ว่าไม่น่าซีเรียสนะ หรือถ้าเจองานที่มีศัพท์เฉพาะทางเยอะ ถ้าไม่เข้าใจก็จงยอมรับว่าไม่ได้นะแล้วหันไปให้แม่งานที่รู้ข้อมูลจริงช่วยพูดให้ ซึ่งเขาย่อมยินดีแปลให้อยู่แล้ว อย่าฝืนแปลผิดๆ จะทำให้คนดูเห็นว่าเราไม่เก่งจริง ดังนั้น ถ้าไม่ได้ให้ยอมรับจะดูดีกว่า สำคัญคือความตลกขบขันทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายขึ้น จะเป็นเทคนิคหนึ่งสำหรับคนที่ชอบตื่นเต้น เวลาเราพูดให้สนุกไว้ก่อนพอคนยิ้มคนหัวเราะจะส่งผลให้เรามั่นใจ ผ่อนคลาย ช่วยได้จริงๆ ที่กล่าวมาเป็นวิธีที่หนิงแก้ปัญหาจากประสบการณ์ ต้องเรียนรู้ดัวยตัวเอง มีวิธีเฉพาะของตัวเอง ซึ่งหนิงกำหนดไม่ได้หรอกว่าวันนี้เราจะเจอปัญหาอะไร ต้องทำอย่างไร แต่ถ้ามีก็จะมีวิธีการแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จะออกมาเอง นี่แหละชีวิตเอ็มซี ที่หนิงว่ายิ่งแก่ ยิ่งห้าวเหมือนมะพร้าว" เอ็มซีคนเก่งเล่าถึงวิธีการทำงานแต่ละวัน 

              เอ็มซีในสายตาคนรุ่นใหม่อาจเป็นสาวสวยบุคลิกดี ที่ได้แต่งหน้าทำผม แต่งตัวสวย ขึ้นมาพูดบนเวที ยิ่งสวยหล่อยิ่งได้ค่าตัวสูง แต่สำหรับเอ็มซีรุ่นใหญ่ที่ทำงานมา 16 ปี บอกว่าความงามไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นปัจจัยเสริมมากกว่า สิ่งที่สำคัญของงานเอ็มซีคือสมอง ประสบการณ์ ไหวพริบ ทำให้ทุกวันนี้เจ้าตัวมองสถานการณ์ของอาชีพว่ามีคนมากความสามารถเกิดขึ้นทุกวันก็จริง แต่ยังไม่มีประสบการณ์ยาวนานพอที่จะมาแทนเอ็มซีอีเวนท์รุ่นเก่า ด้วยเพราะระบบการคัดเลือกพิธีกรของลูกค้าแต่ละคนย่อมเลือกคนที่ไว้ใจเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

              "น้อยออแกไนเซอร์ที่จะประชุมกันแล้วว่า วันนี้เราจะจัดงานที่ลงทุนกันไป 10 ล้าน เรามาจ้างพิธีกรหน้าใหม่มาขึ้นเวทีกันเถอะ ...เท่าที่ทราบไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลยค่ะ ใครๆ ก็ต้องเลือกคนที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ สังเกตงานอีเวนท์ใหญ่ๆ ทุกวันนี้ได้ว่าพิธีกรก็มีวนกันอยู่ไม่กี่คน เพราะเอ็มซีกลุ่มนี้สามารถรักษามาตรฐานตัวเองได้ ทำงานเป็นมืออาชีพจนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า  ดังนั้นความมั่นคงของอาชีพนี้ที่หนิงพิสูจน์มาแล้วว่าอาชีพนี้เรื่องสเตตัสทางสังคม อย่างแต่งงาน มีลูก ไม่มีผลใด เราอยู่ได้เพราะความสามารถและวินัยเป็นหลัก เส้นทางสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่คือต้องหาโอกาสให้ตัวเองก่อนจะเป็นเอ็มซีงานเล็กๆ เช่น งานปาร์ตี้ของเพื่อนๆ งานแต่งงาน สมัครเป็นผู้ประกาศ เป็นพิธีกรในสถานีโทรทัศน์ต่างๆ หรือเริ่มจากการอยู่ในวงการบันเทิง แล้วหนิงเชื่อนะถ้าเรามีความสามารถ มีการฝึกฝน หาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ สักวันหนึ่งโอกาสที่ใหญ่ขึ้นในอาชีพนี้ต้องมีมาแน่นอน ยิ่งตอนนี้เป็นยุคทองของเอ็มซีนะคะเพราะมีช่องทีวีเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก ให้สมัครไปเลย สำคัญคือในเวทีอีเวนท์ไม่มีโอกาสที่สอง ในเวทีแรกเราต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าเราผิดนิดเดียวเท่ากับว่าออแกไนช์นั้นจะไม่จ้างเราอีก"

              การรักษาภาพลักษณ์ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก พิธีกรมากประสบการณ์แนะว่า การแต่งกาย คำพูดที่ใช้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีผล ถ้าภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ออกมาไม่ดี ไม่สุภาพ ลูกค้าก็ไม่เชื่อใจว่าเราจะทำงานในลุคสุภาพทางการบนเวทีได้ เช่นกัน

              “งานเกี่ยวกับส่งเสริมการขายสุรา บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หนิงปฏิเสธหมด เป็นกฎของหนิงตั้งแต่มีลูก เพราะเราอยากสร้างภาพลักษณ์การเป็นแม่ที่ดี เว้นแต่จัดเป็นงานที่ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ต่อสังคมก็สามารถรับได้ แต่ถ้าจัดเพื่อขายของเราต้องปฏิเสธ เพราะวันที่ลูกหนิงโตเป็นวัยรุ่น หนิงต้องสอนลูกว่าหนูอย่าสูบบุหรี่ อย่ากินเหล้านะคะ แต่กลับกันถ้าลูกได้เห็นเราเป็นพิธีกรส่งเสริมการขายเหล้าและบุหรี่มาตลอดเขาจะรู้สึกอย่างไร”

              ส่วนงานภูมิใจครั้งล่าสุดเราได้เห็นเอ็มซีสาวเก่งในงาน เวิลด์ เอ็กซ์โป 2015 ที่มิลาน สาวหนิงได้รับเลือกเป็นพิธีกรในวันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร เธอเล่าว่างานใหญ่ระดับนี้ต้องมีการซ้อม 1 วันเต็ม พลาดกันไม่ได้ ต้องนั่งระดมความคิดกับทุกฝ่ายว่าใช้คำพูดเหมาะสมไหม ยาวเกินไปหรือจะทำให้กระชับอย่างไร จนถึงเที่ยงคืน แล้วตื่นตี 4 ครึ่ง เพื่อมาสแตนด์บาย ซ้อมกันอีกรอบตอนเช้า แต่งหน้าทำผม พร้อมทำงาน ซึ่งงานจริงๆ มี 25 นาทีเท่านั้น เอ็มซีนึกถึงช่วงเวลานั้นแล้วยิ้มบอกว่าเป็นช่วงเวลาของอาการตื่นเต้นและภูมิใจ ที่่เบื้องหลังนั้นทุกคนทุ่มเทเวลาเพื่อความสำเร็จของประเทศเป็นอย่างมาก

              “ครั้งสุดท้ายที่หนิงขึ้นเวทีแล้วใจเต้นแรงมากจริงๆ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เป็นงานคอนเสิร์ตศิริราชเทิดไท้องค์ราชัน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรตลอดการแสดง เป็นงานกุศลที่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องเงินแล้วล่ะ หนิงอยากถวายงานให้อย่างสุดชีวิต ระหว่างนั่งอ่านสคริปต์ก็ตื่นเต้นมาก ในใจว่าเรามีบุญขนาดนี้เลยหรือ นาทีที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาถึง ใจหนิงเต้นแทบจะกองลงมากับพื้น แต่ก็รู้สึกปลื้มปีติต่อชีวิตหนิงและวงศ์ตระกูลไปด้วย จากนั้นพอจะเริ่มคอนเสิร์ตทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบ หนิงหายตื่นเต้นกลายเป็นความปีติที่พร้อมจะถวายงาน ทำหน้าที่พิธีกรอย่างดีที่สุดตลอด 19 เพลงเต็ม จำได้ว่ามองไปที่พระองค์ท่านอย่างเดียวเลย (ยิ้ม) มีความสุขในหัวใจมาก จบงานแม่ก็โทรมาบอกว่าจงภูมิใจในงานนี้ นี่คือที่สุดในชีวิตของหนิงแล้ว หนิงคิดเลยว่าหลังจากงานนั้นถ้าไม่มีงานอีกก็ไม่แคร์แล้วเพราะหนิงได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วจริงๆ” ประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้มค่ากับอาชีพพิธีกร 

              เมื่อพูดถึงเรื่องรายได้  เธอบอกว่ามีความยืดหยุ่นไม่คงที่เหมือนพนักงานออฟฟิศ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดสรรงานของแต่ละคน  แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ 16 ปี เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว อยู่ในจุดที่ทำเพราะความพึงพอใจ เป็นกิจกรรม เป็นความสุขที่จะได้ทำเพื่อรักษามาตรฐานของตัวเอง ให้คนได้เห็นได้ใช้เป็นแรงบันดาลใจและจะมีความสุขมากเมื่อได้ทำงานกับลูกค้าใหม่ ทำให้ลูกค้าเห็นงานของเขาที่สมบูรณ์แบบที่สุด สาวหนิงยิ้มยืนยันตรงนี้ว่าจะทำต่อไปจนไม่มีใครจ้าง รักษามาตรฐานตัวเองเอาไว้ ไปแบบให้รัก จากให้คิดถึง ดีกว่า

              "อาชีพเอ็มซี พิธีกร ต้องเป็นคนสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งงานที่รับไว้ก่อนแล้วเพื่อไปเอางานที่เงินเยอะกว่า นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องมี สมัยนี้งานอีเวนท์เยอะนะเด็กรุ่นใหม่ก็จะทำแบบเอาเงินไว้ก่อน ชั่วโมงบินไม่สูงแต่สลับงานไปมา สุดท้ายงานก็จะมาแค่นั้นแล้วหายไปเอง เวลามีน้องมาบอกว่าอยากเป็นอย่างพี่หนิง หนิงก็จะชวนเขามาดูการทำงานเลย เหมือนที่เราทำตอนเข้ามาวงการแรกๆ แต่เชื่อไหมไม่เห็นมีใครมาดูเลยสักคน อาจเพราะหนิงไม่ได้ชวนไปทำงานรับเงิน แต่หนิงอยากชวนให้เรียนรู้ก่อนว่างานจะเป็นแบบนี้ การเป็นพิธีกรที่ลูกค้าเชื่อใจไม่ง่ายนะต้องเจอสถานการณ์แบบไหนบ้าง หนิงอยากให้เอ็มซีคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่าความสำเร็จของอาชีพเอ็มซีไม่ใช่แค่รายได้มั่นคง ไม่ใช่เรื่องการมีรถ มีบ้าน มีชีวิตที่ดีอย่างเดียว โอกาสที่แท้จริงของอาชีพเอ็มซีคือการที่ได้พูดคุยสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ คนเก่งในสังคม เวลาสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ หนิงรู้สึกว่าชีวิตเขาเป็นแรงบันดาลใจที่ดีจังเลย เราเอาข้อคิดของเขามาบริหารตัวเองได้นะ เราได้เปิดโลกทัศน์แล้ว นี่แหละเป็นโปรไฟล์ที่ดีที่สุด” ศรัยฉัตร ให้ข้อคิดทิ้งท้าย ก่อนจะเริ่มหยิบสคริปต์มาตรวจความพร้อมในงานอีเวนท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกชั่วโมงข้างหน้า


สำคัญที่คำพูด

              “หนิงค่อนข้างมั่นใจว่าทุกวันนี้การเรียนพูดเป็นเรื่องจำเป็น มีคนอยากเรียนเยอะ ไม่ใช่เพื่อเป็นพิธีกรเท่านั้น อย่างแม่บ้านก็อยากจะมีวาทศิลป์เพื่อพูดให้ลูกเลิกเล่นเกมแล้วหันมาทำการบ้าน พูดเวลามีการโต้เถียงกับสามีจะต้องพูดอย่างไรให้มีแต่เหตุผลไม่ใช้อารมณ์ ทุกอย่างเริ่มต้นจากการพูดที่ดี ง่ายๆ ถ้าเราเดินไปซื้อข้าวแกงแม่ค้ากล่าวขอบคุณเรา ยิ้มแย้มให้เราก็รู้สึกชื่นใจใช่ไหมคะ อยากจะกลับมาซื้อร้านนี้อีก แต่ถ้าแม่ค้าพูดห้วนๆ หน้าบึ้งใส่เราก็ไม่อยากจะกินร้านนี้แล้ว หนิงเคยพาลูกไปหาหมอ เขากลัวหมอมากนะ ทำท่าจะงอแงแล้ว พอเข้าห้องตรวจสิ่งแรกที่คุณหมอทำคือหยิบลูกโป่งกับที่เป่าลมออกมา เอาพร็อบใส่เป็นตัวโบโซ่แล้วก็มัดลูกโป่งรูปดอกไม้ให้ลูกเรา คือเราทึ่งมาก หมอสามารถเปลี่ยนลุคเปลี่ยนบรรยากาศทำให้ลูกเรายิ้มได้ด้วย เห็นไหมว่าทุกอาชีพจะต้องมีคาแรกเตอร์ที่ทำให้คนรู้สึกอยากพูด อยากคุย อยากฟังเรา จึงเป็นที่มาของคอร์สที่กำลังจะเกิดขึ้น หนิงตั้งใจแบ่งเวลาเปิดคอร์สสอนให้คนที่สนใจทางนี้จริงๆ ปีละ 2 ครั้ง ทำร่วมกับเพื่อนสนิท “จอม” มนูญสินี ฟูตระกูล ที่ชำนาญเรื่องทฤษฎีการแต่งตัว บุคลิกภาพ ส่วนหนิงจะถนัดเรื่องพูด เราเปิดคอร์สอบรม “การพูดและการแต่งกายเพื่อความสำเร็จ”  รับแค่ 30 คน ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งลงประกาศไปแป๊บเดียวก็มีคนสมัครเต็มแล้ว และตั้งใจจะทำต่อไปเรื่อยๆ อยากแบ่งความรู้ของหนิงและเพื่อนต่อไปเพราะยังไงชีวิตนี้หนิงก็หนีไม่พ้นเรื่องการพูดแน่นอน”