
ประยุทธ์ถามสถาบันทำอะไรให้เจ็บแค้น
ประยุทธ์ถามสถาบันทำอะไรให้เจ็บแค้น ยันไม่งอน-โกรธใครที่ไม่มีการสัมภาษณ์ รับคุยอดีตนายกฯหลายคนเป็นห่วงบ้านเมือง
เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 20 ต.ค.2558 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่ ได้เว้นการให้สัมภาษณ์ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงกรณีที่กองทัพประสานงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงไปกระทำการมิบังควรเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยล่าสุดศาลได้ออกออกหมายจับแล้วว่า ละเมิดหรือเปล่าล่ะ ถ้าละเมิดก็ออกหมายจับเท่านั้นเอง มีหลักฐานหรือเปล่า ที่ผ่านมาการปิดเว็บไซต์ก็ใช้หมายศาลทั้งหมดแล้วเชื่อฟังกันไหมเล่า รับพระราชทานอภัยโทษก็หลายรายแล้วก็ยังกลับมาเล่นงานสถาบันอยู่อีก
"คนเหล่านี้มันเป็นอะไรไม่รู้ สถาบันไปทำอะไรให้เจ็บแค้น ผมไม่เข้าใจชอบทำลายสิ่งที่เรามีอยู่ทำลายประวัติ ทำลายสิ่งที่ดีงามของประเทศเพื่อจะไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างนี้หรือ ไม่มีประเทศไหนทำ ประชาธิปไตยก็คือประชาธิปไตยอะไรที่เป็นประเทศเป็นประวัติศาสตร์เป็นวัฒนธรรมประเพณีเขาไม่ทำลายกันทั้งนั้น มีแต่ประเทศไทยทำลายทุกอย่างเพื่อจะไปสู่ประชาธิปไตยที่มันไร้ขีดจำกัด" นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า
อยากจะทำอะไรก็ทำกันไปแต่พอถึงเวลาเรียกร้องทำไมไม่ปลอดภัยมันจะปลอดภัยได้อย่างไรกฎหมายยังไม่เคารพเลย วันหน้าต่างชาติเข้ามาทำงานเปิดเป็นประชาคมอาเซียน(เออีซี)จะคุมอะไรเขาได้ วันนั้นก็อย่ามาเรียกร้องจากตนก็แล้วกันว่าทำไมเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ทำไมไม่ปลอดภัยมีการโกงทางอินเตอร์เน็ตค้าขายข้างใน ตนไม่รู้ก็ไปแก้เอาเองเพราะท่านเรียกร้องแบบนั้นก็แบบนั้น
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า คสช.เป็นคนแจ้งความเรื่องกลุ่มแอบอ้างสถาบันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “มันก็ต้องมีคนแจ้งมา ทำไมต้องอะไรกันหนักกันหนา อย่าไปยุ่งกันนักเลย เรื่อง 112 ไม่อยากให้เป็นข่าวมากนักหรอก เขาก็มาสู้คดี มันผิดหรือเปล่า มันแอบอ้างกันหรือเปล่าไปดูตรงโน้น มันก็ต้องมีคนแจ้งความ เดี๋ยวไปถามตำรวจ เขามาแจ้งผมที่ไหนเล่า”
ยันไม่งอน-โกรธใครที่ไม่มีการสัมภาษณ์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการที่ไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ก็ไม่ได้ไปไหน อยู่ทำงานไม่ได้โกรธแค้นเคืองใครทั้งสิ้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นการทบทวนการทำงาน เพราะจะต้องมีการประชุมร่วมกับคณะทำงานหรือที่เรียกว่าแม่น้ำ5 สายในสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นจึงต้องเตรียมการไว้พอสมควรว่าจะต้องพูดอะไรบ้าง โดยให้ฝ่ายเสธ. และฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปหาข้อมูลว่าเรื่องต่างๆ เป็นมาอย่างไรและไปถึงไปไหนแล้ว เพราะตนต้องพูดให้เกิดความต่อเนื่องตั้งแต่ระยะที่ 1 คือในส่วนของคสช. และระยะต่อมาที่คสช.ที่มีรัฐบาล และช่วงที่ 2 ต่อจากนี้ คือตั้งแต่เดือน ต.ค.58- ก.ค.60 ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไป ก็ต้องร่างแผนทั้งหมดออกมา ตอนนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียงจะได้ไม่หลุดกรอบ เพราะจะทำให้เสียเวลา ประเด็นสำคัญของตนคือการสร้างความเข้าใจ แม่น้ำทั้ง 5 สายว่าเราจะทำอย่างไรต่อไปและวางอนาคตสำหรับประเทศชาติในวันข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีความคิดเห็นต่าง ซึ่งตนไม่ได้จำกัด ทุกคนต่างมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นแต่ก็ต้องเป็นมติว่าที่ประชุมสรุปออกมาอย่างไร หรือกฎหมายว่าอย่างไร รวมทั้งประชาชนทุกคนในชาติจะว่าอย่างไร”
“ผมยืนยันอยู่อย่างหนึ่งว่า ผมไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องการให้มีกลไกอะไรที่เหนือการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่มีกลไกที่จะเสนอแผนการปฏิรูปให้ทำก็สุดแล้วแต่ว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือจะทำแค่ไหนอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องของสภาที่จะพิจารณากันมาส่วนนี้คือประเด็นของการปฏิรูปที่จะต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่จะต้องออกทุก 5 ปี ที่จะต้องไม่ไปควบคุมเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งมันทำไม่ได้ ใครไปคิดทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสื่ออย่าไปเขียนให้ยึดโยงเช่นนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อจากนี้ไปแต่ละสัปดาห์จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนน้อยลงใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตนอยากพูดอะไรก็จะพูด มีเรื่องงตนก็พูด ไม่มีเรื่องตนก็ไม่อยากพูด
"ถ้าผมไม่พูดวันนี้มันจะเป็นอย่างนี้ไหมเล่า ประชาชนจะเข้าใจกันบ้างหรือไม่ มันก็จะอึมครึมไปเรื่อย แสวงหาอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์กันไปเงียบๆ ไม่พูดอะไรเลย มันเป็นคนละยุค คนละสมัย สมัยก่อนไม่ต้องพูดมาก เพราะไม่มีความขัดแย้ง ทำไมไม่แยกแยะกันให้ออก ดูว่าความขัดแย้งมีขึ้นหรือเปล่า และเกิดขึ้นเพราะอะไร ประท้วงเพราะอะไร ทำไมผมถึงต้องออกมาแบบนี้ ต้องไปหาโจทย์ตรงนี้ให้ได้ก่อน ถ้าคิดกันไม่ออกแบบผมคิดท่านก็จะเป็นแบบนี้เอาตอนปลายมาพูดกันตลอด ซึ่งมันไม่ใช่ สิ่งที่ผมคิดมันซับซ้อนมากกว่าจะมาถึงวันนี้ ผมคิดในเวลาไม่กี่วัน แต่บ้านเมืองมันไปไม่ได้แล้ว ก่อนหน้านั้นก็ปล่อยอยากจะคิดอยากจะทำอะไรกัน ผมก็เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง แต่ก็เห็นอยู่ว่าทำกันได้หรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการปรองดองตนได้ชี้แจงไปแล้วว่าจะต้องมีกลไกที่ดำเนินการเรื่องการสร้างความปรองดอง เพราะถามว่าหากให้รัฐบาลทำจะมีปัญหาเกิดขึ้นหรือเปล่าตนไม่รู้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกไปคิดและเสนอขึ้นมา ส่วนจะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่ เพียงแต่จะต้องมีคนคอยสะกิดบ้าง ทั้งนี้มันมีประเด็น 3 เรื่องของความขัดแย้งก็ต้องทำให้สำเร็จและเร็ว วันข้างหน้าเราจะทำกันอย่างไรหากปัญหายังเกิดขึ้นอีก จนไม่สามารถปลดล็อคได้ ปัญหาเหล่านี้จะต้องแก้ให้ได้
“ผมบอกแล้วว่าที่ผมเข้ามาตรงนี้เพราะมันปลดล็อคอะไรไม่ได้เลย นอกจากสิ่งที่ผมทำเท่านั้นเอง เลือกตั้งก็ไม่ได้ ลดความขัดแย้งให้เลิกเดินขบวนเลิกประท้วงก็ไม่ได้ เดินไปไหนไม่ได้สักอัน อำนาจตามกฎหมายก็ลดลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ผมอยากจะเข้ามา อยากจะมาสร้างอำนาจใหม่อย่างที่สื่อบางคนเอาไปเขียน ผมไม่อยากให้ไปเขียนแบบนี้ ประเทศชาติเสียหาย ไม่ตรงกับเจตนารมย์ของผมสักอย่าง ที่ผมเข้ามาวันนี้ก็เพราะต้องการเข้ามาทำในฐานะที่ผมเป็นทหารเก่า และเป็นผู้ต้องรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ เมื่อมันมีความจำเป็นมันไปไหนไม่ได้ ถ้ามันไปได้ผมจะเข้ามายุ่งทำไม ก็รู้ดีว่าปัญหามันเยอะแยะไปหมดทุกวันนี้ ขอร้องว่าหลายๆ เรื่องอย่าเอามายึดโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริต กระบวนการยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ อย่าเอาเรื่องทุกเรื่องมาปนกัน เจ้าหน้าที่ที่ทำผิดกฎหมายทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการวันนี้ล้วนแต่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามาทั้งสิ้น วันนี้เพียงแต่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายจะตัดสินว่าอย่างไรผมก็พร้อมทำตามนั้น ไม่เกี่ยวว่าพอเล่นงานตรงนี้ไม่ได้ แล้วก็ไปเลือกใช้วิธีการอื่น ไม่เป็นความจริง กฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจน อะไรต้องทำก่อนหรือหลัง ถ้าเขาบอกไม่ต้องทำก็ไม่ต้องทำ ไม่จำเป็นต้องไปยึดโยงอะไรกัน ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเสียการรับรู้ของต่างประเทศเพราะสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งหมด วานนี้ ผมก็ได้คุยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ในทางการเมืองก็บอกว่าขณะนี้มีคนไปบิดเบือนว่าสิ่งที่ผมทำเป็นความต้องการสืบทอดอำนาจ เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ยืนยันว่าผมไม่เคยคิดว่าผมมีอำนาจอะไรเลย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องการต่างประเทศ ได้เร่งโดยมีมาตรการเพิ่มเติมโดยให้ทุกกระทรวงให้ข้อมูลกับกระทรวงการต่างประเทศ หรือสำนักงานเอกอัครราชทูตและมีข้อมูลในทุกๆ ด้านให้กับเอกอัครราชทูตที่ต่างประเทศด้วย ไม่เช่นนั้นเขาจะรับรู้รับทราบจากสื่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางสื่อเขียนในแง่มุมที่ไม่ครบ ดังนั้นเราต้องให้ข้อมูลทั้งหมดทั้ง 5 สายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา กระบวนการยุติธรรมและการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการเดือนหน้าในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการปฏิรูปซึ่งเรื่องการเมืองตนขอพูดเพียงแค่นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดคุยและให้คำแนะนำ รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงประเทศชาติโดยเฉพาะการบิดเบือนข้อมูลนั้น หมายถึงใคร รวมถึงนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ทั้งนั้นนั่นแหละ อดีตนายกฯ ทุกคน ท่านก็เป็นห่วง ก็คุยได้แล้วผมผิดอย่างนั้นหรือ ผมฟังทุกคนหรือไม่อย่างนี้ แล้วมันดีหรือไม่ล่ะ ทำไมเรื่องดีของผมมันมีน้อยเหลือเกิน”
แจงร่วม‘ทีพีพี’ต้องศึกษาผลดีผลเสียรอบด้าน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงถึงข้อดีข้อเสียการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น เพราะวันหน้าอาจต้องเข้าร่วม ยังมีเวลาจนถึงปี 2560 โดยระยะแรกก็มีการสมัครเข้าไป ซึ่งในบรรดาประเทศที่เข้าร่วม ต่างมีหลายประเด็นที่ไม่รับทั้งหมด เรื่องนี้เราไม่ควรรีบร้อน เพราะต้องรอดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น การค้า อุตสาหกรรม โดยต้องพิจารณาผลเสียด้วย ซึ่งข้อดีและข้อเสียค่อนข้างซับซ้อน อาทิ ข้อตกลงต่างๆ อย่างก็ตาม ประเทศต้องได้ผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะถือว่าดีในอนาคต
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลมีหลายมาตรการด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดูเศรษฐกิจของโลก ภูมิภาค และประเทศไทย วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ไทยต้องดูบทบาทของตัวเองว่าจะทำอย่างไร หากไม่ร่วมมือกับใครเลยคงไม่ได้ ขณะเดียวกันหากเข้ากับบางประเทศ ก็อาจจะเสียบางกลุ่มไปหรือไม่ ยังไม่ทราบ ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษารอบด้าน อย่าคิดแต่แง่ดีโดยไม่มองผลเสีย เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะได้มาทั้งหมด แต่เราต้องได้มากกว่าเสีย อย่างไรก็ตามการเจรจากับประเทศวันนี้ได้มีการปรับใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อไปจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องงบประมาณ โดยงบประจำและงบกลางต้องมีความชัดเจนขึ้น และได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูว่าจะใช้จ้างงบประมาณปี 2559 ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ซึ่งงบประมาณต้องไม่มีความซ้ำซ้อนและต้องได้ประโยชน์ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่เหลืองบกลางในการลงทุน
“รัฐบาลนี้ทำมากกว่ารัฐบาลก่อนด้วยซ้ำ ผมไม่ได้กล่าวอ้างว่ารัฐบาลไหน แต่ทำมากกว่ารัฐบาลปกติอีก ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ดังนั้นสื่อต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับสังคม คนไทย ถ้าอยากมีประเทศชาติที่ปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหรือเปล่า หรือจะเอาแบบนี้ที่ประเทศไทยมีรายได้ 2 ล้านล้านบาท อยู่อย่างนี้แล้วใช้จ่ายปีละ 2.7 ล้านล้าน ตั้งงบขาดดุลไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันหนี้สินก็พอกพูน การลงทุนที่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่เกิดแล้ว จะเอารายได้ที่ไหนมาพัฒนาประเทศ มาดูแลคนที่ลำบาก วันนี้ทุกคนเรียกร้อง จะเอาเงินที่ไหนเงินมีเท่านี้หนี้เก่าก็มี หนี้ใหม่ก็ต้องทำเพราะต้องลงทุนเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีอย่างเดียวคือการช่วยเหลือ ซึ่งแก้ไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องแก้ไป แต่จะทำอย่างไร สร้างความเข้มแข็งไปด้วย ไม่ใช่ให้อย่างเดียว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้สั่งการให้ติดตามเรื่องการจัดหาเครื่องมือการเกษตรจากองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และทหาร เพื่อนำไปขับเคลื่อนทางการเกษตร ที่เป็นแปลงขนาดใหญ่ เอาเครื่องจักรของเราเพื่อถ่วงดุลกันกับการเช่าเครื่องจัก จากข้างนอกเพื่อให้ราคาใกล้เคียงกัน และไปดูเรื่องค่าเช่าที่ดิน ราคาค่าเช่าแพงเกินไปหรือไม่ มีความเป็นธรรมกับชาวไร่ชาวนาหรือไม่ พร้อมหาตลาด ขับเคลื่อนกองทุนท้องถิ่น เอสเอ็มอี โซเซียลบิสสิเนส ทั้งหมดคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจชุมชน วางพื้นฐานอนาคตรายได้ประเทศ เราจะเดินหน้าไปอย่างศักยภาพ ต้องแลกเปลี่ยนค้าขายกันกับต่างประเทศ ไม่ใช่แข่งขันราคากัน “ส่วนข้าว ไม่ใช่ปลูกข้าวไม่ได้ ก็ปลูกกัน แล้วราคาก็ตก ข้าวต้องปลูกเท่ากับความต้องการที่เราขายได้ ราคาไม่สูงขึ้น ทุกประเทศต้องทำแบบนี้ ความร่วมมือของอาเซียนด้วย”
ยันเขตศก.พิเศษไม่ทับผืนป่า
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงปัญหาการใช้พื้นที่ดำเนินตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษไปทับซ้อนกับพื้นที่ของนโยบายทวงคืนผืนป่า ว่า การทวงคืนผืนป่าจริงๆต้องทวงคืนให้หมดอยู่แล้ว แต่ในเมื่อป่ามันถูกบุกรุกไปใช่ไหม สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าการบุกรุกผืนป่ามันผิดกฎหมาย แล้วเมื่อป่านำกลับมาแล้วต้องมาพิจารณาใช้ประโยชน์ถ้าเป็นป่าเสื่อมโทรมใช่ไหมเล่า แล้วมันไปทาบทับกันตรงไหนไม่เข้าใจ คนที่อยู่ในพื้นที่ตนก็ให้อยู่ชะลอไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ให้คณะกรรมการจัดที่ดินให้อยู่ด้วยซ้ำ มันต้องเป็นอย่างนั้นแก้ปัญหาแบบนั้น ไม่ใช่แก้โดยปล่อยอยากอยู่ก็อยู่ไป เขตเศรษฐกิจจะไปทำที่ไหนประเทศเพื่อบ้านหรืออย่างไรหรือไปทำในทะเล ไม่รู้สิที่ดินก็มีเท่านี้ อย่าไปสร้างความรู้ผิดๆถ้าบอกว่าเพื่อคนจนเพื่อประชาธิปไตยอย่างไรมันก็เข้าหลักสิทธิมนุษยชน 3 อย่างไม่ต้องทำอะไรหรอก ทำอะไรไม่ได้สักอย่างไม่ต้องไปคิดอะไรให้เมื่อย
ย้ำไม่เคยสั่งเดินหน้าซิงเกิล เกตเวย์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการศึกษาข้อดีข้อเสียซิงเกิล เกตเวย์ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยืนยันรัฐบาลได้ยกเลิกการศึกษาไปแล้วว่า ไม่ได้บอกว่าจะทำหรือไม่ทำ ที่ผ่านมาตนบอกให้ศึกษาว่า จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การให้ร้าย เฮตสปีช ซึ่งจะทำอย่างไรตนไม่รู้ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ แต่ที่สำคัญคือจิตสำนึกของพวกเรานั้นเป็นอย่างไร สื่อ โชเชียลมีเดียว่าอย่างไร แต่ไม่ใช่ทุกอย่างต้องมีเสรีภาพ ถ้าจะเรียกร้องความปลอดภัยบวกกับเสรีภาพคงไม่ได้ ทุกคนตามใจตัวเองหมด และชอบหาว่ากฎหมายไม่ดี แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยว่า มีส่วนร่วมกับประเทศนี้เท่าไหร่อย่างไร
“ดังนั้นถ้าบอกว่าต้องไม่มีซิงเกิล เกตเวย์ ท่านข้ามคำพูดของตัวท่านเองได้ไหม กับการไม่เขียนให้ร้ายประเทศชาติและรัฐบาล ห้ามได้หรือเปล่า ถ้าห้ามไม่ได้ อย่ามาบอกผมว่า ต้องใช้วิธีไหน เพราะท่านห้ามกันเองยังไม่ได้เลย วันนี้เปิดโชเชียลมีเดีย ก็ไม่มีหรอก แล้วเมื่อไหร่มันจะปรองดองได้ แบ่งคนออก 2 ข้าง 3 ข้างตลอด ผมพยายามลดระดับลง ท่านก็พยายามตั้งแง่ ตั้งประเด็นให้ทะเลอะกัน ถามว่าได้ประโยชน์อะไรกับประเทศ ไม่เห็นได้อะไรเลย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
แจงใช้ม.44สั่งย้ายเลขาฯสภาผู้แทนราษฏรเหตุใช้ก.ม.ปกติไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในกรณีแต่งตั้งโยกย้ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ว่า ตนเป็นผู้ทบทวนเอง ซึ่งเป็นเรื่องของกลไกโดยเป็นหน้าที่ของประธานสภา ที่รับผิดชอบและดูแล เรื่องการขับเคลื่อน การสร้างรัฐสภาให้รวดเร็ว ถ้าคนนี้เขาทำไม่รวดเร็วก็หาคนอื่นมาทำใหม่ เพราะเวลาจำกัดลงเรื่อยๆ ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนก่อสร้างด้วย มีปัญหาเรื่องการทิ้งดินบ้าง งบประมาณการย้ายจึงต้องเร่งทั้งหมด ทั้งนี้การเหตุผลของการโยกย้ายมี 2 อย่างคือ 1 การทุจริตและ 2.เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งตอนนี้ย้ายเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพก่อน ถ้ามีเรื่องการทุจริตเข้ามาก็ไปสอบกันต่อ เพราะมีกลไกในการสอบ ไม่ใช่ตนสอบ ที่มีปัญหาสำคัญที่สุดคือเมื่อตั้งมาแล้วตนได้สั่งให้ทบทวน ว่าติดขัดอะไรกันหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหน้าจะแต่งชุดดำเพราะเรื่องนี้ทำอะไรกับตนไม่ได้อยู่แล้ว
“แล้วไง ผมใช้อำนาจผิดตรงไหน นี่ไง ผมไม่ได้ใช้อำนาจแบบไม่ฟังใครซะเมื่อไหร่ และผมได้รับฟังและให้ไปทบทวนว่าทำไมจึงมีปัญหา ผมไม่ได้ดันทุรังไปทุกเรื่องซะเมื่อไหร่ อีกทั้งได้ให้ไปเช็คไปเช็คมาปรากฎว่าเขายังอยู่ในระบบของการแต่งตั้งเดิมอยู่ ยังไม่เสร็จ ซึ่งตำแหน่งเดิมเขาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และมาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแทน ซึ่งตำแหน่งนี้ยังไม่ออกมาดังนั้นจึงจะไปปรับให้เขามาเป็นเลขาธิการฯเลยไม่ได้ ผมก็ยอมรับว่าผิดด้วยเพราะผมเซ็นไป แต่ผมได้สั่งตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมามีคณะทำงานทำกันเยอะไปหมด กว่าเรื่องจะมาถึงผมมีเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ไม่ดีก็ไปว่ามา เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนงานรัฐสภา ซึ่งประธานสนช.ดูแลเรื่องนี้อยู่ และมันผูกพันกับเรื่องบริษัทก่อสร้างด้วย การย้ายส่วนราชการ ย้ายโรงเรียน ซึ่งการย้ายต่างๆติดขัดไหม ถามว่าจะต้องติดขัดแบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมาทีหนึ่งแล้ว และถ้าไม่ดีก็เปลี่ยนอีก ตนถึงบอกว่าเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ถ้าไม่ดี เข้าใจหรือไม่ ไม่อย่างนั้นคนจะทำอะไรกันไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่าซื้อเวลาไปเรื่อยๆ แบบนี้ประเทศเสียหายหรือไม่ ผมไม่ได้ไปตำหนิเขา ให้ไปว่ากันมา เรื่องแบบนี้มาจากข้างล่างขึ้นมา ผมจำเป็นต้องใช้อำนาจผมด้วยเหตุผลและความจำเป็น ไม่ได้อยากจะตั้งหรือยกเลิกด้วยมาตรา 44 ด้วยซ้ำไป แต่อะไรต่างๆที่เป็นการขับเคลื่อนให้เร็วขึ้นผมก็จำเป็นจึงไดมีมาตรา 44 ไม่ใช่ต้องการไปรังแกข้าราชเอาคนพวกนี้ออก ถ้าคนที่อยู่ในระบบราชการแล้วทำงานไม่ได้ก็ต้องเอาออกไป ว่าจะอยู่ข้างไหนก็ทั้งนั้นแหล่ะ วันนี้ก็เหมือนกันถ้าไม่ดีก็ย้ายไป ข้ามไปข้ามมาได้ไม่เห็นเป็นอะไร” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุคสช.ใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อกับการแต่งตั้งโยกย้าย นายกฯ กล่าวว่า พอแล้วเรื่องนี้ขี้เกียจฟังแล้ว พอเถอะเครียด ไม่ตอบโต้ เรื่องเล็กไม่สนใจ แล้วเรื่องใหญ่มันก็ไม่สนใจด้วย เรื่องเล็กๆเป็นปัญหาของเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น และสิ่งเหล่านี้เกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ การสร้างสภา เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แล้วทำไมไม่ทำให้เสร็จ ทุกคดีทำไมไม่เสร็จสมัยที่เขาเป็นรัฐบาลกัน พอตนเอามาทำก็เดือดร้อนอีก หาว่าตนอย่างโน้นอย่างนี้ คดีเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาทั้งสิ้น เอาเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ไปสู้คดีกันไป
“เป็นรัฐบาลมาคนละกี่ปีแล้วทำไมไม่ทำ ความเข้มแข้งของประเทศอยู่ตรงไหน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอยู่ที่ไหน การบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่ได้ปรับปรุงดูแลประสิทธิภาพกันหรือไม่ เรียกร้องกันทุกอันจากเจ้าหน้าที่ เคยดูแลเขาอย่างไรบ้าง ด่าโกงโกงทุกวัน ทำไมเงินเดือนเท่านี้ด่าได้ทุกวันทุกอย่าง จะเป็นหมูเป็นหมาก็ด่าหรือไม่ ปั๊ดโธ่ พอเขาจะดูแลกันก็ไม่ได้ เนี๊ยเอาเปรียบประชาชน ไม่มีเงินเดือน ทุกอย่างมจะบอกให้ว่าต้องมีน้ำใจให้กันและกันบ้าง ถ้าท่านจะเรียกร้องอะไรจากเขาให้เกียรติเขาบ้าง ไม่ใช่ด่าเขาหมด ทุกคนต้องเลวหมดได้ที่ไหน”นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบเรื่องการทุจริตงบประมาณในการก่อสร้างรัฐสภา หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขากำลังตรวจสอบอยู่ และต้องตั้งคณะกรรมการมา เรื่องการทุจริตผิดกฎหมายนี้ก็เหมือนกัน มีกลไกไม่รู้กี่กลไก กฎหมายไม่รู้กี่ฉบับ องค์กรต่างๆก็มี ถ้าท่านคิดว่าจะให้เร็วก็ไปฟ้องร้องทุกข์กล่าวโทษมาว่าเขาโกง แต่ถ้าไม่รู้ยังไม่มีหลักฐาน ตนก็ไม่พูดว่าเขาโกง เรื่องแบบนี้ต้องพูดด้วยหลักฐานใช่พูดส่งเดชไปเรื่อง ตนไม่พูด เพราะพูดแล้วก็หาว่ารังแกอีก ให้ไปดูตามกฎหมายว่าผิดกฎหมายกันหรือไม่
“การจะทำผิดกฎหมายต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ จำไว้ไม่เขียนโซเซียลแล้วจับติดคุก แบบนั้นทำไม่ได้ ให้รู้ว่าหลักการกฎหายว่ากันอย่างไร ถ้าพูดกันอยู่อย่างนี้ไม่มีจบ คิดว่า โกง ทุจริต ก็ไม่จบ คิดว่าโกงตรงนี้ คิดว่าทุจริตก็ไม่ต้องทำอะไรกันทั้งสิ้น แต่ถ้าคิดว่าโกงก็บอกมาเลย ฟ้องมาเลยเอาหลักฐานมา อย่ามากล่าวหาว่าเขาบอกเล่ามา เขาบอกว่าวันนี้ยังมีการซื้อตำแหน่ง มีการอ้างหาผลประโยชน์ก็ไปหาหลักฐานมา ถ้าพดกันไม่มีหลักฐานประเทศชาติเสียหายไหม อะไรที่เป็นกลไกก็เป็นกลไก มีกฎหมายหลายช่องทางจะมาพูดว่ากันเฉยๆไม่ได้ มันเสียหายกับคนของเขาที่ไม่มีโอกาสต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม และเป็นการสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยขี้โกงกันทั้งประเทศเลยหรือไง ท่านไม่รักษาหน้าประเทศไทยกันบ้างหรือไง ทำอะไรก็ทำกันภายในของเรา ไม่ใช่ไปประจานกันอยู่โน้น ว่าไอ้นี่ผิด ถูก เป็นธรรมไม่เป็นธรรม ตนไม่ใช่เป็นคนกำหนดจะไปตัดสินว่าเขาถูก หรือผิด ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมต้องใช้อำนาจ ถ้าคิดว่ามาตรา 44 ใช้ที่สำคัญแล้วอะไรที่สำคัญลองยกตัวอย่างสำคัญมา หรือจะให้ตนใช้ม.44 ไปยึดทรัพย์อย่างนี้หรอ ปั๊ดโธ่ แล้วมันยอมรับกันไหมเหล่า นี่ก็ทำทุกอย่างให้ชัดเจนขึ้น ยอมรับมาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามกระบวนการปกติ ระเบียบสำนักนายกฯ กฎหมายมีหรือไม่ไปว่ามา ที่ตนใช้ เพื่อให้ปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน ย้ายคน ปรับเปลี่ยนเรื่องของการบูรณาการ ตั้งซุปเปอร์บอร์ด ตั้งมาทำไมตั้งมาหากินหรอ แต่ที่ตั้งมาเพราะขับเคลื่อนบูรณาการงาน แล้วมันก็ไปตามลำดับ ไม่ทันใจตนก็เร่งเอา แค่นั้นเองถึงแม้ผมไม่ได้เป็นประธานแต่ก็เร่งการประชุมทุกวันว่าเสร็จหรือยัง ไม่ใช่นั่งในที่ประชุมเฉยๆ ตั้งไปแล้วก็ต้องทำงาน ถึงเวลาแล้วคอยเซ็น ผมไม่ใช่คนทำงานแบบนั้น แต่ลงรายละเอียดทุกเรื่องทุกอัน เพราะทุกอย่างคือรากฐานประเทศทั้งหมดอยู่ภายใต้ความรักความสามัคคีของคนในชาติ ถ้ายังตีกันอยู่อย่างนี้อย่าไปหวังอะไรเลยจะมีสปท. 5 พันคน ก็เท่านี้ กรธ.70ล้านคนก็เป็นแบบนี้ เพราะไม่หาจุดร่วมมาเจอกัน แต่จุดต่างมาว่ากันก่อนก็ไปไม่ได้” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า การย้ายตำแหน่งตำแหน่งดังกล่าว ใช้อำนาจประธาน สนช.หรืออำนาจนายกฯ น่าจะได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตำแหน่งแบบนี้ต้องโปรดเกล้าฯหรือไม่ เป้นวาระย้ายหรือไม่ เขามีระเบียบอยู่หมด ถ้าใช้ได้ก็ใช้ไปแล้ว เพราะนี่ใช้กฎหมายปกติไม่ได้จึงต้องใช้ ม.44 เมื่อถามว่า จะใช้ม.44 ในการย้ายข้าราชการอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ใช่ไง แต่ถ้าเขาทำดีจะย้ายทำไม เขาอาจจะมีประสิทธิภาพของเขาก็ได้ ตนไม่ได้ว่าเขาไม่มีประสิทธิภาพ แต่เขาขับเคลื่อนงานให้ไม่ได้จึงย้ายเอาก็แค่นั้น ถ้าปล่อยระบบปกติทำ แล้วทำกันหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่าจะมีการสั่งย้ายในล็อตต่อไปอีกหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่รู้ ไปหามาจะให้ย้ายใครไปหามา ถ้าเขาไม่ผิดจะให้ไปหาอะไรนักหนา เดี๋ยวเขาก็รายงานมา ตนก็ไล่ไปทุกกระทรวง ที่สั่งอะไรไปบ้างแล้วไม่เสร็จ อยู่ที่ใคร ใครต้องทำ และไม่เสร็จเพราะอะไร ชาวบ้านร้องเรียนหรือไม่ ต้องทำให้เกิดความชัดเจน ถ้าอยู่แล้วเสียหายก็ต้องออกมาก่อน ถ้าไม่ผิดให้กลับไป ที่เอาออกมาก็เอากลับไปหลายคน
เผยเล่าจดหมาย‘ธานินทร์’ให้ครม.ทราบ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ส่งจดหมายส่วนตัวเสนอแนะนาวทางการปฏิรูป ว่า ตนได้พูดในที่ประชุมครม.ได้ทราบในเรื่องดังกล่าว และให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดูและส่งต่อให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ต่อไป โดยสาระสำคัญเป็นการให้กำลังใจและเห็นการฏิบัติงานอย่างตั้งใจของพวกเรา และเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องมีความอิสระอย่างไร เรื่องการปราบปรามการทุจริต การปฏิรูปประเทศ ทำนองนี้ ซึ่งตนก็ได้พูดไปในที่ประชุมครม.ด้วย และวานนี้ (19ต.ค.) ตนได้พบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และคนอื่นๆ ก็คุยกันทุกคน ซึ่งมีความคิดเห็นมาตนก็รับทั้งหมด และส่งต่อไป เป็นเรื่องการพิจารณาของกรธ. สปท. ที่จะไปทำกันมา ตนให้เป็นอิสระ แต่ต้องรับฟังความคิดเห็น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนได้ส่งข่าวไปยังสปท. ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ทั้งสปท. และสนช. กรธ. จะปฏิบัติหน้าที่ไปพร้อมๆกัน ถ้าไปคนละทางสองทางก็ไม่ตรงกันอีก ก็ไปเสียทีเดียว จะได้ตอบคำถามได้จบ เรื่องนี้จะเป็นอย่างนี้ ปฏิรูปเสร็จแล้ว จะมีกฎหมายอะไรต่อที่จะมาทำเรื่องการปฏิรูปและ การร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.จะเกี่ยวข้องกับตรงนี้ด้วยหรือไม่ ถามต่อให้จบเป็นพื้นที่ไป ไม่เช่นนั้นก็รับกันสามครั้ง เมื่อไม่ตรงกันก็เดือดร้อน ไม่สร้างการรับรู้พร้อมกันก็จะทำให้เป็นปัญหาหมด พอถึงชั้นทำประชามติก็จะทำให้มีปัญหาอีก
“ผมก็แฟร์ทุกอย่าง ไม่ได้อยากอะไรเลย ผ่านไม่ผ่าน ผมอยากให้มันผ่านตั้งแต่ฉบับแรก แต่มันไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ไม่ใช่ว่าสั่งได้เมื่อไหร่ เห็นไหมทุกคนก็บอกว่าเป็นอิสระ ผมก็บอกว่าเป็นอิสระอยู่แล้ว ไม่เคยไปอะไรกับเขา แต่ปัญหาอยู่ที่คนพูด ชอบพูดเยอะพูดมาก ก็เลยทำให้เกิดการไม่เข้าใจ ทุกคนก็หวังดีหมดแหล่ะ” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอที่ระบุว่านักการเมืองที่ถูกตัดสินว่าทุจริต และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองควรหยุดเล่นการเมืองตลอดชีวิต นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน อยู่ที่ว่ากฎหมายเขาจะว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญจะเขียนว่าอย่างไร ถ้ามีความผิดจะได้กลับเข้ามาอีกหรือไม่ ของเดิมละเว้นกี่ปี ของใหม่เขาไม่ให้เข้ามาเลยหรือเปล่ายังไม่รู้ ต้องให้กรธ.ไปประเมินความคิดเห็น หากดูในต่างประเทศบางประเทศเขาก็ทำแบบนี้ ก็ไปว่ามาจะเอาแบบไหน แต่ก็ต้องทำประชามติอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไปเขียนตามใจทุกคนจะเอาทางไหนก็ต้องรับหลายทาง ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงกับไม่เปลี่ยนแปลงมันเท่ากัน ถ้าเอาทุกอย่างมันก็เสียเปล่า ก็ไปตัดสินใจกันให้แน่ว่าจะเอาหรือไม่เอา แล้วจะผิดกติกาสังคมโลกนี้ และมีที่ไหนเขาทำบ้างหรือไม่ก็ไปว่ามา ซึ่งมีหลายตัวที่เราไปสมัครเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรทุจริตคอรัปชั่นต่างๆเยอะแยะไปหมด ไปเอามาดูสิว่าเขาตัดสินเรื่องเหล่านี้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมแม่น้ำ5สายจะเร่งรัดเวลาการทำงานแต่ละสายให้ลุล่วงก่อนกำหนดอย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าเขากำหนดไว้แล้วไม่ใช่หรือ ว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว ตนจะเร่งไปเพื่ออะไร เร่งให้มันเร็วเพื่อที่จะให้เกิดการเลือกตั้งเร็วก็สุดแล้วแต่ท่าน ตนไม่เอาด้วย อย่างหนึ่งก็บอกว่าตนไม่ดูแลแก้ไข อีกอย่างหนึ่งก็ให้เลือกตั้งเร็ว เอ๊ะ มันจะเอาอะไรกันแน่วะ ในเมื่อกฎกติการัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้แล้ว มันอะไรกันนักหนา ผมไม่เข้าใจบ้านนี้เมืองนี้ ไม่เข้าใจ จะเอาแต่ตามใจกันหมด ถ้าตนตามใจกลุ่มนี้ อีกกลุ่มก็ไม่เห็นชอบ แล้วเมื่อไรจะลงความเห็นกันได้สักที ว่าจะเอาอย่างไรกันประเทศไทยเนี่ย นั่นแหล่ะเขาเรียกว่าประชาธิปไตย หาทางออกให้ประเทศ หาจุดร่วมกันให้ได้ จุดต่างก็สงวนกันไว้ ไปถกแถลงว่าจะแก้กันอย่างไร ถ้าเอาจุดต่างมาพูดกัน เพื่อหาจุดรวมนั้นมันไม่มีทางหาได้
“ไม่มีผ่านหรอก ผมทำนายไว้เลยไม่ผ่านถ้ายังเป็นแบบนี้ ผมอยากให้ผ่านใครไม่อยากให้ผ่านผมไม่รู้” นายกฯ กล่าว
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งกรธ.ที่มี21คน นั้นจะทำหน้าที่ได้ครอบคลุมความต้องการของคนทั้งประเทศหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กรธ.เปิดรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ โดยที่ผ่



