ข่าว

ก้าวแรกผบ.ตร.‘จักรทิพย์’ขอกู้ภาพลักษณ์ตำรวจ

ก้าวแรกผบ.ตร.‘จักรทิพย์’ขอกู้ภาพลักษณ์ตำรวจ

21 ต.ค. 2558

ก้าวแรกผบ.ตร.‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’ ขอกู้ภาพลักษณ์ตำรวจคืนมา

              ภายหลังจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 11 ได้ประกาศนโยบายอย่างชัดเจนว่า จะปรับภาพลักษณ์ของตำรวจทุกนายให้กลับคืนมาให้ได้ และจะทำทุกวิถีทางให้ตำรวจอยู่ในหัวใจของประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นงานหินและบทพิสูจน์สำคัญไม่น้อยทีเดียว

              ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ให้สัมภาษณ์ใน รายการ “ชุมชนคนชอบช่วย” ทาง เนชั่นทีวี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ว่า ได้บอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไปอวยพรเนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นที่เชื่อถือและศรัทธาของพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่อยากได้ อยากเห็นก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า สิ่งที่อยากได้ก็คือ กำลังใจในการทำงาน

              โครงการปลดป้าย ขณะนี้เรื่องหนึ่งที่ทุกคนได้รับทราบกันดีว่า ผมได้สั่งการไปยังทุกโรงพักทุกแห่งให้จัดที่จอดรถเพิ่มให้แก่ผู้ที่มาติดต่อราชการ เนื่องจากเห็นว่า สถานที่จอดรถส่วนใหญ่เป็นที่จอดรถของนายตำรวจ ประชาชนบางคนขับรถมาถึงโรงพัก วนสองรอบ สามรอบแล้วก็ยังหาที่จอดรถไม่ได้ เพื่อจะลงไปเสียค่าปรับ หรือมาติดต่อราชการอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะจอดได้ แป๊บเดียว อาจจะลดที่จอดรถของทางโรงพักลงมาจาก 4 ช่อง เหลือ 2 ช่อง หรือไม่ก็ให้ไปจอดในที่จอดของผู้กำกับหรือรองผู้กำกับได้ยิ่งดี เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพดีๆ ความรู้สึกดีๆ กลับคืนมาสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

              โครงการนี้เพิ่งเริ่มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด เชื่อว่า จะให้พี่น้องประชาชนที่มาติดต่อราชการที่โรงพักทุกแห่ง จะได้รับความสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องวนรถหาที่จอด จริงๆ แล้วรถตำรวจจอดเบี่ยงๆ ตรงไหนก็ได้ ก็คงจะไม่โดนใบสั่ง แต่ถ้าเป็นของชาวบ้าน อาจจะโดนใบสั่งอีก ซ้ำสองเข้าไปอีก อะไรอย่างนี้

              ปลดป้ายผู้กำกับออก แล้วจะให้ติดป้ายอะไรแทน ตรงนี้ก็ติดป้ายว่า ที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อกับทางโรงพัก หรือติดป้ายว่า ที่จอดรถของประชาชน หรือติดป้ายคู่กับป้ายของผู้กำกับก็ได้ เพียงแต่ผู้กำกับต้องเข้าใจว่า ถ้าตัวเองไม่อยู่ พี่น้องประชาชนก็สามารถเข้ามาจอดได้ รองผู้กำกับ สารวัตรก็เหมือนกัน ให้เป็นแนวเดียวกัน ตรงนี้จะทำให้มีจอดรถเพิ่มขึ้นมาอีก จะลดปัญหาเพิ่มความสะดวกสบายได้ระดับหนึ่งในการติดต่อกับโรงพัก

              แม้แต่บนโรงพักเองที่ชอบเขียนว่า "นันสต็อปเซอร์วิส" ตรงนี้คืออะไร ก็คือ เบ็ดเสร็จในโรงพัก แต่ไม่ใช่ให้พี่น้องประชาชนไปเดินหา มีแต่ป้ายบอกไปชำระค่าปรับชั้นบน จริงๆ แล้วบนโรงพัก คนที่กำลังจะออกเวรสักคน มาทำหน้าที่เป็นหัวจ่าย เดินถามเลย ติดต่ออะไรครับ ? เรียบร้อยหรือยังครับ ? อะไรอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็น และเชื่อว่า ประชาชนก็มีความต้องการเช่นกัน

              งานตำรวจเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เพียงแต่เขาอาจจะเผอเรอไป อะไรไป ก็กลับมาทำเรื่องนี้ใหม่

              นโยบายปลดป้ายลง เพื่อให้ประชาชนนำรถเข้าไปจอด เพื่อติดต่อราชการที่โรงพัก ก็เริ่มดำเนินการแล้ว และในวันพุธที่ 21 ตุลาคมนี้ ก็จะมีการประชุมตำรวจนครบาลที่สโมสรตำรวจ โดยผมเรียกประชุมเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยซึ่งเป็นมดงานของแต่ละกองบัญชาการ เขาจะได้รู้ว่า สิ่งที่ผู้บังคับบัญชา ผู้นำองค์กรต้องการให้ทำเป็นอย่างไร ปรับทิศทางให้ไปในแนวทางเดียวกัน

              อย่างไรก็ตาม อาจจะมีบางโรงพักมีที่จอดรถได้มาก บางโรงพักอาจจะน้อย เนื่องจากสภาพพื้นที่ของแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป ต้องไปปรับกัน แต่ขอให้มีที่จอดรถสำหรับพี่น้องประชาชนมาติดต่อ สะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องวนหาที่จอดซึ่งจะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

              สำหรับเรื่องของการเข้าแจ้งความ จริงๆ เรื่องนี้ โรงพักแต่ละแห่งมีระบบอยู่แล้ว พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน บางเรื่องไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างเช่นบัตรหาย แต่ละโรงพักจะรีบให้บริการ

              จะว่าไป โรงพักก็เป็นจุดแตกหักของช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน ถ้าเราช่วยกันทำให้ดี ผมเชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไร องค์กรตำรวจยังอยู่ได้ ยังมีที่ยืนอยู่ในสังคม

              ผมไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนกลัวตำรวจ มีคนไม่กี่ประเภทที่กลัวตำรวจก็คือ โจร มิจฉาชีพ คนร้าย ซึ่งตำรวจไม่เป็นมิตรกับบุคคลเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะพวกนี้จะคอยจ้องทำร้ายพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์ ตำรวจขอเป็นมิตรกับประชาชนเท่านั้น

              ภาพลักษณ์ของตำรวจ ขณะนี้ถูกมองไปในทางที่ไม่ดี วันนี้ ในฐานะที่ผมเป็น ผบ.ตร. สิ่งที่ทำอันดับแรกก็คือ ทำให้ตำรวจรักประชาชนก่อน ให้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อประชาชนก่อน ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น เกิดความศรัทธาในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่ไปข่มขู่ อวดใหญ่อวดโต อาจจะมีบ้างที่เป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จะต้องมีการปรับทัศนคติ ผมต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจให้แก่ประชาชน

              การจ่ายค่าปรับ ก็อยากจะเห็น อยากจะให้ประชาชนจ่ายค่าปรับได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งตรงนี้จะไปดูว่า จะทำอย่างไร

              ผมไม่ห่วงเรื่องการปราบปราม สืบสวนจับกุม ตรงส่วนนี้ไปตามระบบดีอยู่แล้ว แต่ส่วนไหนที่ไม่ดี ก็จะต้องมีการกระตุ้น ปรับปรุงให้ดี

              กรณีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างเช่น การเลื่อนยศ ตรงนี้ ก็ได้ให้ไปศึกษากันดูว่า มีวิธีการอย่างไร ทำได้หรือไม่ มีหลายช่องทางที่ทำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผมยังเป็น ผบ.ตร. ขอยืนยันว่า ยังมีความหวัง

              กรณีคดีระเบิดที่ราชประสงค์ ผมในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบ หัวหน้าชุดขณะนั้นผมมั่นว่า สามารถปิดคดีได้ ถึงแม้ว่าขณะนั้นหลายคนมองว่า ไม่มีทางจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งก็ได้เห็นผลงานกันแล้ว สิ่งที่ผมทำไม่ใช่เพียงแค่องค์กร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ทำเพื่อประเทศชาติ

              ที่ผ่านมาเวลามีคดีใหญ่ๆ ตำรวจมักจะตกเป็นจำเลย ถูกมองในภาพลบ ตรงนี้จะต้องมีการปฏิรูปองค์กร อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า องค์กรตำรวจส่วนใหญ่ทำดีแล้ว ส่วนที่ไม่ดีเป็นส่วนน้อย

              การปฏิรูปตำรวจ ตรงนี้ จะเป็นการปรับกำลังพลที่ออกนอกลู่นอกทาง ให้กลับเข้ามาอยู่ในทางที่ถูกที่ควร ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ตำรวจเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดกับประชาชน

              ผู้นำต้องเป็นแกนแห่งความสามัคคี ผู้บังคับบัญชา ต้องชี้ทิศนำทางให้ถูก นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำ

              อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องของรัฐบาล จริงๆ แล้วคนที่อยากปฏิรูปตำรวจนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรตำรวจ เอาความรู้สึกส่วนตัวมาเป็นตัวชี้นำบั่นทอนองค์กรตำรวจ

              คดีที่เกิดขึ้น หากมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ จะถูกโยกย้าย ตรงนี้ในยุคของผม ไม่มีการปกป้องอย่างแน่นอน เพราะตำรวจที่กระทำผิด ก็จะมีการดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนอยู่แล้ว คนดีต้องสงวนไว้ คนไม่ดีก็ดำเนินการไปตามความผิด ผมไม่ใช่ไม่รักลูกน้อง แต่ต้องพิจารณาว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่า ตรงนี้ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย

              ผมเชื่อว่า ตำรวจรักประชาชน ประชาชนก็จะรักตำรวจ เช่นเดียวกัน ดังนั้น ตำรวจต้องทำตัวให้ประชาชนรักและไว้ใจ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ไม่ใช่ประชาชนเห็นตำรวจแล้วหวาดระแวง

              ผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นปุ๋ย ให้เกิดความเจริญ เกิดความงอกงาม ไม่ใช่ทำตัวเป็นยาฆ่าหญ้า ยากำจัดแมลง

              อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน ต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะทุกวันนี้ เทคโนโลยีล้ำหน้าไปมาก ทุกคนมีกล้อง โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ โดนแอบถ่ายเมื่อไหร่ไม่รู้ หากหลุดมามีแต่เสียกับเสีย

              กรณีการตั้งด่าน ที่มีการสั่งยกเลิกด่านลอย หรือด่านจ๊ะเอ๋ โดยส่วนตัวแล้ว เห็นด้วย จริงๆ แล้วกรณีการตั้งด่าน หากเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่า เขาขับขี่รถในลักษณะผิดกฎจราจรที่ไม่รุนแรง ก็ใช้วิธีตักเตือนเขาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกใบสั่งเสมอไป อย่างนี้จะทำให้ประชาชนรัก ตำรวจจะอยู่ในใจของประชาชน

              สุดท้ายนี้ ในฐานะที่ผมก้าวขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ก็ขอฝากตำรวจทุกคนไว้กับพี่น้องประชาชน หากตำรวจคนไหนไม่ดี ประพฤติมิชอบ ขอให้แจ้งมา ผมจะเป็นผู้คัดสินค้าที่ไม่ดีออกไปเอง